การลงทุนข้ามพรมแดนนอกเงาความรับผิดชอบของรัฐ กรณีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง

สืบเนื่องจากแผนในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศลาวคือการส่งออกไฟฟ้าจากเขื่อน โดยเฉพาะเขื่อนบนแม่น้ำโขง เพื่อส่งออกกระแสไฟฟ้าให้ได้มากขึ้น ซึ่งคู่ค้าหลักที่รับซื้อไฟฟ้าของประเทศลาวคือประเทศไทย ทำให้แม้กรณีพิพาทของเขื่อนที่สร้างไปแล้วคือ เขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนดอนสะโฮง ยังดำเนินอยู่ไม่จบสิ้น แต่รัฐบาลลาวก็ยืนยันที่จะสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งต่อไป นั่นคือโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง (Pak Bang Dam) โดยทางการลาวได้เซ็นบันทึกความเข้าใจกับ กลุ่มบริษัท ต้าถังโอเวอร์ซีส์อินเวสต์เม้นต์ (Datang Overseas Investment) ในเดือน สิงหาคม 2550 เพื่อให้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนปากแบง และ เริ่มทำการศึกษาตั้งแต่นั้น ผลการสำรวจศึกษาเบื้องต้นได้รับอนุมัติจากรัฐบาลลาวในเดือน มกราคม 2557 อายุสัมปทาน 30 ปี รวมทั้งระยะเวลาของการก่อสร้างโครงการ และมีบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยร่วมลงทุนด้วย[1] โดยจากเวทีแถลงข่าวผลการดำเนินธุรกิจปี 2558 ของ เอ็กโก เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2559 ระบุถึงสัดส่วนการร่วมทุนว่า บริษัท ต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จากประเทศจีน ถือหุ้น 51% บริษัท เอ็กโก จากประเทศไทย ถือหุ้น 30% และการไฟฟ้าประเทศลาว ถือหุ้น 19%[2]

โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบงประกอบด้วย เขื่อนคอนกรีต โรงไฟฟ้า ประตู ระบายน้ำ ประตูเรือสัญจรแบบยกขึ้นลง ทำให้เรือขนาด 500 ตัน ให้เรือสินค้าและเรือท่องเที่ยวแล่นผ่าน และทางปลา กว้างประมาณ 15 เมตร ยาวประมาณ 1,000 เมตร โดยโรงไฟฟ้าจะมีกำลังผลิต 912 เมกกะวัตต์ ตัวเขื่อนตั้งอยู่บนแม่น้ำโขงสายประธาน ที่เมืองปากแบง แขวงอุดมไชย ทางภาคเหนือของ สปป.ลาว ห่างไปทางตอนบนของเมืองปากแบง โดยระยะห่างของเขื่อนปากแบงกับประเทศไทย คือ เขื่อนจะก่อสร้างลงไปทางใต้ของแก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ระยะห่างประมาณ 97 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอเชียงของประมาณ 125 กิโลเมตร คาดว่าภายในปี 2565 จะสามารถทดลองเดินเครื่องปั่นไฟ 2 หน่วยแรก และ ปี 2566 จะสามารถเดินเครื่องได้ครบทั้ง 16 หน่วย ไฟฟ้าที่ผลิตได้ราว 90% จะส่งขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำนวนที่เหลือจะใช้ภายในประเทศลาว

โดยปัจจุบันโครงการได้ผ่านกระบวนการแจ้งล่วงหน้าและปรึกษาหารือ (Procedure for Notification Prior Consultation and Agreement: PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พศ. 2538 แล้ว โดยเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 และกำหนดครบวาระ 6 เดือน ในวันที่ 19 มิถุนายน 2560 ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ได้มีการจัดเวทีให้ข้อมูลใน 3 จังหวัด รวม 4 ครั้ง แต่กระบวนการ PNPCA นี้ก็สร้างความคลางแคลงใจต่อชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตลอดมา เพราะตลอดกระบวนการชี้แจงและปรึกษาหารือนั้น[3] ประเด็นข้อห่วงกังวลต่างๆ ของภาคประชาชน คือการต้องการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดเผยแพร่หรือดำเนินการให้ข้อมูล ประกอบกับการจัดการรับฟังความคิดเห็นในแต่ละครั้งก็ไม่ครอบคลุมพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง โดยจัดขึ้นเพียง ๓ จังหวัด จาก ๘ จังหวัดที่ติดริมแม่น้ำโขงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาของการทำ PNPCA นั้น อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้ส่งหนังสือ ถึง คุณฟาม ประธานกรรมการบริหาร MRC เพื่อแสดงความห่วงกังวล ในด้านผลกระทบข้ามพรมแดน ดังนี้[4]

  1. ผลกระทบด้านการประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภัยคุกคามที่จะปิดกั้นเส้นทางการอพยพของปลาที่เป็นสายพันธุ์หลักของแม่น้ำโขง เช่น ปลาบึก (PangasianodenGigas) ซึ่งอาจมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดการสูญพันธุ์
  2. กระแสน้ำย้อนกลับ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อําเภอเวียงแก่น และอําเภอเชียงของ ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนในท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำโขง รวมถึงความเสียหายของพืชผลตามฤดูกาล และเศรษฐกิจภายในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก
  3. การสะสมของตะกอน และการพัดพาตะกอน ซึ่งจะถูกกักไว้ที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง โดยจะส่งผลกระทบต่อธรณีสัณฐานของลําน้ำ ตลิ่งพัง และความเสียหายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  4. การเปลี่ยนแปลงมิติด้านชีวภาพและระบบนิเวศในแม่น้ำโขง เนื่องจากโครงการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำมีนัยสําคัญต่อทั้งความมั่นคงทางอาหารระดับภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งประชาชนจำนวนมากจะต้องพึ่งพาอาศัย
  5. มาตรการบรรเทาผลกระทบซึ่งยังไม่ได้มีการกล่าวถึงอย่างเพียงพอ สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในเรื่องสุขอนามัย ของแม่น้ำโขง ตัวอย่างเช่น การจ่ายค่าชดเชยให้กับประชาชนในท้องถิ่น และการฟื้นฟูระบบนิเวศของแม่น้ำให้กลับสู่สภาพที่ปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น เอกสาร Prior Consultation Process for the Pak Beng Hydropower Project ที่โครงการจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 มีข้อมูลการศึกษาไม่เพียงพอ เนื่องจากการศึกษาผลกระทบของเขื่อนต่อพันธุ์ปลา และการประมง มีการเก็บข้อมูลเพียง 6 พื้นที่รอบๆ โครงการเท่านั้น ข้อมูลเรื่องทางปลาผ่านไม่มีความชัดเจน ไม่มีข้อมูลพันธุ์ปลาที่ชัดเจน และการศึกษาผลกระทบทางด้านสังคม มีการศึกษาเพียงระยะ 5 กิโลเมตรเท่านั้น ไม่กล่าวถึงผลกระทบตอนบนที่จะเกิดกับกลุ่มชาวประมงอาชีพที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่เหนือเขื่อน โดยเฉพาะในส่วนของประเทศไทย ตั้งแต่พื้นที่แก่งผาได อำเภอเวียงแก่น จนถึงบ้านปากอิง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประกอบกับ ไม่ได้นำข้อมูลที่ได้ทำการศึกษาไว้แล้วของคณะกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำโขง มาใช้ประกอบการศึกษาในส่วนมาตรการบรรเทาผลกระทบแต่อย่างใด[5]

ความไม่พร้อม ไม่ชัดเจน และพฤติกรรมเร่งรัดให้เกิดโครงการในช่วงเริ่มต้นเหล่านี้เอง ที่ทำให้เห็นช่องว่างอันเกิดจากความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ความเสียหายและผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชาชนจำนวนมากในอนาคต เช่น

  • ช่องว่างของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ที่ไม่สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย รวมถึงการเลือกใช้ข้อมูลการศึกษาที่ไม่ตรงตามสภาพเป็นจริงเพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการดำเนินโครงการโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น[6]
  • การใช้ช่องว่างของกระบวนการ PNPCA ในการรับรองการอนุมัติโครงการโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อตกลง เนื่องจากกระบวนการ PNPCA ของกรณีนี้ในแต่ละครั้งล้วนไม่ได้จัดทำอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ
  • ช่องว่างที่อาจทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จากการที่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ตามรายชื่ออนุกรรมการมีตำแหน่งซ้ำซ้อนกับกรรมการในบริษัท EGCO [7]
  • การไร้มาตรการกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรมของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ไม่มีมาตรการเยียวยาและรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศสมาชิก และกรณีการไร้ประสิทธิภาพในการสำรวจวิจัย จากการที่กรมทรัพยากรน้ำกล่าวในที่ประชุมชี้แจง ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่า MRC ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ด้วยงบประมาณราว 8 ล้านเหรียญ เพื่อทำการวิจัยศึกษาข้อมูลผลกระทบแม่น้ำโขง แต่ผลปรากฏว่าเวลาผ่านไปนับแต่วันเริ่มศึกษาจนถึงวันที่ชี้แจงประมาณ 4 ปี การศึกษาก็ดังกล่าวยังไม่คืบหน้าแต่อย่างใด[8]

และข้อกังวลต่างๆ ด้านวิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศจากชาวบ้านในพื้นที่ฝั่งประเทศไทยคือ การสร้างเขื่อนจะทำลายทรัพยากรและส่งผลกระทบต่อการประมงและพันธุ์ปลาแม่น้ำโขง เขื่อนจะปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลาอย่างถาวร ตลอดจนทำลายแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปลาอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะพันธุ์ปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุด

ปลากด-เวียงแก่น
พันธุ์ปลากดที่จับได้ในแม่น้ำโขง บริเวณอำเภอเวียงแก่น

ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและซับซ้อนจะถูกทำลาย ทั้งเกาะ แก่ง คก หรือหาดทรายจำนวนมากระหว่างเมืองปากแบงถึงเชียงของจะจมอยู่ใต้น้ำ ตะกอนดินทรายที่เป็นธาตุอาหารสำคัญของแม่น้ำตอนล่างจะถูกกัก ไม่นับรวมถึงการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างห้วยทราย-หลวงพระบาง ที่ชาวบ้านมีรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวกว่าล้านคนต่อปี หรือการเคลื่อนย้ายอพยพแรงงานจากลาวเข้ามายังไทยเนื่องจากสูญเสียวิถีชีวิตเดิม

ร่องทอง-เขื่อนปากแบ่ง
ชาวบ้านกำลังร่อนทอง อีกหนึ่งวิถีชีวิตของผู้คนบริเวณเขื่อนปากแบง

จากสถานการณ์เหล่านี้เป็นเหตุให้ประชาชนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากฝั่งไทยต้องเรียกร้องและปกป้องคุ้มครองสิทธิของตนด้วยตัวเอง เช่นกรณีที่กลุ่มรักษ์เชียงของ ได้ส่งหนังสือไปยังอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 เพื่อให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แห่งตนเกี่ยวกับการปกป้องแม่น้ำโขงและประชาชน และทำหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการแม่น้ำโขงชาติไทย พร้อมทั้งได้ส่งหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอทราบความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ เพื่อกระตุ้นเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอันควรมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศให้ดำเนินการตามความถูกต้องและตระหนักถึงความกังวลคนในพื้นที่ ไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่ 8 มิ.ย.2560 กลุ่มรักษ์เชียงของ และเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ยื่นฟ้องร้องหน่อยงานรัฐไทย ได้แก่ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ, กรมทรัพยากรน้ำ, และ คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย กรณีละเว้นการทำหน้าที่ในการแจ้งข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม รวมทั้งให้เพิกถอนกระบวนการ PNPCA และทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างเขื่อนปากแบง พร้อมเสนอให้กฟผ.ชะลอการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจนกว่าจะมั่นใจโครงการไม่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน แต่อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2560 ศาลปกครองมีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจกรณีการให้ข้อมูลโครงการและการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมนั้น ศาลพิเคราะห์ว่า โครงการไฟฟ้าพลังนํ้าเขื่อนปากแบงเป็นโครงการของสปป.ลาว โดยผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่มีอำนาจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนปากแบง และไม่มีหน้าที่จัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและสังคม และการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแต่อย่างใด หน้าที่ดังกล่าวล้วนเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลสปป.ลาว

อย่างไรก็ตามกลุ่มรักษ์เชียงของจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดเร็ว ๆ นี้ โดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานเครือข่ายรักษ์เชียงของ เคยให้ความเห็นเมื่อครั้งยื่นคำร้องว่า[9]

หน่วยงานของรัฐควรมีหน้าที่โดยตรงในการสร้างกลไก และแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพและสังคม เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคนไทยที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งไทย

ซึ่งคำกล่าวนี้นับเป็นการชี้ให้เห็นช่องว่างที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของกลไกทางกฎหมาย ที่จะทำอย่างไรให้รัฐไทยมีกระบวนการและอำนาจหน้าที่ที่สามารถปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์และสิทธิของประชาชนชาวไทย และไม่ทิ้งให้ประชาชนต้องต่อสู้เพียงลำพังจากโครงการที่เห็นได้ชัดว่าอาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงที่ยังมีเขื่อนอยู่ในแผนพร้อมทยอยผลักดันให้สร้างต่อไปโดยผู้ได้รับผลกระทบนั้นขายพื้นที่เป็นวงกว้างหลายประเทศตลอดลำน้ำ หาใช่เพียงพื้นที่บริเวณการก่อสร้างเท่านั้น เป็นผลกระทบที่แผ่ขยายโดยไม่มีพรมแดน ซึ่งช่องว่างเหล่านี้เองที่จะเปิดโอกาสให้การพัฒนาและโครงการต่างๆ ใช้เป็นลู่ทางหลบหลีกเพื่อการลงทุนที่ได้ไม่คุ้มเสียและไม่ต้องมีการรับผิดชอบใดๆ ตามมาเลย

หนังสือแจ้งคำสั่งศาล


 

[1] ข่าวประชาสัมพันธ์บริษัท เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 http://www2.egco.com/th/corperate_com_press_detail.asp?press_id=243&iYear=2017

[2]สำนักข่าวกรีนนิวส์ : http://www.greennewstv.com/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B/

[3] การดำเนินการให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง สปป. ลาว ตามระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง ครั้งที่ 4 http://www.tnmc-is.org/wp-content/uploads/2017/05/1.%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-PNPCA.pdf

[4] จดหมายแจ้ง ตอบ ประเด็นข้อห่วงกังวลเบื้องต้น ก่อนเริ่มกระบวนการ PNPCA ของไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559 (ฉบับแปลไทย)http://www.tnmc-is.org/download/%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89/

[5] Summary of the 2nd draft Technical Review Report of PakBeng Hydropower Project http://www.mrcmekong.org/assets/Consultations/PakBengBengHydropowerProject/2nd-RSF-ppt-presentations/Summary-of-2nd-Draft-TRR-290417.pdf

[6] จดหมายแจ้ง ตอบ ประเด็นข้อห่วงกังวลเบื้องต้น ก่อนเริ่มกระบวนการ PNPCA ของไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559 (ฉบับแปลไทย)http://www.tnmc-is.org/download/%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89/

[7] สรุปเนื้อหา – ชาวบ้านเข้าฟังการชี้แจงข้อมูลจากหน่วยงาน กรณีเขื่อนปากแบงในแม่น้ำโขง และเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 http://www.terraper.org/web/th/node/1805

[8] สรุปเนื้อหา – ชาวบ้านเข้าฟังการชี้แจงข้อมูลจากหน่วยงาน กรณีเขื่อนปากแบงในแม่น้ำโขง และเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 http://www.terraper.org/web/th/node/1805

[9] https://news.thaipbs.or.th/content/263244

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s