ประชาคมอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations : ASEAN ) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยการลงนามปฏิญญากรุงเทพ  อาเซียนนับเป็นองค์การความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สำคัญ ซึ่งได้รวมตัวเป็นประชาคมอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีประชากรคิดเป็น 1ใน 10 ของประชากรโลก[1]

อาเซียน ประกอบด้วยสามเสาหลักได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน, ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community :AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม

โดยมีเป้าหมายร่วมการรวมตัวคือ

“ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ในการพัฒนาประชาคมอาเซียน ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” [2]

ด

ในขณะที่อาเซียนกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านในทุก ๆ ด้าน การพัฒนาไปสู่สังคมที่ยั่งยืนร่วมกัน ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้น จะเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาพแวดล้อมอย่างไรบ้าง โดยจะได้วิเคราะห์ถึงการลงทุนของไทยในประเทศกลุ่ม CLMV ผ่านโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

การลงทุนของไทยในอาเซียน; ภาพรวมของ CLMV

การลงทุนโดยตรงไทยในต่างประเทศ   เริ่มต้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980  และมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นภายใต้นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณในปี 2534 รวมทั้งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัททั่วไป ซึ่งอยู่ภายใต้กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจหลักระดับโลก ที่รู้จักกันในชื่อ “ฉันทามติแห่งวอชิงตัน” (Washington Consensus) โดยการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มีบทบาทสำคัญในการแปลงฉันทามติแห่งวอชิงตัน เป็นแนวการพัฒนาเศรษฐกิจ 4 เรื่องที่สำคัญคือ Stabilization (การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ), Liberalization (การเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน และการเงินระหว่างประเทศ),  Deregulation (การลดการกำกับและลดการควบคุมจากรัฐ) และ Privatization  (การถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน) โดยทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและในกลุ่มประเทศ CLMV ก็ถูกขับเคลื่อนภายใต้กรอบฉันทามติแห่งวอชิงตันนี้จนถึงปัจจุบัน

มูลค่าการลงทุนโดยตรงในของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา(ปี 2548 – 2557)   ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม พบว่ามีมูลค่ารวมสูงเป็นอันดับที่ 3 รองจากการลงทุนในหมู่เกาะเคย์แมน และประเทศสิงคโปร์ และมีมูลค่า TDI ใกล้เคียงกับประเทศหมู่เกาะมอริเชียส์ และรองลงมาคือ ฮ่องกง และบริติชเวอร์จินไอส์แลนด์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ (ยกเว้นกลุ่มประเทศ CLMV) นักลงทุนของไทยนิยมใช้เป็นฐานในการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อไปลงทุนต่อยังประเทศที่สาม เนื่องจากสิทธิประโยชน์ในด้านภาษีและความสะดวกในการทำธุรกรรม โดยมูลค่าลงทุน TDI สะสม(สุทธิ)ในประเทศกัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม มีมูลค่าเท่ากับ 18,170.11, 45,403.03, 70,355.39 และ 56,097.66 ล้านบาทตามลำดับ กิจการที่ไทยลงทุนสำคัญ ๆ ได้แก่ การลงทุนในภาคไฟฟ้า ขุดเจาะก๊าซ-น้ำมัน ไอน้ำและระบบปรับอากาศ(ใน สปป.ลาว) ภาคบริการทางการเงิน ภาคอุตสาหกรรมการผลิต(เช่น น้ำตาล, สิ่งทอ) ธุรกรรมการกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ สินเชื่อการค้า ภาคการทำเหมืองแร่และเหมืองหิน และผลิตภัณฑ์คอนกรีตเป็นต้น  ซึ่งมีบทบาทกระจายในสามรูปแบบ คือ บทบาทในฐานะผู้พัฒนาโครงการ, ผู้สนับสนุนโครงการ และผู้ลงทุนสถาบันการเงิน

lulj

iที่มา : Bank of Thailand  www2.bot.or.th/statistics/Download/EC_XT_052_TH_ALL.XLS

 

สาเหตุของการไปลงทุนในต่างประเทศของภาคเอกชนไทยนั้น ฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจและพบสาเหตุสำคัญ 4 ประการได้แก่ ประการแรก เพื่อแสวงหาตลาดใหม่หรือรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิมในประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง (Market Seeking) ประการที่สอง เพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติและเข้าถึงวัตถุดิบและแรงงานที่ถูกกว่าในประเทศ (Resource and Labor Seeking) ประการที่สาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงการแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ (Efficiency Seeking) และประการที่สี่ เพื่อช่วยในด้านการกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจ

โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

ข้อมูลโครงการเขื่อนไซยะบุรี[3]

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 1,931 นับจากปากแม่น้ำโขง ในพื้นที่แขวงไซยะบุรี  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือตั้งอยู่เหนืออำเภอเชียงคานจังหวัดเลย ประมาณ 200 กิโลเมตร มีกำลังผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ (แบ่งเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 175 เมกะวัตต์ จำนวน 7 เครื่อง และขนาด 60 เมกะวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง) ผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 7,370 ล้านหน่วย โดยจะจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ณ จุดส่งมอบชายแดนไทย-ลาว จำนวน 1,220 เมกะวัตต์ (จากหน่วยผลิตไฟฟ้า 7×175 เมกะวัตต์) เป็นเวลา 29 ปี มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 1.15 แสนล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 8 ปี โดยเริ่มก่อสร้างแล้ว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2555 และจะเริ่มดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในเดือนตุลาคม 2562

่ั
ที่มา http://www.xayaburipower.com (สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2559)

เขื่อนไซยะบุรีมีระดับเก็บกักน้ำสูงสุดเท่ากับ 275 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำเท่ากับ 49 ตารางกิโลเมตร หรือ 30,625 ไร่ โดยอ่างเก็บน้ำมีความยาว 90 กิโลเมตร และมีความจุ 726.02 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำใช้งานกับ 211.97 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาณน้ำตายเท่ากับ 514.05 ล้านลูกบาศก์เมตร) เมื่อผลิตไฟฟ้าเขื่อนไซยะบุรีจะระบายน้ำสูงสุด 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีการออกแบบให้สามารถระบายตะกอนทรายในช่วงฤดูแล้งได้ในอัตรา 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็นเวลา 6 ชั่วโมงต่อวัน ดังที่ได้แสดงแผนผังเขื่อนไซยะบุรีในภาพข้างล่างนี้

b.

ผู้พัฒนาโครงการ คือ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (Xayaburi Power Company Limited: XPCL) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในลาว ได้รับสัมปทานก่อสร้างเขื่อนจากรัฐบาลลาว และได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2554 และมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ในปี 2562 โดย กฟผ. มีหน้าที่ต้องก่อสร้างสายส่งภายในประเทศไทยให้เสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ลำดับการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

  1. รัฐบาลลาว ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องการศึกษาความเป็นไปได้โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี กับ บมจ. ช.การช่าง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2550
  2. รัฐบาลลาวได้ให้สิทธิ์ในการพัฒนาโครงการฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งส่งผลให้ บมจ. ช.การช่าง สามารถดำเนินการหาผู้ร่วมพัฒนาโครงการสามารถติดต่อสถาบันการเงินต่างๆได้อย่างเป็นทางการ
  3. วันที่ 17 มิถุนายน 2552 ประเทศลาวได้แจ้งให้ฝ่ายไทยผ่านคณะอนุกรรมการประสานงานด้านความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย) ภายใต้กระทรวงพลังงาน เพื่อข้อเสนอขายไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี โดยให้สิทธิ์การพัฒนาแก่ บมจ. ช.การช่าง
  4. คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการเขื่อนไซยะบุรี (Tariff MoU) ระหว่าง กฟผ. กับ บมจ. ช.การช่าง ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 โดยสาระสำคัญ คือ โครงการเขื่อนไซยะบุรีจะขายไฟฟ้าให้ไทยที่ชายแดนจำนวน 1,220 เมกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 29 ปี และอัตราค่าไฟฟ้า ณ ชายแดนมีค่าคงที่ตลอดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เฉลี่ยเท่ากับ 322 บาท/หน่วย
  5. คณะรัฐมนตรีของไทย (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) มีมติรับรองมติของ กพช. ในวันที่ 23 มีนาคม 2553
  6. เมษายน 2553 บมจ. ช.การช่าง แถลงว่า โครงการเขื่อนไซยะบุรีจะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารพาณิชย์ของไทย 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งตกลงให้การสนับสนุนเงินกู้ร่วมกัน มูลค่ารวม 5 หมื่นล้านบาท
  7. บมจ. ช.การช่าง ได้จัดตั้งบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (Xayaburi Power Comapany Limited: XPCL) ในวันที่ 10 มิถุนายน 2553 โดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของ สปป.ลาว มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 25,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง บมจ. ช.การช่าง ถือหุ้นร้อยละ 95 และ บจก. พีที คอนสตรัคชั่นแอนด์อิริเกชั่น ถือหุ้นร้อยละ 5 การจัดตั้งบริษัทดังกล่าวเพื่อให้เป็นบริษัทร่วมทุนและรับสัมปทานจากลาว รวมทั้งเป็นคู่สัญญาของ กฟผ.
  8. 5 กรกฎาคม 2553 บมจ. ช.การช่าง ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการเขื่อนไซยะบุรี (MoU) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดย MoU จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 18 เดือนนับแต่วันลงนาม หรือจนกว่าจะมีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) แล้วแต่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน
  9. 22 กันยายน 2553 รัฐบาลลาวเสนอโครงการเขื่อนไซยะบุรีต่อ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)เพื่อเข้าสู่กระบวนการแจ้งปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement: PNPCA) ตามข้อตกลงการใช้แม่น้ำโขง พ.ศ.2538 (1995 Mekong Agreement) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน[4] อย่างไรก็ตามเมื่อครบกำหนดกระบวนการ PNPCA ในเดือนเมษายน 2554 คณะทำงานร่วมของ 4 ประเทศ ภายใต้กระบวนการ PNPCA ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมที่เป็นมติเอกฉันท์ได้ จึงเสนอให้มีการพิจารณาโครงการเขื่อนไซยะบุรีในระดับรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดการประชุมในเดือนธันวาคม 2554 และผลการประชุมระดับรัฐมนตรี มีเพียงให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่อง ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน 12 แห่ง บนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง
  10. ตุลาคม 2553 สำนักงานคณะกรรมการแม่น้ำโขง (MRC) ได้เผยแพร่รายงานการประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตร์จากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง 11 เขื่อน (SEA 2010) ฉบับสมบูรณ์ โดยคณะผู้ศึกษามีข้อเสนอให้เลื่อนระยะเวลาการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงไปอีก 10 ปี[5]
  11. คณะรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) มีมติอนุมัติให้ กฟผ. ลงนามสัญญาซื้อขายฟ้า (PPA) กับ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อ[6] ได้แก่ (1) โครงการฯ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ตามกระบวนการข้อตกลงของประเทศสมาชิกในลุ่มแม่น้ำโขง (Agreement on the Cooperative for the Sustainable Development of the Mekong River Basin 5 April 1995) แล้ว (2) ร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องมีการแก้ไขร่างสัญญาฯ ดังกล่าว ที่ไม่ใช่สาระสำคัญของสัญญาฯ ไม่จำเป็นต้องนำกลับมาเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อีก ทั้งนี้ให้กระทรวงพลังงานและ กฟผ. เปิดเผยข้อมูลโครงการนี้ต่อสาธารณะ  และมีมติเห็นชอบให้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไซยะบุรี ใช้เงื่อนไขการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรมประเทศไทย และดำเนินการที่กรุงเทพฯ โดยใช้ภาษาไทย และเมื่อ กพช. ให้ความเห็นชอบแล้วให้นำเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติต่อไป
  12. บจก. ไซยะบุรี พาวเวอร์ ได้ขายหุ้นให้ผู้ร่วมทุนอีก 3 บริษัทในวันที่ 1 มีนาคม 2554 ได้แก่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า บจก.นที ซินเนอร์ยี่ และ บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ โดยเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 5, 25 และ 7.5 ตามลำดับ
  13. การรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการตั้งคำถามและคัดค้านโครงการนี้ในกระบวนการ PNPCA ของทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เป็นเหตุให้รัฐบาลลาวต้องว่าจ้าง บริษัท Pöyry (บริษัทที่ปรึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์) เพื่อศึกษาความชอบธรรมในการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีตามกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2538 และในการศึกษาของบริษัท Pöyry สรุปว่า การออกแบบโครงการเขื่อนมีความสอดคล้องกับข้อกำหนดของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเป็นส่วนใหญ่ แต่มีข้อเสนอแนะให้ศึกษาเพิ่มเติมใน 40 ประเด็นก่อนดำเนินการก่อสร้างเขื่อน[7] ในช่วงต้นปี 2555 รัฐบาลลาวได้ว่าจ้างบริษัท Campagnie Nationale du Rhône (CNR) จากฝรั่งเศส ให้ศึกษาทบทวนการศึกษาของบริษัท Pöyry อีกครั้ง
  14. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศลาว ได้ส่งจดหมายลงวันที่ 5 ตุลาคม 2554 (เลขที่ 1021/MONRE) ถึง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย แจ้งว่ากระบวนการ PNPCA ของเขื่อนไซยะบุรีได้สิ้นสุดลงแล้ว และการสร้างเขื่อนไซยะบุรีเป็นเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศลาว เป็นเหตุให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(นายโชติ ตราชู) มีจดหมายถึงปลัดกระทรวงพลังงาน ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 (ทส 0630/2723)เพื่อแจ้งให้ทราบตามเนื้อความในจดหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประเทศลาว
  15. ในวันเดียวกัน(26 ตุลาคม 2554) กระทรวงพลังงานโดยปลัดกระทรวงพลังงาน (นายณอคุณ สิทธิพงศ์) ได้อนุมัติให้ กฟผ. สามารถลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ได้ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า สอดคล้องตามเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ก่อนการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
  16. วันที่ 29 ตุลาคม 2554 กฟผ.ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไฟฟ้ากับ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์อย่างเป็นทางการ
  17. พฤศจิกายน 2554 คณะรัฐมนตรีของไทย มีมติอนุมัติ บมจ.กรุงไทย เข้าร่วมให้เงินกู้แก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ร่วมกับธนาคารอื่นๆอีก 3 ธนาคาร (ธนาคารกรุงไทยอนุมัติวงเงินกู้จำนวน 16,600 ล้านบาท และ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ)[8] และมีสถานะเป็นตัวแทนเจ้าหนี้สถาบันการเงินโครงการไซยะบุรี[9]
  18. วันที่ 15 มีนาคม 2555 บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ได้ลงนามว่าจ้าง บจก. ช.การช่าง(ลาว) (บริษัทย่อยของ บมจ. ช.การช่าง) ให้ดำเนินการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในวงเงิน 51,824,640,000 บาท และ 711,040,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเวลา 96 เดือน (ประมาณ 73,155,840,000 บาท เวลา 8 ปี)
  19. กฟผ. จะต้องดำเนินการก่อสร้างระบบสายส่งตามสัญญา (ECOCD) เพื่อเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้าที่ชายแดนลาว ที่บ้านท่าลี่ จ.เลย ผ่าน จ.หนองบัวลำภู ไปยัง จ.ขอนแก่น เป็นสายส่งขนาด 500 kV ความยาว 225 กิโลเมตร ให้แล้วเสร็จภายใน 73 เดือน (6 ปี) หรือต้องแล้วเสร็จภายใน เมษายน 2561 ซึ่งการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณจำนวน 12,060 ล้านบาท
  20. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2555 รัฐบาลลาวได้ทำพิธีเปิดการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีอย่างเป็นทางการ
  21. บมจ. ช.การช่าง ได้ขายหุ้นใน บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ให้กับการฟ้าลาว ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ส่งผลให้การไฟฟ้าลาว เข้ามามีสัดส่วนการถือหุ้นรายละ 20 หลังจากนั้น บมจ. ช.การช่าง ได้ขายหุ้นที่เหลือทั้งหมดใน บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ให้แก่ บมจ.ซีเค พาวเวอร์ (บริษัทย่อยของ บมจ. ช.การช่าง) ในวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ทำให้ บมจ.ซีเค พาวเวอร์ มีสัดส่วนใน บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ร้อยละ 30
  22. วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 บมจ. ช.การช่าง ได้อนุมัติความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ในวงเงินรวม 13,547 ล้านบาท[10] โดยมีกำหนดชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยภายใน พ.ศ. 2574 เนื่องจากรัฐบาลลาวขอให้ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ปรับแบบงานก่อสร้างเขื่อนด้านสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลลาวจะร่วมรับผิดชอบในการลดอัตราค่าภาคหลวงและอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งขยายระยะเวลาสัมปทานไปอีก 2 ปี เป็น 31 ปี โดยสารสนเทศของ บมจ. ช.การช่าง ยังได้ระบุว่า ได้ขยายระยะเวลาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ได้ลงนามร่วมกับ กฟผ. จากเดิม 29 ปีเป็น 31 ปี เรียบร้อยแล้ว
  23. ปัจจุบันการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ดำเนินการไปได้มากกว่าร้อยละ 60 โดยที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้น ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2561 จะเป็นวันทดสอบเดินระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า (Scheduled Energization Date: SED) และมีกำหนดวันซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ในเดือนตุลาคม 2562 (แผน PDP ระบุรับซื้อไฟฟ้าวันที่ 1 มกราคม 2562) โดยที่ กฟผ. ได้ประกันรับซื้อไฟฟ้าไว้จำนวน 5,709 ล้านหน่วยต่อปี ตลอดอายุสัญญา 29 ปี ดังนั้น กฟผ. จะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าให้ บจก. ไซยะบุรี พาวเวอร์ ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน 29 ปี เป็นจำนวนเงินรวม 370,587.81 ล้านบาท (เมื่อใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 34 บาท)

สรุปขั้นตอนการซื้อไฟฟ้าของประเทศไทยจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

Slide7

กลุ่มผู้พัฒนาโครงการ นำโดย บมจ. ช.การช่าง ได้จัดตั้ง บจก. ไซยะบุรี พาวเวอร์ (XPCL) จดทะเบียนในประเทศลาว ในวันที่ 22 มิถุนายน 2553 จำนวน 80 ล้านหุ้น และมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ดังรายละเอียดตารางต่อไปนี้

ตาราง แสดงสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด

วัน/เดือน/ปี เหตุการณ์ สัดส่วนผู้ถือหุ้น ร้อยละ
31 ธันวาคม 2553 บจก. ไซยะบุรี พาวเวอร์ มีหุ้นทั้งหมดจำนวน 80,000,000 หุ้น บมจ. ช.การช่าง (CK) 95.0%
บจก. พีที คอนสตรัคชั่นแอนด์อิริเกชั่น (PT) 5.0%
1 มีนาคม 2554 บมจ. ช.การช่าง ขายหุ้นให้ บจก. นที ซินเนอร์ยี่ จำนวน 20,000,001 หุ้น (25%) และ บมจ.ผลิตไฟฟ้า จำนวน 10,000,000 หุ้น (12.5%) บมจ. ช.การช่าง (CK) 57.5%
บจก. นที ซินเนอร์ยี่ (NSC) 25.0%
บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) 12.5%
บจก. พีที คอนสตรัคชั่นแอนด์อิริเกชั่น (PT) 5.0%
มีนาคม 2554 บมจ. ช.การช่าง ขายหุ้นให้บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จำนวน 5,999,999 หุ้น (7.5%) บมจ. ช.การช่าง (CK) 50.0%
บจก. นที ซินเนอร์ยี่ (NSC) 25.0%
บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) 12.5%
บมจ. ทางด่วนกรุงเทพ (BECL หรือ BEM) 7.5%
บจก. พีที คอนสตรัคชั่นแอนด์อิริเกชั่น (PT) 5.0%
18 กรกฎาคม 2556 บมจ. ช.การช่าง ขายหุ้นให้การไฟฟ้าลาว(20%) ขายจํานวน 135,000,000 หุ้น บมจ. ช.การช่าง (CK) 30.0%
บจก. นที ซินเนอร์ยี่ (NSC) 25.0%
การไฟฟ้าลาว (EDL) 20.0%
บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) 12.5%
บมจ. ทางด่วนกรุงเทพ (BECL หรือ BEM) 7.5%
บจก. พีที คอนสตรัคชั่นแอนด์อิริเกชั่น (PT) 5.0%
10 มิถุนายน 2558 บมจ. ช.การช่าง ขายหุ้นทั้งหมดของตนให้ บมจ.ซีเคพาวเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จำนวน  805,830,000 หุ้น (30%) เป็นมูลค่า 4,344 ล้านบาท มีกำไรจากการขายหุ้นประมาณ 1,657 ล้านบาท[11]

ปัจจุบันบจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ มีหุ้นทั้งหมด 2,686,100,000 หุ้น

บมจ. ซีเคพาวเวอร์ (CKP) 30.0%
บจก. นที ซินเนอร์ยี่ (NSC) 25.0%
การไฟฟ้าลาว (EDL) 20.0%
บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO) 12.5%
บมจ. ทางด่วนกรุงเทพ (BECL หรือ BEM) 7.5%
บจก. พีที คอนสตรัคชั่นแอนด์อิริเกชั่น (PT) 5.0%

หมายเหตุ 1. ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ มิถุนายน 2558  2 ปัจจุบัน บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) ควบรวมกิจการและเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM)

ในปัจจุบัน การถือหุ้นใน บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) นั้น มีนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีอยู่ด้วยกัน 4 บริษัท ดังนี้ [12]

  1. บมจ. ซีเคพาวเวอร์ (CKP) เป็นบริษัทย่อยทางตรง ซึ่ง บมจ.ช.การช่าง(Ch. Karnchang Public Company Limited: CK) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ร้อยละ 30.25 ของหุ้นทั้งหมด
  2. บจก. นที ซินเนอร์ยี่ (NSC) เป็นบริษัทย่อยทางตรง ซึ่งบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (Global Power Synergy Public Company Limited: GPSC) เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ ถูกก่อตั้งเมื่อปี 2556 เพื่อเป็นแกนนำในการดำเนินธุรกิจพลังงานของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย บมจ. ปตท. ถือหุ้นทางอ้อมใน บจก. นที ซินเนอร์ยี่ ในอัตราร้อยละ 22.85
  3. บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) เป็นบริษัทซึ่ง กฟผ. (Electricity Generating Authority of Thailand: EGAT) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวนร้อยละ 25.41
  4. บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BECL หรือ BEM) เป็นบริษัทย่อย ซึ่ง บมจ. ช.การช่าง (CK) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวนร้อยละ 28.16

คณะกรรมการบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ ที่มีการเผยแพร่ผ่านสารสนเทศของ บมจ. ช.การช่าง ในวันที่ 21 มกราคม 2558 และ 16 พฤษภาคม 2559 ได้เผยแพร่รายชื่อของคณะกรรมการบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ ได้ปรากฎรายชื่อของอดีตผู้บริหารในระดับสูงของกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นกรรมการ บมจ.ไซยะบุรีเพาเวอร์ ในนามของบริษัทที่ร่วมถือหุ้นด้วยดังนี้

  • รายชื่อคณะกรรมการ ณ วันที่ 21 มกราคม 2558 ปรากฏรายชื่อของ นายสหัส ประทักษ์นุกูล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ. ในช่วงปี 2552 ถึง 2554 ก่อนที่จะเปลี่ยนมาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ EGCO ในปี 2556
  • รายชื่อคณะกรรมการ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2559 ปรากฏรายชื่อของ ดร. ณอคุณ สิทธิพงศ์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงพลังงานในช่วงปี 2553 ถึง 2556 ก่อนที่จะเปลี่ยนมาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการของบริษัท GPSC

ร่องรอยของการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่ยั่งยืน

โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี นับเป็นเขื่อนไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงสายหลักเขื่อนแรก บนแม่น้ำโขงตอนล่าง โครงการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านในมิติต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อาทิเช่น ด้านการใช้พลังงาน, ผลต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขง, ผลต่อวิถีการผลิตและเศรษฐกิจของชุมชนตามลำน้ำโขง,  การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรระดับภูมิภาค, บทบาทของสถาบันการเงิน

กระบวนการพัฒนาโครงการที่ดำเนินมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2550 อันเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้มากน้อยเพียงใดนั้น  อาจจะจำเป็นต้องตรวจสอบร่องรอยการดำเนินการที่ผ่านมา เพื่อจะได้สรุปเป็นบทเรียนในการเทียบเคียงโครงการอื่น ๆ ให้เกิดการปรับปรุงต่อไป การสำรวจร่องรอยในที่นี้จะพิจารณาใน 3 เรื่องได้แก่ การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ผ่านกระบวนการ PNPCA, มาตรฐานการกำกับดูแลและการควบคุมตรวจสอบของหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง, ภาระต้องแบกรับของระบบนิเวศและวิถีการผลิตของชุมชน

  1. การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(MRC) ผ่านกระบวนการ PNPCA ในกรณีเขื่อนไซยะบุรี นับเป็นความล้มเหลวของกลไกระดับภูมิภาค และไม่มีความรับชอบต่อประชาชนลุ่มน้ำโขง คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงได้สร้างกลไกขึ้นมารองรับการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการกำหนดกระบวนการสำคัญในการขออนุมัติจากประเทศสมาชิก เพื่อใช้แม่น้ำโขงอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ กระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง หรือ PNPCA (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement) มีระยะเวลารวม 6 เดือน ภายใต้กลไกระดับคณะทำงาน(JC) ซึ่งเป็นตัวแทนปลัดกระทรวงจากทุกประเทศ ประเทศสมาชิกจะนำกลับไปหารือ และรับฟังความเห็นจากประชาชนของแต่ละประเทศ  เมื่อครบ 6 เดือนหาก JC ไม่สามารถมีมติเป็นเอกฉันท์ได้ ให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาระดับรัฐมนตรีแม่น้ำโขง (MC) ต่อไป

กระบวนการ PNPCA ถูกใช้อย่างเต็มรูปแบบกับโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีเป็นครั้งแรก ยังมีสภาพ “ไม่สมบูรณ์” ในหลายประการ ได้แก่

  1. ไม่มีการเปิดเผยรายงานการศึกษาความเหมาะสม, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (เพราะรัฐบาลลาวอ้างเอกสิทธิ์ ที่จะไม่เปิดเผย ทั้งที่เป็นการดำเนินการในเขตอธิปไตยของไทย โดยหน่วยงานของไทย ไม่คัดค้านจนถึงที่สุด)
  2. เจ้าของโครงการจริง คือ บริษัท ช.การช่าง ไม่ได้เป็นผู้ให้ข้อมูล แต่เป็นผู้แทน MRCs เป็นผู้สรุปข้อมูลโครงการ และนำเสนอเป็นสไลด์เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามใด ๆ ในที่ประชุมได้
  3. รายงานการศึกษาความเหมาะสม, ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเปิดเผยในภายหลัง มีเฉพาะฉบับภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีภาษาของทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่สำคัญของประชาชนที่เข้าร่วมกระบวนการ PNPCA
  4. หน่วยงานรับผิดชอบของไทย เพิกเฉยในการทำการศึกษาประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (เพื่อเป็นข้อมูล เทียบเคียงกับรายงานของบริษัท และเป็นข้อมูลให้ประชาชนของไทย ได้เรียนรู้ร่วมกันในกระบวนการ PNPCA)
  5. MRCs จัดทำเพียง รายงานการประเมินด้านเทคนิค และนำเสนอผ่านสไลด์ในที่ประชุม ด้วยเวลาที่จำกัด
  6. เมื่อ PNPCA ครบ 6 เดือน JC ไม่สามารถหาข้อสรุปเป็นเอกฉันท์ได้ จึงได้ส่งเรื่องให้ระดับ MC พิจารณา แต่เจ้าของโครงการร่วมคือ ลาว ทำลายหลักการ โดยอ้างสิทธิเหนือดินแดน ที่จะดำเนินการต่อไป โดยการให้สัมปทาน และเร่งรัดกระบวนการลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับ ก.พลังงานของไทย ก่อนที่ MC จะพิจารณา (โดยหน่วยงานของไทย ไม่ทักท้วง และยินยอมสำหรับการกล่าวอ้างของรัฐบาลลาว ตามขั้นตอนที่ 14-16)
  7. MRC และ MRCs ไม่มีกลไกใด ๆ ในการติดตามการดำเนินการก่อสร้างโครงการ ว่าเป็นไปตาม FS/EIA/SIA รวมทั้งการติดตามผลกระทบต่าง ๆ ภายหลังการเปิดใช้งานเขื่อนผลิตไฟฟ้า
  8. MRCs จงใจไม่รับรองรายงานการศึกษาการประเมินผลกระทบจากเขื่อน 11 เขื่อนบนแม่น้ำโขง ที่แล้วเสร็จในเดือน ตุลาคม 2553  ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาที่มีลักษณะการประเมินผลกระทบทั้งลุ่มน้ำโขงและข้ามพรมแดน  ทั้ง ๆ ที่ MRCs เป็นผู้ว่าจ้าง
  9. ไม่มีการเผยแพร่งานวิจัย ที่ได้รับทุนจาก AusAIDs เรื่อง Clarifying the PNPCA Process : Draft National Report (Thailand), Prepared for: HATFIELD CONSULTANTS MEKONG , พฤศจิกายน 2555

กลไก PNPCA กลายเป็นกลไกตราประทับสร้างความชอบธรรมในการสร้างเขื่อน  โดยคนที่อยู่วงของการตัดสินใจ เป็นเพียงข้าราชประจำในระดับปลัดกระทรวงเท่านั้น  และกระบวนการนี้ยังได้เกิดในลักษณะเดียวกันกับโครงการเขื่อนดอนสะโฮง และโครงการเขื่อนปากแบ่งในปัจจุบัน

  1. มาตรฐานการกำกับดูแลและการควบคุมตรวจสอบของหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมทั้งหน่วยงานของไทยและลาว
    1. ช.การช่าง ลงนาม MoU ศึกษาเขื่อนไซยะบุรีกับรัฐบาลลาว เมื่อรัฐบาลลาวอนุมัติรายงาน FS/EIA/SIA โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (ซึ่งถึงแบบก่อสร้างเขื่อนทั้งหมดด้วย) และนำไปสู่การลงนามบันทึกความตกลง (MoA) เพื่อหาผู้ร่วมพัฒนาโครงการ และสถาบันการเงิน
    2. บริษัท Pöyry จากสวิตเซอร์แลนด์ เป็นบริษัทที่สถาบันการเงินของไทย ได้ว่าจ้างให้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยนายอานันท์ ปันยารชุน นายกกรรมการธนาคารกล่าวว่า “ธนาคารเพียงแต่พิจารณาว่าประเทศเจ้าบ้านเห็นชอบ ประเทศเพื่อนบ้านไม่ค้าน และมีงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานอิสระ คือ Pöyry ก็เพียงพอแล้วที่จะให้เงินกู้ เพราะธนาคารไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม” ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของธนาคาร ประจำปี 2556[13]
    3. กลุ่มสถาบันการเงินประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ของไทย 4 แห่งร่วมกันให้เงินกู้ประมาณ 56,000 ล้านบาท และ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขั้นตอนที่ 17, 18) หมายถึงการรับรองแบบการก่อสร้างเขื่อนทั้งหมด ที่เสนอโดย XPCL และมีการตรวจสอบโดยบริษัท Pöyry ที่ธนาคารเรียกว่า เป็น “หน่วยงานอิสระ” ในช่วงปี 2554-2555
    4. การศึกษาทบทวนโดยบริษัท CNR ที่รัฐบาลว่าจ้างในต้นปี 2555 ส่งผลให้ XPCL ต้องปรับแบบงานก่อสร้างเขื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องใช้เงินสูงถึง 13,547 ล้านบาท โดยบมจ. ช.การช่าง ได้อนุมัติความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ในวงเงินรวม 13,547 ล้านบาท[14] เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 โดยมีกำหนดชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยภายใน พ.ศ. 2574 รัฐบาลลาวจะร่วมรับผิดชอบในการลดอัตราค่าภาคหลวงและอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งขยายระยะเวลาสัมปทานไปอีก 2 ปี เป็น 31 ปี โดยสารสนเทศของ บมจ. ช.การช่าง ยังได้ระบุว่า ได้ขยายระยะเวลาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ได้ลงนามร่วมกับ กฟผ. จากเดิม 29 ปีเป็น 31 ปี เรียบร้อยแล้ว

 

ข้อสังเกตประการที่ 1 การที่ บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ ต้องกู้เงินเพิ่มเป็นจำนวนมากถึง 13,547 ล้านบาทนั้น ได้ชี้ให้เห็นว่า  การออกแบบเขื่อนเดิมยังมีข้อบกพร่องอยู่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแต่ขัดแย้งกับข้อมูลที่ทางผู้พัฒนาโครงการและรัฐบาลลาวยืนยันมาตลอดตั้งแต่เริ่มโครงการว่า เขื่อนไซยะบุรีจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบข้ามพรมแดน กระนั้นการปรับปรุงดังกล่าวยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า จะสามารถลดผลกระทบได้จริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของโครงการ หรือการศึกษาเพิ่มเติมใด ๆ

ข้อสังเกตประการที่ 2 การขยายระยะเวลาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ กับ กฟผ. มีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า คู่สัญญาสามารถเจรจาต่ออายุสัญญาได้ก็ตาม แต่เหตุของการลงทุนเพิ่มของ บ.ไซยะบุรี พาวเวอร์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐบาลลาวเท่านั้น โดยไม่มีผลต่อกำหนดการซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญา (COD) ดังนั้นในฐานะที่ กฟผ. เป็นผู้ซื้อไฟฟ้า จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องดำเนินการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไปอีก 2 ปี ถึงแม้ว่า บจก.ไซยะบุรี พาวเวอร์ นั้น กฟผ.ได้ร่วมถือหุ้นผ่าน บมจ. ผลิตไฟฟ้า แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการขยายอายุสัญญานั้น ยังคงเป็นคำถามต่อประโยชน์สาธารณะ

ข้อสังเกตประการที่ 3 เหตุใดบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จึงไม่กู้เงินเพิ่มเติมโดยตรงจากธนาคารพาณิชย์ที่เป็นผู้ให้กู้เดิม แต่เป็นการกู้เงินจาก บมจ. ช.การช่าง ซึ่ง บมจ. ช.การช่าง ต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินอีกทอดหนึ่ง[15] อย่างไรก็ตาม ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมานั้น ได้กลายเป็นผลตอบแทนของ บมจ. ช.การช่าง ไปโดยอัตโนมัติเช่นกัน คำถามคือ การกู้เงินครั้งใหม่ของ XPCL ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าหมื่นล้านบาทนั้น  จะเข้าข่ายการกู้เงินโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันซ้ำซ้อนหรือไม่ และไม่ปรากฏความเห็นใด ๆ จากธนาคารที่ให้กู้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ระบุว่าได้ให้ “หน่วยงานอิสระศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว” แต่กลับปรากฏว่า XPCL ต้องกู้เงินเพิ่มเพื่องานปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อมกว่าหมื่นล้านบาท รวมทั้งหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ตลท. ที่จะต้องตรวจสอบว่า การให้เงินกู้ของ บมจ. ช.การช่าง นี้ มีลักษณะการใช้ทรัพย์ค้ำประกันซ้ำซ้อนหรือไม่อย่างไร

  1. ภาระต้องแบกรับของระบบนิเวศและวิถีการผลิตของชุมชน
    1. ผลต่อชุมชนด้านเหนือเขื่อนไซยะบุรี

    รายงานการศึกษาความเหมาะสมโครงการเขื่อนไซยะบุรี (Feasibility Study: FS) ระบุว่ามี 58 หมู่บ้านที่อยู่เหนือเขื่อนไซยะบุรีขึ้นไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง ในระยะทางตามแม่น้ำโขง 90 กิโลเมตร ซึ่งมีประชากรมากกว่า 25,676 คน ที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนตลอดลำน้ำโขง โดยสามารถจำแนกได้ 3 กลุ่ม ดังนี้

    กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ต้องสูญเสียบ้านและที่ดินทำกิน โดยต้องอพยพไปยังพื้นที่จัดสรรใหม่ มีจำนวนประมาณ 830 ครอบครัวจาก 11 หมู่บ้าน

    กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่น้ำไม่ท่วมบ้าน แต่สูญเสียที่ดินทำกิน มีจำนวน 18 หมู่บ้าน

    กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ถูกขึ้นทะเบียนว่าเป็นหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่ต้องอพยพ ไม่สูญเสียที่ดินทำกินบนฝั่ง แต่เป็นกลุ่มหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ตามลำน้ำโขงขึ้นไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง ที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงได้อีกต่อไป ทั้งในการทำเกษตรริมตลิ่ง การจับปลา การร่อนทอง การหาเก็บไก และการเก็บก้อนหินเพื่อการก่อสร้าง เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ คือรายได้หลักของชุมชนในช่วงฤดูแล้งของปี มีจำนวน 23 หมู่บ้าน ประชากร 12,603 คน

  1. ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนไซยะบุรี

เขื่อนไซยะบุรี จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในรอบวัน ซึ่งได้ปรากฏอย่างชัดเจน ในรายงาน STRATEGIC ENVIRONMENTAL ASSESSMENT OF HYDROPOWER ON THE MEKONG MAINSTREAM FINAL REPORT, October 2010 (หน้า 74, 75 และ 125)  โดยจะทำให้เกิดความผันผวนของระดับน้ำโขง เปลี่ยนแปลงแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง โดยระดับน้ำจะเปลี่ยนแปลงได้ถึง 3-6 เมตรภายในหนึ่งวัน ซึ่งจะเกิดผลกระทบกับชุมชนที่ตั้งอยู่ท้ายเขื่อนภายในระยะ 40-50 กิโลเมตร ระดับน้ำโขงจะเปลี่ยนแปลงในระยะทางดังกล่าวภายใน 1-2 ชั่วโมง คาดว่ามีประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายน้ำในระยะทาง 100 กิโลเมตรจากท้ายเขื่อนไซยะบุรีที่จะได้ผลกระทบประมาณ 5,968 คน  และจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณตะกอนในแม่น้ำโขงอย่างมีนัยสำคัญ และได้เสนอผลการศึกษาแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำโขงท้ายเขื่อนเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งเป็นเขื่อนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเขื่อนไซยะบุรี แต่ตั้งอยู่ด้านเหนือเขื่อนไซยะบุรีขึ้นไปประมาณ 150 กิโลเมตร พบว่าระดับน้ำโขงท้าย เขื่อนจะมีความแปรปรวนประมาณ 5.5 เมตรในทุก ๆ วัน

ชาวบ้านที่ทำอาชีพประมงให้ความเห็นว่า หากระดับน้ำโขงเปลี่ยนแปลงรายวันในลักษณะเช่นนี้แล้ว จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออาชีพประมงของชาวบ้าน และสร้างความเสียหายต่อเรือและอุปกรณ์การทำประมง รวมถึงอาชีพอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยวที่จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากหาดทรายตลอดลำน้ำโขงได้อีกต่อไปการเลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำโขง และการเกษตรริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นต้น

เขื่อนไซยะบุรีมีการออกแบบให้ระบายตะกอนทรายในช่วงฤดูแล้งในอัตรา 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นเวลา 6 ชั่วโมงต่อวัน (หรือ 140 – 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) จะยิ่งส่งผลกระทบต่อปลาในแม่น้ำโขงและระบบนิเวศท้ายน้ำ เพราะการระบายตะกอนที่ทับถมกันเป็นเวลานานออกมาจากด้านเหนือเขื่อนในปริมาณมากเช่นนี้ จะเป็นการทำลายออกซิเจนในแม่น้ำโขงด้านท้ายเขื่อนและส่งผลกระทบต่อปลาในแม่น้ำโขงอย่างรุนแรง          

  1. ผลกระทบต่อการอพยพของปลาในแม่น้ำโขง

ถึงแม้ว่าเขื่อนไซยะบุรีจะออกแบบให้มีทางปลาผ่าน (fish passage) แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการอพยพของปลาในแม่น้ำโขง Chris Barlow อดีตผู้อำนวยการโครงการด้านการประมงของสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ได้เคยวิจารณ์การทำทางปลาผ่านในการประชุมนานาชาติเรื่อง “เขื่อนแม่น้ำโขงสายหลัก–เสียงประชาชนข้ามพรมแดน”   โดยกล่าวว่า เทคโนโลยีทางปลาผ่านและบันไดปลาโจนเป็นเทคโนโลยีของอเมริกาและยุโรป ใช้ได้กับปลาเพียง 5-8 ชนิดเท่านั้น เช่น ปลาแซลมอน และปลาเทร้าท์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับลำน้ำในแม่น้ำโขงซึ่งมีปลาสำคัญทางเศรษฐกิจกว่า 50 ชนิด ที่ต้องอพยพตามลำน้ำโขง การทำทางปลาผ่านอาจจะใช้ได้สำหรับเขื่อนที่สูงไม่มาก แต่หากเขื่อนสูงถึง 50 เมตร ทางปลาผ่านต้องมีระยะทางอย่างน้อยถึง 1 กิโลเมตร และยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ทางปลาผ่านจะสามารถใช้งานได้จริง

ผลกระทบที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างโครงการเพียงบางส่วนเท่านั้น  ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้โดยละเอียดจากรายงานเรื่อง Review of the Fish and Fisheries Aspects in the Feasibility Study and the Environmental Impact Assessment of the Proposed Xayaburi Dam on the Mekong Mainstream ศึกษาโดย Eric Baran และคณะ และรายงานเรื่อง Study on the Impacts of Mainstream Hydropower on the Mekong River ศึกษาโดย Anders Malmgren-Hansen และคณะ

 

สรุป

การพัฒนาไปสู่สังคมที่ยั่งยืนร่วมกัน ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังนั้น จะเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาพแวดล้อมอย่างไรบ้างนั้น เมื่อสำรวจร่องรอยบางส่วนของการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีแล้ว  ยังพบช่องว่างอีกจำนวนหนึ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนร่วมกัน ได้แก่

  • ความต้องรับผิดชอบต่อประชาชนลุ่มน้ำโขงของกลไกหรือองค์กรในระดับภูมิภาคและระดับรัฐ
  • การยกระดับและสร้างมาตรการเชิงรุก เพื่อพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลและการควบคุมตรวจสอบของหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง
  • การมีกระบวนการศึกษาผลลัพธ์ของการพัฒนาโครงการในทุก ๆ ด้าน ให้เกิดการมีส่วนร่วมกันอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นหลักประกันในระยะยาว ในการรักษาระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม ไม่ให้เกิดความเสียหาย ที่จะนำไปสู่ภาระแบกรับของระบบนิเวศและชุมชน

 

เพื่อ

“ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ในการพัฒนาประชาคมอาเซียน ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

This slideshow requires JavaScript.

*แก้คำผิด จาก Moriches Island เป็น Mauritius Island

—————————————————-อ้างอิง————————————————–

[1] http://www.mfa.go.th/asean/contents/files/other-20160523-100827-414674.pdf

[2] http://www.mfa.go.th/asean/th/home

[3] มนตรี จันทวงศ์ และคณะ, นิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ลุ่มน้ำโขง จากแก่งคุ้ดคู้ถึงผาชันในกระแสการเปลี่ยนแปลง (2558) หน้า 168

[4] ขั้นตอนรายละเอียดดูได้จาก http://www.mrcmekong.org/pnpca/PNPCA-technical-process.htm

[5] ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.mrcmekong.org/assets/Publications/Consultations/SEA-Hydropower/SEA-Summary-final-report-Thai-18-Oct-10.pdf

[6] http://www.cabinet.soc.go.th/soc/Program2-3.jsp?top_serl=99226213

[7] Pöyry Energy AG. Compliance Report: Xayaburi Hydroelectric Power Project Run-of-River. (2011) http://www.poweringprogress.org/download/Reports/2012/July/Compliance%20Report%20Xayaburi%20Main%20Final.pdf

[8] รายงานผลการพิจารณา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ 1171/2558 หน้า 30

[9] สารสนเทศของ บมจ. ช.การช่าง เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 , หน้า 6 http://ck.listedcompany.com/newsroom/160520162012220239T.pdf

[10] สารสนเทศของ บมจ. ช.การช่าง เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 http://ck.listedcompany.com/newsroom/160520162012220239T.pdf

[11] งบการเงินประจำปี 2558 ของ บมจ. ช.การช่าง

[12] ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ พฤษภาคม 2559

[13] สำนักข่าวอิศรา, เพ่งพิเคราะห์นิสัยธนาคารไทย, 18 สิงหาคม 2557  http://www.isranews.org/isranews-article/item/32176-bank_32176.html

[14] สารสนเทศของ บมจ. ช.การช่าง เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 http://ck.listedcompany.com/newsroom/160520162012220239T.pdf

[15] http://portal.settrade.com/brokerpage/IPO/Research/upload/2000000319035/CK37-t.pdf

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s