เหมืองเฮงดา (Heinda Mine) เป็นเหมืองแร่ดีบุกขนาดใหญ่และมีอายุเก่าแก่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองทวายราว 45 กิโลเมตร มีพื้นที่สัมปทานประมาณ 5000 ไร่ หรือราว 2097 เอเคอร์ ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำตะนาว-ศรีตอนบน ในเมืองมยิตตา (Myitta) แคว้นตะนาวศรี ทางภาคใต้ของประเทศเมียนมา อยู่ห่างจากหมู่บ้านเมียวพิว (Myaung Pyo) ไปประมาณ 2 กิโลเมตร โดยหมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เหมืองและได้รับผลกระทบจากเหมืองมากที่สุด

DSCN5952
สภาพพื้นที่ทำเหมืองของบริษัท – ชาวบ้านเมียวพิวกล่าวว่าเหมืองได้สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมต่อชุมชนอย่างมาก

       หมู่บ้านเมียวพิว ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เหมืองเฮงดามากที่สุดนั้น มีประชากรราว 500 คน มีจำนวนครัวเรือนราว 100 ครัวเรือน ชาวบ้านที่นี่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทวายที่มีอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ซึ่งชาวบ้านที่นี่ไม่ได้จัดให้ตนเองเป็นคนกลุ่มย่อยของชาวพม่าดังที่ทางการเมียนมาจัดกลุ่มไว้

        ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก เช่น ทำสวนทุเรียน หมาก มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ และยางพารา ชาวบ้านบางส่วนปลูกผักเพื่อขาย บางครัวเรือนร่อนหาแร่ตะกั่วในแม่น้ำตะนาวศรีเป็นอาชีพเสริม ชาวบ้านได้ดำเนินกิจกรรมเหล่านี้มาเป็นเวลาหลายปี โดยชาวบ้านประมาณ 40-50 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ประกอบอาชีพการหาแร่ในแม่น้ำซึ่งเป็นตะกอนที่ไหลมาจากเหมืองเฮงดา และผู้ชายในหมู่บ้านจำนวนมากไปหางานทำที่เมืองไทย

DSCN6043
แนวต้นหมากสีเขียวชอุ่มที่อยู่บริเวณเนินเขาใกล้หมู่บ้าน โดยหมากถือเป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชน                       สร้างรายได้ให้แก่คนในหมู่บ้าน

          ในหมู่บ้านเมียวพิวมีลำคลองที่สำคัญ ซึ่งมีชื่อเดียวกับหมู่บ้าน คือ คลองเมียวพิว ซึ่งมีปลายทางคือแม่น้ำตะนาวศรี อันเป็นแม่น้ำสายหลักที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคของชาวบ้านที่อยู่ในแคว้นตะนาวศรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวทวาย อย่างไรก็ตามคลองเมียวพิวไม่ได้ไหลผ่านหมู่บ้านเมียวพิวเท่านั้น แต่ยังไหลผ่านอีกอย่างน้อย 30 หมู่บ้าน ก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำตะนาวศรีและออกสู่ทะเลอันดามันในที่สุด

           ในปี 2526 ชาวบ้านเมียวพิวถูกทางการเมียนมาโดยกองกำลังทหารเมียนมาย้ายชุมชนเมียวพิวมาอยู่ ณ ที่ตั้งหมู่บ้านปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเหมืองเพียง 2 กิโลเมตร เท่านั้น เนื่องจากพื้นที่หมู่บ้านเดิมนั้นอยู่ในเขตสัมปทานเหมือง กล่าวคือ ก่อนที่จะมีการโยกย้าย ชาวบ้านอยู่ใกล้กับเหมืองมากกว่าปัจจุบัน แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการทำเหมือง พื้นที่ปัจจุบันที่ชาวบ้านอาศัยอยู่มาจากการจัดสรรที่ดินโดยรัฐบาลเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งประกอบอาชีพ โดยพื้นที่หมู่บ้านในปัจจุบันมีเนื้อที่ราว 200 เอเคอร์ หรือประมาณ 506 ไร่ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าพื้นที่เก่าโดยในการถูกบังคับให้โยกย้ายในครั้งนั้นไม่มีชาวบ้านคนใดได้รับค่าชดเชยที่ดินที่สูญเสียไป รวมทั้งไม่มีการให้เงินช่วยเหลือเพื่อเป็นการเยียวยาแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการก่อสร้างบ้านใหม่หรือการทำพื้นที่เพาะปลูกใหม่  นอกจากนั้นแล้วทางการยังไม่มีการบันทึกการโยกย้ายแบบเป็นลายลักษณ์อักษรมีเพียงวันที่สลักไว้บนเจดีย์ของหมู่บ้าน

ข้อมูลพื้นฐานโครงการและการดำเนินการเหมืองเฮงดาของบริษัท เมียนมา พงษ์พิพัทธ์

      เหมืองเฮงดาเริ่มดำเนินการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 70 ปีเริ่มตั้งแต่สมัยที่เมียนมาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ นับได้ว่าเป็นเหมืองแร่ดีบุกที่มีขนาดใหญ่และมีอายุเก่าแก่ที่สุด ซึ่งในขณะนั้นเป็นเหมืองแร่ดีบุกที่มีขนาดเล็กและไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างในปัจจุบัน ซึ่งดำเนินการโดย กรมกิจการเหมืองแร่ลำดับที่ 2 จัดเป็นรัฐวิสาหกิจของเมียนมา

            ต่อมาในปี 2542 บริษัทเมียนมาร์ พงษ์พิพัทธ์ (Myanmar Pongpipat Company Limited: MPC) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการเหมืองแร่ในไทยได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมา โดยร่วมกับกรมกิจการเหมืองแร่ ลำดับที่ 2 (Number 2 Enterprise) ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐเข้าไปมีหุ้นส่วน ทำหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกในการประกอบกิจการเหมืองในเมียนมา ทั้งดีบุก ทังเสตน ทอง ไทเทเนียม แพลตตินั่ม ในการดำเนินกิจการเหมืองเฮงดานี้ได้มีการแบ่งผลประโยชน์กันในสัดส่วน
35% สำหรับ Number 2 Enterprise
65% สำหรับบริษัท เมียนมา พงษ์พิพัทธ์

เหมืองเฮงดาถูกระงับการดำเนินการไปในเดือนมิถุนายน ปี 2559 โดยนาย อู มยิน เมือง (U Myint Maung) รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์ส่งแวดล้อมประจำภูมิภาคตะนาวศรี กล่าวว่า

ทางบริษัทฯ ทำผิดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา ขัดต่อกฎหมายเหมืองแร่ของเมียนมา และทำลายสิ่งแวดล้อม โดยได้ปล่อยสารพิษและมลภาวะลงในแหล่งน้ำและพื้นที่การเกษตรของหมู่บ้าน โดยทางรัฐบาลประจำภูมิภาคจะสั่งระงับไว้ก่อนจนกว่าทางบริษัทผู้ดำเนินการจะพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามกฎหมาย

ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม, ชุมชน และการละเมิดสิทธิมนุษยชน

  • ผลกระทบจากการขาดการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
DSCN5888
บ่อน้ำใต้ดินมีสีขุ่นออกแดง ปนเปื้อนไปด้วยกากแร่จากเหมือง ชาวบ้านไม่สามารถบริโภคได้อีกต่อไป

          ในปี 2551 เกิดฝนตกเป็นเหตุให้ตะกอนจากเหมืองไหลลงมาและสะสมอยู่ในแหล่งน้ำที่ประชาชนไม่เพียงแต่หมู่บ้านเมียวพิวต้องพึ่งพาทั้งในด้านการอุปโภคและบริโภค การสะสมของตะกอนและอุทกภัยได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่สภาพแวดล้อมในพื้นที่ รวมทั้งพัดพาบ้านพังทลาย ตะกอนได้ทำลายพืชผลทางการเกษตรปลูกไว้ และทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษ ตะกอนที่หลุดรั่วนั้นมีที่มาจากบ่อกักเก็บตะกอน โดยกากแร่และดินเหนือชั้นแร่จากเหมืองถูกเก็บไว้ในบ่อกักเก็บตะกอน 3 บ่อ โดยบ่อเรานี้มีความตื้นเขินจนไม่สามารถกักเก็บกากแร่ไว้ได้ ซึ่งจะเกิดปัญหาในช่วงหน้าฝนหรือในช่วงที่ฝนตกหนัก เพราะเมือฝนตกหนักและเป็นเวลานานจะทำให้ระดับในบ่อกักเก็บสูงขึ้น เป็นผลให้ตะกอน กากแร่ กรวด หิน โคลน ทรายต่าง ๆ ที่กักเก็บไว้หลุดล้นออกมาแล้วไหลสู่แหล่งน้ำ โดยในปี 2555 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่จนทำให้ ราว 27 ครัวเรือนถูกทำลาย และพื้นที่เพาะปลูกซึ่งมีทั้งสวนหมาก ทุเรียน มะม่วงหิมพานต์ และอื่น ๆ ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกไว้ขายและบริโภคเองได้รับความเสียหาอย่างหนักรวม 20 เอเคอร์ หรือประมาณ 50.6 ไร่

DSCN5919
ต้นหมากยืนต้นตาย – ชาวบ้านกล่าวว่าตะกอนเหมืองและการปนเปื้อนสารพิษในดินและน้ำหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทำให้ต้นหมากไม่สามารถโตได้เต็มที่ หลายพื้นที่หมากยืนต้นตาย ทำให้ชาวบ้านสูญเสียรายได้อย่างมาก

 

         โดยจากการลงพื้นที่ในเดือนกุมภาพันธ์ ชาวบ้านกล่าวและชี้ให้เห็นว่าต้นหมากหลายต้นไม่ติดผลมากเหมือนเมื่อก่อนและมีลำต้นที่เตี้ยลง บางต้นก็ยืนต้นตาย ส่งผลให้ชาวบ้านขาดรายได้และสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ไป นอกจากนี้คลองเมียวพิวเองก็ยังได้รับความเสียหายอย่างหนักและมหาศาล เนื่องจากลำคลองได้หายไป เนื่องจากการทับถมของตะกอนและกากแร่ที่มากับน้ำ จนทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำได้อีกต่อไป โดยปัจจุบันชาวบ้านต้องนำน้ำจากภูเขาหรือไม่ก็น้ำใต้ดินขึ้นมาใช้แทน แต่ในหลายครัวเรือนก็ไม่สามารถใช้น้ำใต้ดินได้แล้ว เนื่องจากได้รับสารปนเปื้อนเช่นกัน โดยน้ำในบ่อซึ่งเป็นน้ำใต้ดินนั้นมีสีขุ่นออกแดงหรือส้ม ชาวบ้านที่ใช้น้ำในบ่อนี้หลายครัวเรือนไม่กล้าใช้เพื่อบริโภคอีกต่อไป แต่บางหลังคาเรือนได้ทดลองใช้สำหรับการอุปโภคโดยการใช้น้ำดังกล่าวอาบ แล้วพบว่ามีผื่นขึ้นตามตัว มีอาการคัน จนในที่สุดชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้น้ำใต้ดินแล้ว โดยส่วนใหญ่ใช้น้ำจากภูเขาและซื้อน้ำดื่มจากนอกหมู่บ้านเพื่อใช้บริโภคซึ่งทำให้ชาวบ้านสูญเสียต้นทุนในการดำรงชีวิตมากขึ้นในแต่ละวัน

         ชาวบ้านกล่าวว่าในช่วงฤดูฝน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มหรือออกไปทางสีดำและมีความมัน ส่วนในฤดูแล้งน้ำจะกลายเป็นสีส้มสดและมีกลิ่นฉุน และจากการทดสอบของบริษัท Ecolab ในปี 2557 ระบุว่าน้ำในคลองเมียวพิวนั้นมีสารตะกั่วปนเปื้อนในระดับสูง นอกจากนั้นผลการทดสอบในห้องทดลองในเนเธอแลนด์ยังระบุว่าพบสารหนูในคลองดังกล่าวในระดับที่สูงกว่าค่าที่ยอมรับได้ขององค์การอนามัยโลกสำหรับมาตรฐานน้ำดื่มที่ปลอดภัยถึง 8 เท่า มีตะกั่วปนเปื้อนในลำคลองถึง 35 – 190 เท่าของมาตรฐานน้ำดื่มที่ปลอดภัย

DSCN6008
“คลองเมียวพิว” คลองสำคัญของหมู่บ้านหายไป เนื่องจากถูกทับถมด้วยตะกอนดินและมีการปนเปื้อนของน้ำเสียจากเหมือง ชาวบ้านไม่สามารถอุปโภคและบริโภคได้อีกต่อไป
  • ผลกระทบด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน

       ในแง่ของสิทธิด้านสุขภาพนั้น ชาวบ้านเมียวพิวได้มีการร้องเรียนต่อภาคประชาสังคมในพื้นที่ว่าน้ำมีกลิ่นเหม็นและสีที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตามผิวหนังหลังจากการใช้น้ำ ก่อนที่ชาวบ้านจะได้รับคำแนะนำจาก Ecolab และภาคประชาสังคมอย่างสมาคมพัฒนาทวายให้เลิกใช้น้ำทั้งในแง่ของการอุปโภคและบริโภค เนื่องจากน้ำมีการปนเปื้อนของสารหนูและสารตะกั่ว จนส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น เกิดอาการผื่นคัน อาการปวดศีรษะ เกิดปัญหาเกี่ยวกระเพาะและลำไส้ เป็นต้น

      ในแง่ของสิทธิในการดำรงชีวิตนั้น อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการทำเหมืองดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อแหล่งทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เนื่องจากการสะสมของตะกอนในน้ำและในดิน และปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้พืชและผลผลิตทางการเกษตรได้รับผลกระทบไปด้วย ที่ดินถูกทำลายอย่างกว้างขวางจนไม่สามารถปลูกพืชขึ้นมาทดแทนได้ หมากซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของที่นี่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการที่ตะกอนทับถมรากส่งผลให้ต้นหมากล้มตายเป็นจำนวนมาก หรือหากไม่ล้มตายก็ไม่สามารถโตหรือออกไปผลได้ดีอย่างสังเกตเห็นได้ชัด ด้วยเหตุที่ผลผลิตต่างๆ ถูกทำลายนี้เองจึงส่งผลให้ชาวบ้านโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวของหมู่บ้านต้องออกไปขายแรงงานที่ประเทศไทย เด็กและเยาวชนหลายคนต้องหยุดเรียนหนังสือเพื่อช่วยหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

  • บทบาทของบริษัทในการแก้ไขปัญหา และมาตรการการเยียวยา

      จนถึงปัจจุบันชาวบ้านยังไม่ได้รับการเยียวยาด้านผลกระทบทั้งในส่วนของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากทางบริษัทและหน่วยงานภาครัฐพยายามอ้างว่าหมู่บ้านเมียวพิวเป็นหมู่บ้านผิดกฎหมายและตั้งอยู่ในเขตสัมปทานของเหมือง โดยปัญหาในส่วนนี้เกิดจากการทำแผนที่เขตสัมปทานที่ไม่ชัดเจนทำให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องขอบเขตพื้นที่สัมปทานที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงไม่จำเป็นต้องให้ค่าชดเชยแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่พัดพาให้ตะกอนและแร่ต่าง ๆ ที่กักเก็บไว้สร้างความเสียหายให้กับหมู่บ้านเมียวพิวอย่างมหาศาล จนบริษัทฯ ต้องเสนอค่าชดเชยความเสียหายให้กับชาวบ้าน แต่ถึงกระนั้นค่าชดเชยความเสียหายที่เสนอให้ไม่เพียงพอและไม่อาจเทียบเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงปฏิเสธไม่รับค่าชดเชยดังกล่าว โดยค่าชดเชยในส่วนที่บริษัท ฯ ไม่ได้ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดจากสารพิษปนเปื้อน อันส่งผลต่อปัญหาสุขภาพแต่อย่างใด ถือเป็นค่าชดเชยให้กับปัญหาที่เกิดจากอุทกภัยเท่านั้น

          นอกจากนี้หากย้อนกลับไปพิจารณาถึงการจัดการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของบริษัทในส่วนของการดำเนินการเหมืองแร่นั้น ทางบริษัทไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการวางแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Plan) แต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการสิ่งปฏิกูล ชาวบ้านกล่าวว่าลูกจ้างของบบริษัทมักปล่อยน้ำที่ปนเปื้อนและเต็มไปด้วยตะกอนจากบ่อกักเก็บตะกอนลงนคลองเมียวพิวในเวลากลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกพบเห็น

  • ความเคลื่อนไหวของชุมชน

          จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนในหลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการที่ผิดพลาดและไม่ได้มาตรฐานของบริษัทฯ ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเมียวพิว โต้กลับด้วยการใช้วิธีทางการศาล โดยในเดือนพฤษภาคม ปี 2557 ตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบได้ฟ้องบริษัท เมียนมา พงษ์พิพัทธ์ และกรมกิจการเหมืองแร่ ลำดับที่ 2 ของเมียนมาให้จ่ายค่าเสียหายต่อทรัพย์สินที่ชาวบ้านสูญเสียไปต่อศาลเมืองทวาย โดยมีกลุ่มกฎหมายทวาย (Dawei Lawyer Group: (DLG) เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องให้ ซึ่งในส่วนของศาลชั้นต้นนั้นศาลมีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากภายในข้อจำกัดทางกฎหมาย และในปัจจุบัน คดีความดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น แต่ยังอยู่ในชั้นของศาลชั้นสูงสุด (supreme court)

       นอกจากการต่อสู้ทางการศาลแล้ว ในปี 2558 ชาวบ้านยังได้ยื่นคำร้องเรียนให้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตรวจสอบ ตามหมายเลขคำร้องที่ 285/2558 เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้านสิทธิชุมชน กรณีประชาชนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ของบริษัทเอกชนสัญชาติไทย  โดยทางคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรได้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างไม่เป็นทางการในพื้นที่เหมืองเฮงดาแล้ว ระหว่างวันที่ 22 – 27 กุมภาพันธ์ 2560 และในอนาคตจะมีการดำเนินการตรวจสอบที่เป็นทางการต่อไป และอาจมีการประสานงานไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของเมียนมาให้มีการตรวจสอบด้วย

 


 

 

ข้อมูลอ้างอิง

ไทยพับบลิก้า, ศาลทวายไต่สวนคดีบริษัทเหมืองแร่ของไทย ก่อผลกระทบชาวพม่า นัดแรก 29 พ.ค. นี้, http://thaipublica.org/2014/05/dawei-watch-1/

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, บริษัท สหกลอิควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน)https://www.set.or.th/set/companyprofile.do?symbol=SQ

สำนักข่าวอิศรา, ศาลทวายนัดพิจารณา 29 พ.ค. ชาวบ้านร้อง บ. เหมืองพ่ออดีต รมต.  https://www.isranews.org/isranews-news/29881-mining_29881.html

Inclusive Development International, Investment Chain Report. 2017

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, “(ร่าง) รายงานผลการปฏิบัติงาน การติดตามและประเมินสถานการณ์ การนำเสนอและแลกเปลี่ยนบทเรียน ตลอดจนการเก็บรวบรวมข้อมูลสถานการณ์สิทธิมนุษยชน กรณีโครงการการลงทุน หรือการพัฒนาสัญชาติไทยในประเทศเพื่อนบ้าน (สหภาพเมียนมา) และการประชุมเวทีสาธารณะในพื้นที่โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และเหมืองเฮงดา ระหว่างวันที่ 22 – 27 กุมภาพันธ์ 2560 ณ เมืองทวาย แคว้นตะนาวศรี สหภาพเมียนมา”

คณะทำงานติดตามและประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากการดำเนินการของบุคคล/กลุ่มบุคคลสัญชาติไทยที่เป็นองค์กรภาครัฐและ/หรือมิใช่ภาครัฐที่จัดทำโครงการพัฒนาหรือธุรกิจขนาดใหญ่, “เอกสารข้อมูลการเดินทางไปปฏิบัติงาน การเข้าร่วมเวทีวิชาการ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลในพื้นที่โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และเหมืองเฮงดา ณ เมืองทวาย แคว้นตะนาวศรี สาธารณรัฐเมียนมา ระหว่างวันที่ 22 – 27 กุมภาพันธ์ 2560”

Panu Wongcha – Um, Thai-owned mine in Myanmar investigated for human rights violations

http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/thai-owned-mine-in-myanmar-investigated-for-human-rights-violati-8710266

Earthrights, Thai Investors Can’t Violate Human Rights In Myanmar,

https://www.earthrights.org/blog/thai-investors-cant-violate-human-rights-myanmar

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s