รายงานสรุปการประชุมการติดตามผลการดำเนินงาน ตามมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย อันเกี่ยวเนื่องจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๐ ระหว่างเวลา ๐๘.๓๐ – ๑๒.๓๐ น.

ณ ห้องประชุม ๗๐๙ ชั้น ๗ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ[1]

เริ่มประชุมเวลา ๐๙.๐๐ น.

เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน และฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานประธานการประชุม กล่าวเปิดและแนะนำการประชุม โดยมีความเป็นมาจากการติดตามผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย อันเกี่ยวเนื่องจากข้อเสนอแนะของ กสม. ซึ่งเป็นการร่วมกันจัดระหว่างคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน และฐานทรัพยากร และคณะผู้ร่วมจัด ประกอบด้วย เสมสิกขาลัย กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง และสมาคมพัฒนาทวาย และมีคณะผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วม ได้แก่ สุนี ไชยรส และ สฤณี อาชวะนันทกุล และมีคณะผู้แทนหน่วยงานที่เข้าร่วมต่างๆ

หลังจากนั้นประธานฯ มอบสุนี ไชยรส ดำเนินรายการ

สุนี ไชยรส กสม. ชุดที่หนึ่ง (2544-2552) ผู้ดำเนินรายการ สรุปผลการปฏิบัติงานของ กสม. ในฐานะหน่วยงานที่ตรวจสอบกรณีร้องเรียน โดยได้จัดทำรายงานการตรวจสอบ และนำเสนอต่อรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ จะมีการนำเสนอโครงการต่างๆ จำนวน 12 โครงการ พร้อมทั้งการประเมินและติดตามผลการดำเนินการงานตามนโยบาย และมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย คำสั่งนายกรัฐมนตรี ปี 2552 (ในกรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัตจี ที่เห็นสมควรให้ชะลอการดำเนินโครงการ พร้อมกับการศึกษาตรวจสอบแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้น) นอกจากนั้นยังมีมติหรือคำสั่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเน้นการสร้างกลไกขับเคลื่อนในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจและสิทธิมนุษยชน การประชุมวันนี้จะเป็นการรับฟังความคิดเห็น ความคืบหน้าในการดำเนินการในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบด้านธุรกิจสัญชาติไทยข้ามพรมแดน โดยมนตรี จันทวงศ์ นำเสนอสรุปการดำเนินงาน

  • การศึกษาทบทวนการลงทุนไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นต้นมา มีมากในเมียนมา เวียดนาม ลาว และกัมพูชา โดยมีมูลค่ามากกว่า ๑ แสนล้านบาทขึ้นไป มีปัจจัยที่ดึงดูด และผลักดันการลงทุน โดยงานวิจัยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า เป็นการแสวงหาตลาดและแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการกระจายความเสี่ยง โดยมีเงื่อนไขอื่นๆ ทั้งการจำกัดด้านกฎหมาย กลไกการตรวจสอบ นอกจากนั้น ยังมีประโยชน์ด้านภาษี การมีนโยบายที่สนับสนุนด้านการลงทุนข้ามพรมแดน อาทิ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) ธนาคารแห่งประเทศไทย และอื่นๆ ในขณะที่ในประเทศที่รับการลงทุน ก็มีการอำนวยความสะดวก โดยการออกกฎหมาย หรือนโยบายต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์
  • กรณีศึกษาที่มีการติดตาม 12 กรณี มีทั้งที่ได้ผ่านการพิจารณาตรวจสอบ และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกรณีศึกษาที่ไม่ได้เสนอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบรวมทั้งหมด 12 กรณี ซึ่งสรุปได้ 4 กลุ่มดังนี้

กลุ่มที่ 1 โครงการที่มีการร้องเรียนต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ กสม. ส่งรายงานการตรวจสอบให้คณะรัฐมนตรีแล้ว และคณะรัฐมนตรี(หรือนายกรัฐมนตรี) มีมติหรือคำสั่งต่อเนื่องไปยังหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัตจี, โครงการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลโอดอเมียนเจย, โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษ

กลุ่มที่ 2 โครงการที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และกสม. ส่งรายงานการตรวจสอบให้คณะรัฐมนตรีแล้ว ได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี, โครงการโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์, โครงการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลเกาะกง

กลุ่มที่ 3 โครงการที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบ่ง, โครงการเหมืองแร่ดีบุกเฮงดา, โครงการเหมืองแร่ถ่านหินบานชอง (Ban Chanung)

กลุ่มที่ 4 โครงการที่ไม่ได้มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเย, โครงการโรงงานปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน, โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ 1 โดยทั้ง 4 กลุ่ม มีส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งกับมติคณะรัฐมนตรี นโยบาย และคำสั่งทางปกครองอื่นๆ[2]

ตารางที่ 1 แสดงสถานการณ์ดำเนินการของรัฐบาล ตามรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัตจี

  โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัตจี
มติ กสม. กสม. มีมติให้ระงับการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีของ กฟผ. เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550 (การประชุมครั้งที่ 24/2550) และแจ้งมติไปยังรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 (รายงานผลการตรวจสอบที่ 526/2550)
มติ ครม./คำสั่งนรม. คำสั่งนายกรัฐมนตรี มีการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 พิจารณารายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีในแม่น้ำสาละวิน  โดยมีนายสาธิต วงศ์หนองเตยเป็นประธานกรรมการ
การปฏิบัติตามมติ/คำสั่ง 1.       คณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นประธานกรรมการ ได้มีคำสั่งที่ 4/2552 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูลและเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในกรณีการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี ในแม่น้ำสาละวิน สหภาพพม่า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมีหัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (นายระพีพันธุ์ สริวัฒน์) เป็นประธานอนุกรรมการ พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐและภาคประชาสังคม เป็นอนุกรรมการ ทำหน้าที่ศึกษาข้อมูลและเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโครงการดังกล่าว

2.       คณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้เสนอรายงานความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบในด้านต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี ในแม่น้ำสาละวิน สหภาพพม่า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่อ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 (หนังสือที่ นร 0110/168)

3.       นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เห็นชอบตามรายงานของคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน  เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 ดังนี้

·        มอบหมายให้ กฟผ. รับไปดำเนินการตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ ตามรายงานความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบด้านต่างๆ รวมทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อน

ฮัตจี โดยเฉพาะในประเด็นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ การจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ให้คนในพื้นที่รับทราบข้อมูล และข้อเท็จจริงในทุก ๆ ประเด็น โดยให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียร่วมกับภาคประชาชน รวมทั้งให้รายงานผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการฯ ทราบเป็นระยะด้วย

·        ให้มีหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในทุกๆ ด้าน อย่างเป็นกลางและตรงกับข้อเท็จจริง เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง โดยขอให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานกลางต่อไป

4.       สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีจดหมายที่ นร 0402/7823 วันที่ 4 สิงหาคม 2553 เรื่อง สรุปผลการดำเนินการของคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีในแม่น้ำสาละวิน  สหภาพพม่า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถึง ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมีใจความสำคัญว่า

“ให้ กฟผ. ชะลอการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีและรับนโยบายจากรัฐบาลก่อนการดำเนินการใด ๆ และให้ กฟผ. ชี้แจงรายละเอียดบันทึกข้อตกลงการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัตจี (MOA) ฉบับใหม่ให้มีความชัดเจน เพื่อนำไปเป็นข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ทั้งนี้หากมีนโยบายให้ดำเนินโครงการต่อไปได้ ให้ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการสร้างเขื่อน พร้อมทั้งเสนอมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วย”

5.       กฟผ. ว่าจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมโครงการไฟฟ้าพลังน้ำฮัตจี บริเวณชายแดนไทย-พม่า ในช่วงปี 2556-2558 อย่างไรก็ตามกระบวนการศึกษาของ กฟผ. เป็นไปโดยฝ่ายเดียว จึงมีการคัดค้านจากภาคประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง เช่น

·        การประชุมการมีส่วนร่วม เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 ที่ อ.แม่สะเรียง มีเครือข่ายชาวบ้านจากลุ่มน้ำสาละวิน จำนวน 200 คน ได้เดินทางมาคัดค้านการจัดประชุมและโครงการเขื่อนฮัตจี และได้ยื่นหนังสือต่อตัวแทน กฟผ. เรียกร้องให้ล้มเลิกโครงการเขื่อนฮัตจี เนื่องจากจะสร้างผลกระทบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก และ กฟผ. ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลโครงการฯ ใด ๆ อย่างครบถ้วยสมบูรณ์แก่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงการแจกเอกสารที่เกี่ยวกับโครงการเท่านั้น

·        การประชุม “ปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเติมโครงการเขื่อนฮัตจี บริเวณชายแดนไทย – พม่า” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ณ หอประชุมโรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร

อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน โดยเครือข่ายชุมชนจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำสาละวิน ได้เข้าร่วมประชุม เรียกร้องให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตรวจสอบและยุติบทบาทของศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกว่าจะเกิดความสงบในประเทศพม่า ที่ประชาชนเจ้าของพื้นที่สารถกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิมได้ สามารถแสดงความคิดเห็นต่อโครงการที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เมื่อนั้นจึงจะสามารถเริ่มกระบวนการพิจารณาทางเลือกการจัดหาพลังงานอย่างรอบด้าน และโปร่งใส

 

ตารางที่ 2 แสดงสถานการณ์ดำเนินการของรัฐบาล ตามรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษย­ชนแห่งชาติ กรณีโครงการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลโอดอเมียนเจย

  โครงการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลโอดอเมียนเจย
มติ กสม. กสม. มีมติ เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ต่อ คณะรัฐมนตรี, ก.ต่างประเทศ, ก.พาณิชย์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการประชุมครั้งที่ 32/2558 วันที่ 21 กันยายน 2558 (รายงานผลการตรวจสอบ ที่ 1003/2558)
มติ ครม./คำสั่งนรม. คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 โดยคณะรัฐมนตรีมติให้จัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทยให้เคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนโดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน : การปฏิบัติตามกรอบการคุ้มครอง เคารพ เยียวยา มาเป็นกรอบในการดำเนินการของการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทย และควรมีการผลักดันการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวเพื่อให้มีการนำหลักการดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างจริงจังและแพร่หลายมากขึ้น โดยกระทรวงการต่างประเทศพร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนเป็นระยะ ๆ หรือเมื่อมีความจำเป็น เพื่อติดตามให้มั่นใจว่าการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยมีการเคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานผลการพิจารณาคำร้องที่มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีการดำเนินงานของบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อำเภอสำโรง (Samrong) และจงกัล (Chongkal) ในจังหวัดโอดอเมียนเจย (Oddar Meanchey) ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาเห็นว่า ควรจัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทยให้เคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนโดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน : การปฏิบัติตามกรอบการคุ้มครอง เคารพ เยียวยา มาเป็นกรอบในการดำเนินการของการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทย และควรมีการผลักดันการปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวเพื่อให้มีการนำหลักการดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างจริงจังและแพร่หลายมากขึ้น โดยกระทรวงการต่างประเทศพร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนเป็นระยะ ๆ หรือเมื่อมีความจำเป็น เพื่อติดตามให้มั่นใจว่าการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยมีการเคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

 

การปฏิบัติตามมติ/คำสั่ง ไม่มีข้อมูล

 

ตารางที่ 3 แสดงสถานการณ์ดำเนินการของรัฐบาล ตามรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

  โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย
มติ กสม. กสม. มีมติ เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน), คณะรัฐมนตรี, ก.ต่างประเทศ, ก.พาณิชย์, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการประชุมครั้งที่ 38/2558 วันที่  2 พฤศจิกายน 2558 (รานงานผลการตรวจสอบที่ 1220/2558)
มติ ครม./คำสั่งนรม. คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 รับทราบผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานผลการพิจารณาคำร้องที่มีข้อเสนอแนะนโยบาย เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีการดำเนินโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงในการพัฒนาโครงการดังกล่าว ที่มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวทวาย ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้สรุปผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานดังกล่าว โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนในต่างประเทศ และกรณีโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย ร่างขอบเขตงาน (Terms of reference) ของสัญญาหรือข้อตกลงที่จะมีขึ้นในอนาคต กลไกกำกับดูแลหรือสนับสนุนภาคเอกชนในการเคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน การผลักดันมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้มีการนำหลักการดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้มีการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการและธุรกิจ นอกจากเสริมสร้างองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจแล้วยังมีการสอดแทรกสร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการเห็นถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนผ่านการอบรมสัมมนาและการจัดกิจกรรม รวมทั้งจัดประกวดและมอบรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป
การปฏิบัติตามมติ/คำสั่ง ไม่มีข้อมูล

 

  • ข้อค้นพบจากการศึกษา คือ

(1) การใช้ช่องว่างทางกฎหมาย หรือนโยบายโดยแนวทางของการดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ จะเน้นการสร้างเศรษฐภาพ การเพิ่มการลงทุนภาคเอกชน การลดการลงทุนของภาครัฐ และการถ่ายโอนการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรไปยังกลุ่มอื่นๆ ข้อสังเกตจากปรากฏการณ์ที่ผ่านมา เห็นว่า รัฐบาลในช่วงแรก (เกือบทุกสมัย) จะปฏิเสธการดำเนินการดังกล่าว ในขณะที่การดำเนินการหลังจากนั้น ก็มักจะกลับไปเน้นโครงการดังกล่าว ที่ผ่านมาหลังจากที่ประเทศไทย (รัฐบาลไทย) แสดงท่าทีกับประชาคมโลกในส่วนที่เกี่ยวกับหลักธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights) ตามที่มีการประกาศหลักการชี้แนะสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

(๒) ผลกระทบของโครงการจากรายงานการศึกษา มีการกำหนดขอบเขตที่ยังไม่ข้ามพรมแดน ซึ่งมีการกำหนดรัศมีผลกระทบที่แตกต่างกัน (1-5 กิโลเมตร) หรือการดูว่าจะกระทบกับประเทศอื่นๆ (อาทิ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัตจี)

(๓) ผลกระทบที่มีการระบุไว้ในรายงานการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายงาน โดยส่วนใหญ่จะพบเป็นเรื่องของที่ดิน หรือทรัพยากรธรรมชาติ (อาทิ การอพยพชุมชนในลาวจากโครงการโรงไฟฟ้าหงสาลิกไนต์)

(๔) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากต้น-กลาง และปลายน้ำ (อาทิ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ครอบคลุมถึงไทย ลาว กัมพูชา หรือโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนฮัตจีที่ครอบคลุมประเทศไทย) โดยไม่พบว่าไม่มีการระบุไว้ในรายงาน

(๕) กระบวนการลงนามสร้างความร่วมมือ หรือ MOU ตลอดจนการปรึกษาหารือต่างๆ ยังไม่เป็นจริง มีการมองข้ามกระบวนการให้ข้อมูล เอกสารเป็นเชิงเทคนิค และใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ระบบทำให้เห็นอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูล และไม่มีระยะเวลามากพอ การมีส่วนร่วมไม่สมบูรณ์ การไม่เปิดเผยข้อมูลให้ครบถ้วน การหน่วงเหนี่ยวเวลา หรือการดำเนินการศึกษาผลกระทบหลังจากที่มีการเริ่มต้นโครงการแล้ว (อาทิ กรณีสร้างถนนของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย) การแยกลักษณะของการศึกษา อาทิ โรงไฟฟ้า สายส่ง และอื่นๆ ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบไม่สารถคัดค้าน การตรวจสอบโดยไม่ทำตามขั้นตอนทางกฎหมาย ขาดการแจ้งข้อมูล มีการข่มขู่ หรือการบังคับซื้อที่ รวมถึง การเยียวยาที่ไม่เป็นธรรม การไม่มีอาชีพรองรับภายหลังในกรณีที่มีการสูญเสียรายได้และทีดินทำกิน

  • สถานการณ์/ความห่วงใยด้านสิทธิมนุษยชนที่พบ ได้แก่

(1) การละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากการขาดกระบวนการมีส่วนร่วม รวมถึงการหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่พึงจะทำ (การใช้ช่องว่างต่างๆ ทางกฎหมาย) อาทิ รายงาน EIA/ SIA ตลอดจนการแยกย่อยโครงการ เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินต่างๆ

(2) การขาดข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริง

(3) การได้รับการปฏิบัติที่ไม่เคารพต่อความเสมอภาค  รวมถึงการชดเชยรายได้ และการเยียวยาต่างๆ ทั้งนี้ จะเห็นว่า การที่รัฐสนับสนุนให้มีการดำเนินการลงทุนในลักษณะดังกล่าว คือ การปล่อยให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

(4) การใช้ช่องว่าง กฎหมาย นโยบาย และความรับผิดชอบ การตีความพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มีการตีความหากเป็นการดำเนินการนอกประเทศไทยไม่ต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบ แต่ทางปฏิบัติแล้วมีการกระทบข้ามพรมแดน การขาดกลไกในการกำกับติดตามในเชิงรุก หรือการป้องกันผลกระทบ เนื่องจากใช้กลไกโดยสมัครใจในการดำเนินการมากกว่าการสร้างข้อบังคับ (อาทิ บริษัทแจ้งรายงานเท่านั้น)

(5) กสม. ก็อำนาจหน้าที่เพียงการตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะ โดยมีสภาพที่บังคับกับหน่วยงานของรัฐมากกว่าหน่วยงานเอกชน

(6) รูปแบบการดำเนินการของธุรกิจสัญชาติไทยในต่างประเทศ มักจะปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอาศัยข้ออ้างทางกฎหมาย และหลบหนีความรับผิดชอบ การไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ การออกกฎหมาย/ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ (อาทิ ออกคำสั่งเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจ) อีกทั้ง กฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง ก็เพิ่งมากำหนดเรื่องการทำ EIA ในขณะที่มีกฎหมายแล้วก็ยังขาดประสิทธิภาพในการติดตาม การบังคับใช้ รวมถึงกลไกอื่นๆ ที่มีอยู่ อาทิ คณะกรรมการแม่น้ำโขง ก็ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินการ

(7) การดำเนินการทำข้อเสนอในกรอบ/เกณฑ์ หรือการสร้างมาตรการในการติดตามผลกระทบด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในกรอบของแผนปฏิบัติงานแห่งชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และอื่นๆ

ที่ประชุมได้อภิปราย และนำเสนอข้อคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยสรุปดังนี้

สฤณี อาชวะนันทกุล สะท้อนความเห็น 2 ประเด็น คือ

ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยทำความเข้าใจบริบทที่ใช้ ณ ปัจจุบันในการดำเนินธุรกิจ คือ การใช้ CSR และเชื่อมโยงไปที่ UN Global Compact ๑๐ ข้อ โดยมีเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชนอยู่ในนั้น ในส่วนที่ต้องพิสูจน์คือ ธุรกิจจะดำเนินการอย่างไรให้เป็นการกเคารพต่อสิทธิมนุษยชน โดยมีการเสนอว่าจะต้องนำหลักการ UNGPs มาปฏิบัติ โดยรัฐบาลไทยได้เริ่มดำเนินการจัดทำ National Action Plans (NAPs) โดยมีกระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้ดูแล โดยมีการทำ baseline assessment ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลสำหรับการพัฒนา NAPs การดำเนินการเพื่อให้เกิดความชัดเจน จะต้องแยกแยกประเด็นปัญหาก่อน โดยจะต้องดู practice 3 ส่วนสำคัญตาม supply chain คือ ช่วงก่อนดำเนินโครงการ อาทิ การจัดทำ EIA ที่เหมาะสม ช่วงระหว่างการดำเนินโครงการ อาทิ การอพยพ หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ และช่วงหลังจากการดำเนินการโครงการ อาทิ ผลที่เกิดจากการดำเนินการจะมีการป้องกัน บรรเทา หรือเยียวยาอย่างไร

ข้อเสนอแนะ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ

2.1 การพัฒนา NAPs โดยในส่วนนี้จะเป็นกระทรวงยุติธรรม พยายามดำเนินการ และน่าจะเห็นรูปธรรมของแผนดังกล่าวภายในปี 2561

2.2 การนำ Equator Principles (มาตรฐานสากลในการพิจารณาสินเชื่อ) มาใช้ในการดูแลการลงทุน โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง

2.3 การนำมาตรการการเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจ/กึ่งบังคับ  ซึ่งเป็นเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ตรวจสอบการฝ่าฝืนกฎหมาย การมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ จำนวน 8 ข้อ มาใช้อย่างจริงจัง โดย กสม. ควรใช้มาตรการดังกล่าวในการพิจารณา หรือเรียกข้อมูลจาก กลต. ซึ่งมิติดังกล่าวเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับการลงทุนในสังคมไทย (นอกจากการพิจารณาถึงผลกระทบกับมูลค่าการลงทุน)

2.4 การนำเสนอรูปธรรมการดำเนินการตามหลักการชี้แนะ UNGPs โดยการนำมาตรการ Human Rights Due Diligence (HRDD) มาใช้ในการดำเนินการ

2.5 กสม. ควรนำ/เน้นย้ำการนำ UNGPs ไปใช้อย่างแพร่หลาย และตรวจสอบผลการดำเนินการ โดย กสม. ควรนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้ในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะว่า การดำเนินการที่ผ่านมา กสม. ได้นำเสนอข้อเสนอแนะใดๆ ต่อหน่วยงานของรัฐบาล และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการประสานงานระหว่างกลไก กสม. ควรจัดทำช่องทางการทำงานอย่างเป็นทางการกับ กลต. และกลไกกำกับการดำเนินการของธุรกิจ

ดร.สมนึก จงมีวศิน สะท้อนความเห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่เห็นจากรายงานการศึกษา พบประเด็นสำคัญ 9 กรณี ดังนี้

  • การใช่ช่องว่างทางกฎหมายในการหลีกเลี่ยงต่างๆ
  • การหลีกเลี่ยงการดำเนินการของแหล่งเงินทุน หรือผู้สนับสนุนงบประมาณ ทั้งๆ ที่ทราบเรื่องหลักการต่างๆ ทั้ง UNGPs และ HRDD แต่คำนึงถึงการลดต้นทุนการผลิต และสร้างผลกำไร หรือประโยชน์สูงสุด และขาดการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน ในกระบวนการที่ทำขาดการประเมินทั้งแบบ SIA หรือ EIA/HIA ข้ามพรมแดน
  • รัฐมีกลไกในบางส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ละเลย หรืออาศัยช่องว่างทางกฎหมายในการดำเนินการ
  • การดำเนินการในแต่ละประเทศมีกฎหมาย มาตรการที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน ทำให้เกิดช่องว่างการดำเนินการ และอาศัยช่องทางดังกล่าวในการ
  • การจัดการประชุม หรือการทำกระบวนการมีส่วนร่วม (participation) ของกลไกร่วมระดับภูมิภาค (อาทิ คณะกรรมการแม่น้ำโขง) ยังขาดความจริงจัง หรือประสิทธิภาพในการดำเนินการ
  • การขาดมาตรการ หรือกลไกในการกำกับดูแลการลงทุนของธุรกิจสัญชาติไทยในต่างประเทศ (กลต. ณ ปัจจุบัน ดูแลในส่วนของธุรกิจมหาชนที่จดทะเบียนใน กลต. เท่านั้น)
  • อำนาจหน้าที่ของ กสม. โดยข้อเสนอแนะของ กสม. ไม่ได้มีผลบังคับใช้ใดๆ ในขณะที่ มติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับก็ไม่มีการบังคับใช้ ขาดการเยียวยา
  • การออกกฎหมายพิเศษ อาทิ การประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีลักษณะเร่งรัด ยกเว้น และหย่อนยาน และ
  • บทบาทของบริษัทร่วมทุน หรือการจ้างเหมาช่วงที่ปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย กระบวนการที่พบทั้ง less to the bottom แสดงความหย่อนยาน และการเน้นการพัฒนาด้านเดียว (one-dimensional development) ในขณะที่รัฐบาลแสดงท่าทีชัดเจนทั้งในส่วนของการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และอื่นๆ จึงมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการดำเนินการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ หรือเกิดปัญหาดังกล่าวแล้ว ซึ่งควรครอบคลุมลักษณะของการประเมินผลกระทบ/ความเสี่ยงในมิติอื่นๆ อาทิ สิ่งแวดล้อม ชุมชน การมีส่วนร่วม และอื่นๆ ในลักษณะ most to the bottom ไม่หย่อนยาน มีการพัฒนาที่ชัดเจน ทำช้าๆ และให้ถูกช่องทาง ส่วนของ supply chain ควรคิดเชิงระบบ (อาทิ กรณีของการดำเนินการกับธุรกิจน้ำตาล) การนำแนวทางการประเมินผลกระทบของ SDGs มาใช้ในการทำงานอย่างจริงจัง

สมาคมพัฒนาทวาย โดย แทนซิน (Tan Zin) นำเสนอโดยสรุป

การดำเนินการในโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายตั้งแต่ปี 2553 มีผลกระทบต่อประชาชนในทวาย ซึ่งทำให้มีการร้องเรียนทั้งต่อบริษัทผู้ลงทุน (บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์) และรัฐบาลไทย และส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการใดๆ ทั้งจากกระบวนการจัดทำ EIA และอื่นๆ ขาดการดำเนินการตามมาตรฐานระหว่างประเทศ มีการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ในพื้นที่มีการอพยพชุมชนมากกว่า 20 หมู่บ้านในพื้นที่ดำเนินโครงการ การดำเนินการต่างๆ สร้างความขัดแย้ง หรือผลกระทบภายในชุมชน หรือระหว่างชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจ่ายค่าชดเชยขาดมาตรฐาน (มีทั้งการจ่าย และไม่จ่าย และการจ่ายในจำนวนที่แตกต่างกัน) ดั้งนั้น ชาวบ้านทวายจึงเสนอให้ก่อนที่จะดำเนินโครงการดังกล่าวอีกครั้ง ขอให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ในส่วนของเหมืองเฮงดา มีการดำเนินการตั้งแต่ปี 2542  (โดยบริษัท เมียนมาพงษ์พิพัฒน์) โดยไม่มีการดำเนินการตามมาตรฐานใดๆ ทำให้ส่งผลกระทบทั้งการเสื่อมโทรม หรือมลพิษของแหล่งน้ำ และอื่นๆ บริษัทฯ มิได้ดำเนินการใดๆ ในการแก้ไขปัญหา หรือผลกระทบดังกล่าว ในขณะที่ชาวบ้านมีความพยายามใช้ช่องทางในการดำเนินการทั้งในกระบวนการยุติธรรม หรือนอกกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่เห็นผลการดำเนินการดังกล่าว

ในส่วนของเหมืองแร่ถ่านหินบานชอง ก็เป็นพื้นที่ชายแดนของประเทศไทยและเมียนมา ซึ่งเป็นชุมชนของกะเหรี่ยงในพื้นที่ดั้งเดิม (KNU) มีการดำเนินการทำเหมือง โดยแย่งชิง (ยึด) ที่ดินของชุมชนชาวกะเหรี่ยง มีการดำเนินการที่ส่งผลกระทบ จึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยพิจารณาให้ความสำคัญกับการดูแลผลกระทบจากโครงการการลงทุนข้ามพรมแดน และในกรณีที่มีปัญหา หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่รอยต่อ ขอให้มีจัดตั้งกลไกร่วมในการพิจารณาข้อเท็จจริง และนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา

สมาคมพัฒนาทวาย โดย ชองเอตินา ชาวบ้านจากหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่ถ่านหินบานชอง นำเสนอผลกระทบที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน โดยก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการ ไม่มีการให้ข้อมูลใดๆ พื้นที่เป็นการปกครองของทั้ง KNU และรัฐบาลเมียนมา และหลังจากที่มีการดำเนินการมีการเผาไหม้ของถ่านหิน ส่งผลกระทบต่อทั้งมลพิษทางอากาศ ในขณะที่แปลงเกษตร หรือไร่สวนโดยรอบได้รับผลกระทบทั้งการแย่งชิงที่ดิน และอื่นๆ โดยที่ไม่มีการเยียวยาใดๆ ชาวบ้านมีข้อเสนอว่า หากบริษัทฯ ยังไม่สามารถควบคุมการเผาไหม้ใดๆ ได้ก็ขอให้ยุติการดำเนินการ ในขณะที่ชาวบ้านมีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กสม. ด้วย

ผู้แทนเครือข่ายกะเหรี่ยงในลุ่มน้ำสาละวิน โดย ชัย (ปกาเกอญอ) นำเสนอความเห็นว่า สถานการณ์ในลุ่มน้ำสาละวิน กรณีปัญหาการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้า ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ ทั้งการอพยพและอื่นๆ

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) โดย ณัฐภาณุ นพคุณ ผู้อำนวยการกองสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ นำเสนอว่า กต. ทำหน้าที่ผลักดันการทำความเข้าใจเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด โดยกระบวนการที่รัฐบาลเน้นย้ำ คือ SDGs เป็นวาระสำคัญของประเทศ การพัฒนาที่ให้ความรับผิดชอบกับประชาคมโลก โดยมีการดำเนินการอย่างจริงจังกับภาคธุรกิจ หรือเอกชน เรื่องของธุรกิจและสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศไทยอาจจะยังเป็นขั้นแรกๆ มีการดำเนินการอย่างชัดเจนร่วมกันกับองคาพยพต่างๆ โดยมิได้จำกัดเฉพาะกับประชาชนไทยเท่านั้น กต. ทำหน้าที่เชื่อมโยงมาตรฐานโลก (อาทิ UNGPs) กับบริบทของสังคมไทย การรับฟังรายงานและข้อเท็จจริงทั้ง 12 กรณี เห็นปัญหาช่องว่างกฎหมาย ผลกระทบที่มีอยู่ การขาดการกระชับหรือดำเนินการอย่างจริงจัง โดย ตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2559/สิงหาคม 2560 ในเวทีระหว่างประเทศ มีกระบวนการด้านสิทธิมนุษยชน ตามกรอบคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชน มีการพิจารณา UPR โดยประเทศไทยได้รับข้อเสนอแนะ “การดำเนินการรูปธรรมที่เป็นการปกป้องสิทธิมนุษยชนในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจและสิทธิมนุษยชน” โดยเป็นส่วนที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ กต. จัดการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (17 กุมภาพันธ์ 2559) การดูเรื่องความคืบหน้าของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน โดยจะเห็นว่าที่ผ่านมามีการทำเรื่อง CSR อยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อประเด็นเรื่อง BHR จะขยายผลวงกว้าง โดยมีการจัดตั้งกลไกในการดูแลเรื่องดังกล่าว และส่งผลให้เกิดมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ครอบคลุมทั้งธุรกิจสัญชาติไทยที่ลงทุนนอกประเทศ และธุรกิจอื่นๆ ในประเทศไทย มีแนวทางที่สอดคล้องตามมาตรการต่างๆ การทำยุทธศาสตร์ การสร้างความรับผิดชอบของสังคมต่อภาคธุรกิจ การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ การหารือกับบริษัท/ธุรกิจด้านอาหาร หรือโรงแรม รวมถึงการหารือกับส่วนที่เกี่ยวข้อง (กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่บาหลี) การประชุมตามกรอบ Forum on Business ที่นครเจนีวา โดย กต. พยายามกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ภายหลังจากการมีมติ ครม. มีการจัดทำ MOU การสร้างเจตนารมณ์ทางการเมือง การศึกษาแนวปฏิบัติของประเทศต่างๆ (อาทิ สวีเดน สิงคโปร์ และอื่นๆ) ดูแนวทางการดำเนินงานของส่วนที่เกี่ยวข้อง และวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ก็มีการประชุมร่วมกับหน่วยงาน โดยพิจารณาเรื่องสืบเนื่องจาก UPR การจัดทำแผน NAPs และมีการหารือเรื่องการเชิญผู้แทนคณะทำงานของสหประชาชาติที่เชี่ยวชาญด้าน BHR (แอดโด้ และแดนเต้) มาสนับสนุนกระบวนการ NAPs ในประเทศไทยในปี 2561 กต. นำเรียนว่า มีการดำเนินการอย่างจริงจังในการทำ UNGPs ให้เป็นจริง ในส่วนของการเยียวยาที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของธุรกิจสัญชาติไทย ในโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และอื่นๆ ยังไม่มีการเจรจาใดๆ เนื่องจากมีวิกฤตการณ์บางอย่างเข้าแทรก กต. คำนึงถึงการเจรจา หรือดำเนินการทางทวิภาคี การทำหน้าที่ใน Joint Commission Meeting

คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย จันทนิภา จตุรงค์ชัยสถิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาบริษัท นำเสนอโดยสรุปว่า “การดำเนินการของ กลต. จะเน้นในส่วนของการดำเนินการให้เปิดเผยข้อมูล บริษัทจดทะเบียนทั่วไปจะต้องเปิดเผยข้อมูลพื้นฐาน โดย กลต. พยายามให้การเปิดเผยข้อมูลไปสู่การปฏิบัติจริง โดยในเดือนมีนาคม 2561 จะเริ่มมีผล หรือสภาพบังคับ กลต. พยายามทำความเข้าใจกับภาคธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการเปิดเผยจะมีการดำเนินการให้ความรู้ โดยครอบคลุมเรื่องสังคม และสิทธิมนุษยชน หากดำเนินการมีผลกระทบใดๆ ต้องนำเสนอข้อมูลต่อ กลต. หรือในกรณีที่มีเหตุการณ์เฉพาะหน้า กลต. ก็จะสนับสนุน หรือเน้นย้ำให้บริษัทธุรกิจเปิดเผยข้อมูล แต่ก็จะมีการพิจารณาบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ หรือกลไกการกำกับ (regulator) ที่มีอยู่  ในส่วนของการเปิดเผยข้อมูลโดยทั่วไปจะนำเสนอเป็นวาระประจำปี แต่หากมีกรณีที่เป็นการประสานงานระหว่าง กสม. กับ กลต. จะต้องพิจารณารายกรณีโดยต้องให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยุติแล้ว มากกว่าที่จะเป็นกระบวนการ

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดย อรรถสิทธิ์ สร้อยทอง นักวิชาการส่งเสริมการลงทุนชำนาญการพิเศษ นำเสนอโดยสรุปว่า BOI ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนทั้งใน และนอกประเทศ โดยมูลค่าที่มี ณ ปัจจุบัน การลงทุนนอกประเทศมีมากกว่าในประเทศ โดย BOI มิได้มีมาตรการให้สิทธิประโยชน์ใดๆ กับธุรกิจไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ แต่มีการอำนวยความสะดวก (facilitator) ต่างๆ ในส่วนของธุรกิจที่ดำเนินการในไทยจะมีมาตรการทางกฎหมายที่กำกับดูแล ซึ่งทาง BOI ก็พยายามนำหลักการ หรือกฎหมายเหล่านั้นมาขอให้ธุรกิจไทยที่ลงทุนในต่างประเทศดำเนินการ ทั้งนี้ เนื้อหาที่ดำเนินการตามมติ ครม. ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งนี้ เห็นว่า ภาคธุรกิจ/เอกชนมิได้ต้องการให้เกิดปัญหาหรือผลกระทบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจ

คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดย สุชาติ จตุรงค์ชัยสถิต นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ นำเสนอโดยสรุปว่า การทำงานจะเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยตรง ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่เกี่ยวกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจต่างๆ การดำเนินการ ณ ปัจจุบัน ใช้กรอบของ SDGs และกระจายการปฏิบัติ ในส่วนของ มติ ครม. ยังไม่เห็นการดำเนินการใด

กระทรวงพาณิชย์ โดย สุชยา พฤกษ์บำรุง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นำเสนอโดยบทบาทเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการลงทุน หรือการดำเนินการทั้งใน และระหว่างประเทศ รวมถึงการดูแลการลงทุนของต่างประเทศในประเทศไทย โดยมีการพิจารณาแนวทาง ข้อตกลง กฎระเบียบ การดำเนินการ รสนิยม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน หรือตลาดที่จะลงทุนทั้งในเชิงการดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการป้องกันความขัดแย้งต่างๆ ในส่วนของ มติ ครม. เท่าที่เห็นจะเป็นส่วนของมิตรผล แต่ในส่วนนี้ยังไม่เห็นแต่อย่างใด แต่การดำเนินการที่ผ่านมา จะเห็นเรื่องการดำเนินการตาม CSR มากกว่า

กระทรวงการคลัง โดย นาตยา อาชวลักษณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นำเสนอโดยสรุปว่า กระทรวงการคลังเกี่ยวข้องกับโครงการทวายในเชิงการพิจารณาเงินลงทุน และในเบื้องต้นมีการพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการเป็นกลไก แต่ภายหลังจากที่มีการให้สัมปทานแล้ว ก็มีการดูแลของ NEDA และหน่วยอื่นๆ ในการดูแลการลงทุน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มีการดำเนินการ คือ (1) การปรับปรุงระบบภาษี โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สร้างทั้งแรงจูงใจ และการกำหนดบทลงโทษ ในส่วนของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่กล่าวถึงการไม่นำเสนอรายงาน EIA แต่ข้อมูลที่ทราบคือ Italian-Thai Development PCL (ITD) เสนอข้อมูลให้รัฐบาลเมียนมาหลายครั้ง แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงกลไกภายใน ก็มีชะลอการนำเสนอรายงานดังกล่าว ทั้งนี้ ภายหลังจากที่รัฐบาลเมียนมามีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ก็เริ่มมีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว และ (2) การจัดทำข้อกำหนดก่อนการดำเนินโครงการ การสร้างมาตรการกลั่นกรอง อนึ่ง กระทรวงการคลังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเงื่อนไข การจัดสรรเงินทุนมากกว่าการพิจารณาการดำเนินงานโครงการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย วิสาข์ โตโพธิ์ไทย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ นำเสนอโดยสรุปว่า ทำหน้าที่กำกับสถาบันการเงินในด้านสินเชื่อ แต่อำนาจในการดูแลเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย หรืออื่นๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยมิสามารถแทรกแซงได้ นอกจากการให้ข้อสังเกต และนำ sustainable banking มาใช้ เน้นย้ำการดำเนินการกับสถาบันการเงิน กระบวนการได้ข้อมูลของ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ได้สภาพบังคับ แต่เป็นการทราบข้อมูลโดยทั่วไป มีการดำเนินการของผู้ตรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อติดตาม และกำกับอย่างใกล้ชิด ดูข้อมูลความถูกต้อง

กระทรวงคมนาคม โดย ผู้แทนของกรมทางหลวง นำเสนอว่า กรมทางหลวงไม่รับทราบมติ ครม. ใดๆ เลย แต่ในส่วนของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ดำเนินการร่วมกับ NEDA โดยสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ และเทคนิคในการจัดทำถนนระหว่างพื้นที่พุน้ำร้อน และทวาย โดยสภาพปัญหาที่สะท้อน ทางกรมทางหลวงรับฟังความเห็นของประชาชน การรับฟังเรื่องค่าชดเชย และใช้กระบวนการเจรจาก่อนที่จะมีการใช้กฎหมาย (พระราชกฤษฎีกาเวนคืน) และอื่นๆ แต่ในส่วนของการชดเชย เยียวยามิใช่อำนาจหน้าที่ของกรมทางหลวงแต่อย่างใด

สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (NEDA) โดย ธรรมธิดา เจียรตระกูล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการ นำเสนอว่า มีหน้าที่การสนับสนุนการทำงานช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะด้านวิชาการ การทำงานในโครงการทวายฯ มีหน้าที่พิจารณาข้อเสนอเงินกู้ การออกแบบขอบเขต การดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนอกเหนือจากนี้ มิได้เป็นบทบาทหน้าที่ของ NEDA

ในตอนท้าย ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาเห็นว่า ปัญหาที่ขาดความชัดเจน หรือหน่วยงานไม่มีการนำมติดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในขณะที่ขาดการกำกับติดตาม หรือดูแลผลการปฏิบัติงานในแนวทางเดียวกัน (policy coherence) ดังนั้น จึงมีข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ว่า

  1. กสม. โดยสำนักงาน กสม. (กลุ่มติดตามและสารบบ) ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการดังกล่าว และ กสม. โดยคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ทำหนังสือประสานไปที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหรือกลไกในการดำเนินงาน โดยเสนอให้มีการพิจารณาข้อเสนอใน NAPs โดย
  • การดำเนินการติดตามการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี
  • การจัดทำกลไกในการดำเนินการเพื่อการติดตามการดำเนินการดังกล่าว
  • การผลักดันให้มีกฎหมายหลัก (นอกจากนโยบาย) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
  1. การดำเนินโครงการการพัฒนา หรือการลงทุนใดๆ ทั้งใน และระหว่างประเทศ จะมีกรอบกฎหมายในการดูแล โดยเห็นว่า การดำเนินการกับธุรกิจที่จดทะเบียนในต่างประเทศ แม้ว่าจะเป็นผู้ประกอบการสัญชาติไทยก็ยังมีปัญหา หรือข้อติดขัดเรื่องกรอบการดำเนินการของกฎหมาย ในส่วนนี้ หากพิจารณาเรื่องการควบคุมการกำหนดนโยบายต่างๆ สามารถพิจารณาเรื่อง จำนวนผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยที่จะมีอิทธิพลในการดำเนินนโยบายของบริษัทฯ จึงจะใช้มาตรการ หรือเครื่องมือในการเปิดเผยข้อมูล
  2. การเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยการให้รัฐบาลตั้งกลไก หรือคณะกรรมการเป็นกลไกพิเศษในการกำกับดูแล โดยให้ กสม. ทำหน้าที่ในการผลักดัน

 

เลิกประชุมเวลา ๑๒.๓๐ น.

***********************

[1] สรุปการประชุมเพื่อใช้ประกอบการจัดทำรายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2560 โดย กลุ่มงานประเมินและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน สำนักวิจัยและวิชาการ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

[2] ได้แก่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ปี 2552 ในกรณีที่เกี่ยวกับกรณีเขื่อนไฟฟ้าฮัตจี คือ การชะลอ และดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้น นอกจากนั้นยังมีมติหรือคำสั่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 2 พฤษภาคม 2560

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s