ภาพโดย : Jamon Sonpednarin

เราเคยกลัวลูกปืน แต่ตอนนี้เรากลัวรถขุดดิน

 คำกล่าวข้างต้นเป็นคำกล่าวของชาวบ้านโดยรอบเหมืองบานชองที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองที่อยู่ภายใต้การดำเนินการของบริษัทเมียนมาและบริษัทไทย โดยก่อนหน้าที่จะมีการเข้ามาดำเนินธุรกิจดังกล่าวในพื้นที่ พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกองกำลังทหารเมียนมาและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง แต่หลังจากที่มีการลงนามหยุดยิงของทั้งสองฝ่าย กอปรกับการส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลเมียนมา ทำให้พื้นที่ที่เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ โดยในพื้นที่นี้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่างถ่านหินก็กลายเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญของการลงทุนของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ

การเข้ามาลงทุนของบริษัทไทยในกิจการเหมืองถ่านหิน จึงเป็นชนวนสำคัญของความขัดแย้งใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หากแต่ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่สงครามเชิงอาวุธและการทหารเพื่อแย่งชิงพื้นที่การปกครอง แต่เป็นความขัดแย้งและการรุกรานของกลุ่มทุนที่เข้ามากอบโกยทรัพยากรและสร้างผลกระทบทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน

ความเป็นมา

เหมืองบานชอง เป็นเหมืองถ่านหินที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือบริเวณแม่น้ำบาน ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำตะนาวศรี ประเทศเมียนมา โดยตั้งอยู่ในเขตบานชอง บริเวณหมู่บ้านกะตอว์นี โดยเริ่มดำเนินการในปี 2555 หลังจากที่มีการเจรจาหยุดยิงระหว่างรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งในพื้นที่นี้ คือ กลุ่มชาติพันธ์กะเหรี่ยง ในนามสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และเป็นเวลาเดียวกันกับที่ในปีนั้นรัฐบาลเมียนมามีนโยบายในการเปิดเสรีในด้านการรับการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ต่าง ๆ พื้นที่นี้จึงตกเป็นเป้าหมายของนักลงทุน บริษัทที่ได้รับสัมปทานในขั้นต้น คือ บริษัท May Flower Enterprise Co, ltd. โดยได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมาให้เข้าดำเนินการประกอบกิจการเหมืองถ่านหิน ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 บริษัท อีสต์ สตาร์ ได้รับสัมปทานและได้รับอนุญาตจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ภายใต้อายุสัมปทาน 25 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2579 และต่อมาในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 บริษัทเอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ลงนามกับบริษัท อีสต์ สตาร์ เพื่อร่วมดำเนินกิจการเหมืองถ่านหินบานชองด้วย จากรายงานประจำปี 2555 ของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ระบุว่า บริษัท อีสต์ สตาร์ นั้นเป็นผู้ได้รับพื้นที่สัมปทาน 504.8 เอเคอร์ หรือประมาณ 1262 ไร่ โดยในส่วนของการขุดทำเหมืองและจำหน่ายถ่านหินนั้นมีผู้ดำเนินการ คือ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธฯ และยังได้ระบุอีกว่าบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธฯ เป็นผู้จัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับประกอบการเหมืองถ่านหินนี้ด้วย โดยมีการแบ่งสัดส่วนผลประโยชน์กันดังนี้ คือ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จะได้ส่วนแบ่ง 70% ในขณะที่บริษัท อีสต์ สตาร์ จะได้ส่วนแบ่งที่ 30%  อย่างไรก็ตาม เมื่อทางบริษัท อีสต์ สตาร์ ได้พบกับชาวบ้านในวันที่ 18 มกราคม 2557 ผู้จัดการของบริษัทได้กล่าวว่า บริษัทจะทำเหมืองบนพื้นที่กว่า 8,000 เอเคอร์

นอกจาก 3 บริษัทที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งบริษัทซึ่งเป็นบริษัทไทยเช่นกัน นั่นคือ บริษัท Thai Asset  Mining Co, ltd. โดยได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแคว้นตะนาวศรีให้เข้ามาสร้างถนนเพื่อใช้เป็นเส้นทางที่อำนวยความสะดวกให้กับรถที่ใช้ขนส่งถ่านหิน

จากรายงานของสมาคมพัฒนาทวายที่ระบุว่าสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงอนุญาตให้บริษัท May Flower Mining Enterprise ดำเนินการเหมืองถ่านหิน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2554 ขณะที่กรมเหมืองแร่ กระทรวงเหมืองแร่ รัฐบาลพม่า อนุญาตให้บริษัท May Flower Mining Enterprise ได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองใน 6 พื้นที่  โดยการดำเนินการในพื้นที่ที่ 1, 2 และ 3 ซึ่งมีพื้นที่สัมปทาน 1500 เอเคอร์ โดยบริษัท May Flower Mining Enterprise ได้เซ็นสัญญาร่วมกับ บริษัท อีสต์ สตาร์และใช้เส้นทางขนส่งโดยใช้ถนนที่สร้างโดยบริษัทอิตาเลียนไทยฯ เพื่อเชื่อมต่อไปยัง จ.กาญจนบุรี ส่วนพื้นที่ 4, 5 และ 6 นั้น ซึ่งมีพื้นที่สัมปทาน 600 เอเคอร์ โดย บริษัท May Flower Mining Enterprise ร่วมกับบริษัท Thai  Asset  Mining และจะใช้ถนนที่เชื่อมกับหมู่บ้านเซดอว์ (Sedaw) ในเมืองตาเยะชอง  (Thayetchaung)

ในปี 2555 นับตั้งแต่บริษัทอีสต์ สตาร์ ได้รับสัมปทาน พวกเขาได้เปิดหน้าดินเพื่อดำเนินการขุดเหมืองไปแล้วกว่า 60 เอเคอร์ และยังสามารถเข้าไปต่อรองซื้อพื้นที่จากคนในหมู่บ้านได้อีก 9 เอเคอร์ ซึ่งในปัจจุบันได้ดำเนินการขุดเหมืองแล้วเช่นกัน แต่จากข้อมูลในพื้นที่พบว่าทางบริษัทอีสสตาร์ ดำเนินการไปแล้ว 64 เอเคอร์ จากพื้นที่สัมปทานทั้งหมดที่บริษัท  May Flower Mining Enterprises ได้รับ 2,100 เอเคอร์ โดยบริษัท อีสสตาร์ ระบุกับทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ตนเข้าไปดำเนินการในพื้นที่แปลงที่ 2 เท่านั้น

KJK_0519
รถแทรกเตอร์กำลังดำเนินการขุดถ่านหินและฝังกลบหน้าดินในพื้นที่สัมปทานขุดเหมืองถ่านหิน

 

มีนาคม 2557 มีการลงนามในสัญญาระหว่างเจ้าหน้าที่ของ KNU, บริษัท อีสสตาร์ และชาวบ้านในพื้นที่ในสัญญาดังกล่าว โดยทางบริษัทฯ ตกลงว่าจะไม่มีการขยายพื้นที่เหมืองไปมากกว่า 60 เอเคอร์ อย่างไรก็ดี ในปี 2558 ทางบริษัทฯ กลับนำเสนอแผนที่ฉบับปรับปรุงใหม่ในที่ประชุมหมู่บ้าน โดยภายในแผนที่ดังกล่าวมีการกำหนดเขตพื้นที่ทำเหมืองใหญ่เกินกว่า 60 เอเคอร์ และมีขนาดทับซ้อนเข้าไปยังพื้นที่ของชาวบ้าน ทั้งที่เป็นสนามเด็กเล่น ศาสนาสถาน เช่น  โบสถ์ โรงเรียน  โรงงานหมาก และที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

ต่อมา เดือนเมษายน 2558 กระทรวงเหมืองแร่ของเมียนมา ได้ประกาศว่าจะมีการแก้ไขสัญญากับทางบริษัท May Flower  Mining Enterprises ส่งผลให้ทางบริษัทฯ สามารถขยายพื้นที่สัมปทานเหมืองได้เพิ่ม 12 เอเคอร์ รวมเป็น 612 เอเคอร์ เข้าไปยังพื้นที่ว่างของชุมชน ถึงกระนั้น ในความเป็นจริงแล้วพื้นที่ว่างดังกล่าวใช่ว่าจะไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ของคนในหมู่บ้าน แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์อย่างมากในแง่ของการเพาะปลูกของชุมชน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ทำไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเกษตรกรรมของชุมชนชาติพันธ์กะเหรี่ยง แม้ว่ากฎหมายที่ดินฉบับปัจจุบันจะไม่ยอมรับระบบไร่หมุนเวียนก็ตาม

สำหรับในส่วนของการดำเนินกิจการเหมืองถ่านหินบานชองนี้ ในปี 2558 จากที่ได้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 ของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ได้มีการชี้แจงจากนายขจรพงษ์ คำดี กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ กล่าวกับผู้ถือหุ้นท่านหนึ่งว่ามีการไปทำเหมืองอยู่ที่เมียนมา และต่อมาตัดสินใจไม่ไปร่วม โดยตัวแทนของบริษัทฯ ได้ให้ข้อมูลกับทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า เนื่องจากทางบริษัท อีสสตาร์ ไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่ให้มีการส่งถ่านหินไปให้กับทางบริษัท โดยนับตั้งแต่ลงนามในสัญญาร่วมกัน บริษัทฯ ได้รับถ่านหินเพียงครั้งเดียว เนื่องจากบริษัท อีสสตาร์ ไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการขุดถ่านหินได้ ด้วยเหตุนี้ทางบริษัทฯ จึงไม่ได้รับซื้อถ่านหินจากบริษัท อีสสตาร์ อีก และได้มีการฟ้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งในที่สุดได้มีการเจรจาโดยตกลงว่า ทางบริษัท อีสสตาร์จะต้องชำระหนี้เงินกู้ค่ามัดจำสินค้าที่ทางบริษัทฯ กู้มาจากธนาคารกรุงไทย เป็นจำนวน 100 กว่าล้านบาท โดยนำจ่ายในรูปแบบเงินสด หรือถ่านหิน

ข้อมูลทางกายภาพ และสภาพแวดล้อมโดยรอบพื้นที่โครงการ

KJK_0513
เถ้าถ่านหินสีดำบนภูเขาลูกหนึ่ง ชาวบ้านกล่าวว่าเถ้าถ่านหินเหล่านี้ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศและปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค

เราพบว่าบริเวณเหมืองบานชองนั้นเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และมีคนในกลุ่มชาติพันธุ์อื่นปะปนอยู่บ้าน เช่น ทวาย มอญ และพม่า โดยแม่น้ำบานถือเป็นแม่น้ำสำคัญที่ผู้คนในบริเวณนี้ใช้อุปโภคและบริโภคมาเป็นเวลายาวนาน แม่น้ำดังกล่าวหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 10 หมู่บ้าน ประชาชนในแถบนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ โดยพืชที่ทำการเพาะปลูกเป็นหลัก คือ หมาก ยางพารา มะม่วงหิมพานต์ มะพร้าว และอื่น ๆ

ประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม, ชุมชน และการละเมิดสิทธิมนุษยชน

จากการศึกษาและเก็บข้อมูลของกลุ่มเยาวชนกะเหรี่ยงตากาปอว์ (Takapaw Youth Group) และสมาคมพัฒนาทวาย ระบุว่ามีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ รวมทั้งสิ้น 22 หมู่บ้าน ซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 16,000 คน

ในวันที่ 20 มิถุนายน 2560 ชาวบ้านจาก 153 คน จาก 8 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองบานชองได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจเหมืองถ่านหินบานชองที่มี 3 บริษัทของไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยภายในหนังสือร้องเรียนระบุถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความเป็นมาของโครงการ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และบริษัทที่เกี่ยวข้อง โดยในหนังสือที่ร้องเรียนไปยัง กสม. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้ระบุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหมืองบานชองต่อชุมชนดังต่อไปนี้

มลพิษต่อแหล่งน้ำ: เหมืองแห่งนี้ทำให้เกิดมลพิษต่อแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้ทั้งในการอุปโภคและบริโภค เช่น อาบน้ำ ดื่มน้ำ ประกอบอาหาร ซักผ้า ในปี 2557 องค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามกรณีผลกระทบเหมืองบานชองได้ทดสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่รอบเหมือง พบว่าแหล่งน้ำรอบเหมืองมีภาวะกรดสูงมาก โดยน้ำเหล่านี้จะไหลลงสู่ลำห้วยและแม่น้ำในช่วงฤดูฝน ชาวบ้านอ้างว่าบางครั้งบริษัทฯ ได้นำน้ำเสียเหล่านี้ใส่ในถัง และใช้รถบรรทุกขนไปทิ้งที่อื่น  ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นที่ใด

มลพิษต่อพื้นที่เกษตรกรรม: ในกรณีที่ฝนตกหนักจะทำให้น้ำบริเวณรอบเหมืองเจิ่งนองและเต็มด้วยน้ำสกปรก โดยทางบริษัทฯ จะปั๊มน้ำเหล่านี้ออกมาจากบริเวณหน้าเหมือง และปล่อยลงสู่ที่ทำกินและแหล่งน้ำของชุมชน น้ำและตะกอนที่ปนเปื้อนจากเหมืองเหล่านี้จะเข้าสู่เรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน ส่งผลให้ต้นหมากและพืชอื่น ๆ ล้มตาย โดยพืชเหล่านี้ถือเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ช่วยประทังชีวิตให้กับหมู่บ้าน

ผลกระทบต่อสุขภาพ: ชาวบ้านยังไม่ทราบชัดเจนถึงผลกระทบต่อสุขภาพ แต่มีความกังวลอย่างมากต่อสุขภาพของพวกเขาและลูกหลาน ที่อาจได้รับจากการเผาไหม้ของถ่านหินและการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ

ผลกระทบต่อการดำรงชีวิต: ประชาชนส่วนใหญ่ในภูมิภาคตะนาวศรีประกอบอาชีพประมงและเกษตรกรรมที่ดินในบริเวณเขตบานชองเป็นมรดกสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ชาวบ้านทำเกษตรกรรมและจัดการที่ดินในลักษณะที่สอดคล้องกับจารีตประเพณีดั้งเดิม มลพิษจากเหมืองทำลายพืชผล และส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในชุมชน

การยึดที่ดิน: ทางบริษัทผู้พัฒนาโครงการได้เข้ายึดที่ดินเกษตรกรรมของชาวบ้านในพื้นที่ไปอย่างผิดกฎหมาย มีผู้ร้องเรียนว่าที่ดินของพวกเขาถูกยึดไปและได้รับค่าชดเชยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และบางรายไม่ได้รับค่าชดเชยเลย นอกจากนี้ในบริเวณเหมืองบานชองยังเคยเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างรัฐบาลเมียนมากับ KNU ในอดีต ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจำนวนหนึ่งยังไม่ได้เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของพวกเขา แต่เนื่องจากมีโครงการเหมืองดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสกลับยังที่นี่ได้อีก

ผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง: เนื่องจากเหมืองบานชองอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จึงส่งผลให้ผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นส่วนใหญ่ โดยโครงการนี้คุกคามต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม การดำรงชีวิต และสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของพวกเขา

ความกลัวว่าจะเกิดสงครามความขัดแย้ง: การดำเนินกิจการเหมืองบานชองในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาทำงาน รวมทั้งการเข้ามาของกลุ่มทหารติดอาวุธซึ่งให้ความคุ้มครองกับบริษัท หลังจากที่พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานมาเป็นเวลาหลายปีต่อสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พวกเขากลับรู้สึกไม่ปลอดภัยอีกครั้ง

ในส่วนของผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนนั้น รายงานจากกลุ่มเยาวชนตากาปอว์พบว่าในระหว่างที่บริษัท อีส สตาร์ เข้าดำเนินการในพื้นที่ที่ได้รับสัมปทานนั้น บริษัทฯ ไม่ได้มีการแจ้งหรือระบุรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการให้กับผู้คนในชุมชนทราบ ซ้ำยังมีการเข้าไปบุกรุกพื้นที่โดยไม่ได้บอกกล่าว จนในภายหลังได้นำมาสู่การต่อรองเพื่อซื้อที่ดินจากชาวบ้าน นอกจากนี้ยังไม่มีกระบวนการรับฟังจากทั้งการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจของคนในชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการในทุกระดับขั้นตอนทั้งการสำรวจ ศึกษา วางแผน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินโครงการ อีกทั้งไม่มีขั้นตอนการติดตามตรวจสอบการทำเหมืองและกลไกการจัดการปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงกระบวนการเยียวยาแก่ชุมชนแต่อย่างใด ไม่มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมในพื้นที่แต่อย่างใด รวมถึงในอนาคตหากเกิดผลกระทบต่อแม่น้ำและสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศ พืช และสัตว์ ซึ่งจะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่นั่นก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและชุมชนในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างยิ่ง

KJK_0508
สภาพพื้นที่การดำเนินการทำเหมืองถ่านหินของบริษัท

 


 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

คำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่อง การละเมิดสิทธิจากการดำเนินงานของบริษัทไทยในโครงการเหมืองบานชอง ภาคตะนาวศรี ประเทศเมียนมา

Inclusive Development International. ชุมชนกะเหรี่ยงในพม่ายื่นคำร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย

ประมวลสรุปการรับฟังข้อเท็จจริง/การประชุมรับฟังชี้แจง คำร้องที่ 361/2560 เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีกล่าวอ้างว่าโครงการเหมืองบานชองละมเดสิทธิมนุษยชน วันที่ 11 กันยายน 2560 ณ ห้อง 709 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กลุ่มเยาวชนตากาปอว์ (Tarkapaw Youth Group), สมาคมพัฒนาทวาย (Dawei Development Association) และเครือข่ายแม่น้ำและชนพื้นเมืองตะนาวศรี (Tenasserim River & Indigenous People Network), We use to fear Bullets, Now we fear bulldozers: Dirty Coal mining by military cronies & Thai Companies: Ban Chaung, Dawei District, Myanma, October 2015.

เว็บไซต์ของบริษัท Energy Earth, รายงานประจำปี 2555 – 25559 ของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) (มีลิ้งรายงานประจำปีให้เลือก)

http://earth-th.listedcompany.com/ar.html

https://www.set.or.th/set/newsdetails.do;jsessionid=BFECB51587C70FDECEE3DBFA3C6D99CA?headline=Notification+of+Coal+Mine+Operation+in+Burma&time=1353895380000&source=EARTH&symbol=EARTH&pdf=dat%2Fnews%2F201211%2F12057502.pdf++++++++++++++++++&filename=dat%2Fnews%2F201211%2F12057502.e12++++++++++++++++++&type=H&language=en&country=US

สมาคมพัฒนาทวาย ชี้ กลุ่มทุนแห่รุกป่า ทำเหมือง หลังสนธิสัญญาหยุดยิง

https://www.isranews.org/isranews-news/item/29248-dawai.html

ผลกระทบหลังสัญญาพักรบ “พม่า – เคเอ็นยู” เมื่อนายทุนไทยรุกทำเหมือง

https://www.isranews.org/isranews-article/item/29199-dda1.html

ตามรอย บ.เหมืองแร่ไทย รุกวิถีป่า-น้ำ-ฅน บนเทือกเขา “ตะนาวศรี” (ตอน 1)

https://www.isranews.org/isranews-scoop/item/29186-mining.html

ตามรอย บ.เหมืองแร่ไทย (ตอน 2 ) ยึดที่ชาวบ้าน-ละเมิดข้อตกลง

https://www.isranews.org/isranews-scoop/item/29325-mining_29325.html

ตามรอย บ.เหมืองแร่ไทยฯ (ตอน 3) เปิดหลักฐาน”ทุนไทย”รุกคืบทรัพยากรพม่า

https://www.isranews.org/isranews-scoop/29382-mining_29382.html

การลงทุนเหมืองถ่านหินของบริษัทไทยในพม่า: ธุรกิจเอกชนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนชาติพันธุ์บริเวณชายแดนเทือกเขาตะนาวศรี

http://www.burmapartnership.org/wp-content/uploads/2014/06/Ban-Chaung-coal-mine_Briefer_Thai-11.pdf

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558

http://earth-th.listedcompany.com/misc/ShareholderMTG/AGM2015/20150513-earth-agm2015-minutes-th.pdf

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s