จากน้ำตาสู่น้ำตาล ของโครงการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจเกาะกง: กรณีไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล บริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)

บริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งปี 2519 เพื่อดำเนินธุรกิจโรงงานน้ำตาลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาล โดยปี 2548 ออกหุ้นระดมทุนขายให้ประชาชนทั่วไป และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้ชื่อ KSL โดยหันมาผลิตพลังงานทดแทน เช่นพลังงานไฟฟ้าชีวมวล และขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ คือ ลาว และกัมพูชา

Slide2
รูปโรงงานจากเว็บไซต์ของบริษัท

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้นับมาจากบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) (KSL) โดยนายจำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท น้ำตาลขอนแก่นฯ ทำหนังสือชี้แจงต่อกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2549 เรื่องการลงทุนโครงการเพาะปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลในประเทศกัมพูชา ว่าบริษัทน้ำตาลขอนแก่นฯ และบริษัทย่อยจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในกัมพูชาเพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานน้ำตาล และขอพื้นที่สัมปทานเพาะปลูกอ้อย จำนวน 20,000 เฮกแตร์ (125,000 ไร่) ที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยเงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท น้ำตาลที่ผลิตได้ จะเป็นโควตาพิเศษ EBA (Every Things but Arms)  ที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายใน EU ที่ระดับราคาสูงได้ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2547- 2552 และบริษัทน้ำตาลขอนแก่นฯ จะร่วมทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน

วันที่ 2 สิงหาคม 2549 — บริษัทน้ำตาลขอนแก่นฯ กับผู้ร่วมทุนต่างชาติได้เข้าร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมง ของกัมพูชา เพื่อเช่าพื้นที่สัมปทานในการเพาะปลูกอ้อย จำนวน 20,000 เฮกแตร์ อายุสัมปทาน 90 ปี และดำเนินการจัดตั้งโรงงานน้ำตาลที่ประเทศกัมพูชาโดยตั้งบริษัทใหม่จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ Koh Kong Plantation Company Limited (KPT) ดำเนินธุรกิจเพาะปลูกอ้อย และ Koh Kong Sugar Industry Company Limited (KSI) ดำเนินธุรกิจเพาะปลูกอ้อยและก่อตั้งโรงงานน้ำตาล[1] กำลังการผลิต 6,000 ตันต่อวัน โดยบริษัทน้ำตาลขอนแก่นฯ ถือหุ้นร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน รวมกับผู้ร่วมทุนชาวไต้หวันถือหุ้นร้อยละ 30 และผู้ร่วมทุนชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากพรรคประชาชนกัมพูชา ถือหุ้นร้อยละ 20[2]   แต่ภายหลังบริษัทน้ำตาลขอนแก่นฯ ได้เพิ่มทุนเป็นร้อยละ 80 ของทั้ง 2 บริษัท[3] และมีตัวแทนทำหน้าที่บริหารงานใน 2 บริษัทด้วย ซึ่งบริษัท KSI ได้สัมปทานมาจำนวน 9,567.2 เฮกแตร์[4] และ KPT ได้สัมปทานที่ดินมาจำนวน 9,174.5 เฮกแตร์ รวมของทั้งสองบริษัทแล้วได้รับสัมปทานที่ดินทั้งหมดประมาณ 19,100 เฮกแตร์

ความเคลื่อนไหวในช่วงแรกของโครงการสรุปได้ดังนี้

  • 20 มีนาคม 2549 ครม. มีมติเห็นชอบให้พื้นที่สัมปทานแก่ Duty Free Shop และ Koh Kong International Resort Club รายละ 10,000 เฮกแตร์
  • 19 พฤษภาคม 2549 มีการส่งฝ่ายรักษาความปลอดภัยเข้าถางพื้นที่
  • 29 พฤษภาคม 2549 บริษัทเกาะกงการเกษตร จำกัด (KPT) และบริษัท น้ำตาลเกาะกง จำกัด (KSI) ดำเนินการจดทะเบียนบริษัท
  • 20 มิถุนา 2549 Duty Free Shop และ Koh Kong International Resort Club ทำหนังสือแจ้งรัฐบาลขอเปลี่ยนชื่อผู้รับสัมปทาน
  • 18 กรกฎาคม 2549 ครม.เห็นชอบการโอนพื้นที่สัมปทาน จาก Duty Free Shop เป็น KPT และ Koh Kong International Resort Club เป็น KSI
  • 2 สิงหาคม 2549 เซ็น MOU ระหว่างกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมง ของกัมพูชา กับ KPT และ KSI[5] อายุสัมปทาน 90 ปี

 

อย่างไรก็ตามการอนุมัติสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดนั้น ที่ดินที่จะสามารถถูกนำมาให้สัมปทานได้จะต้องเป็นพื้นที่ “ว่างเปล่า” (Free) หรือ “ไม่มีการใช้อยู่ก่อน” (Non-use) ตามกฤษฎีกา (Sub-decree) ว่าด้วยสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจปี 2548 แต่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอสเร อัมเบล จังหวัดเกาะกง ที่เป็นพื้นที่สัมปทานนั้น ประกอบด้วยหมู่บ้านซุก (Chhouk) หมู่บ้านซิกอร์(Chikhor) และหมู่บ้านตระเพียง กันดาล(Trapaing Kandal) เป็นชุมชนเกษตรกรรมที่เข้ามาตั้งรกรากมาช้านานอย่างต่ำ 70 ปีมาแล้ว โดยดำรงชีพด้วยการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติเนื่องจากเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง แตงโม มะม่วง และมีที่ลุ่มสำหรับปลูกข้าวและเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน เป็นพื้นที่ที่ถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่ตามนโยบายการใช้ที่ดินอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Land Use Planning – PLUP) โดยบริเวณใกล้เคียงมีป่าชุมชนที่เป็นพื้นที่ใช้สอยสาธารณะที่ชาวบ้านสามารถไปหาเก็บของป่าเพื่อใช้ในครัวเรือนและขายในตัวอำเภอได้ ตามกฎหมายแล้วชาวบ้านที่นี่จึงอยู่อาศัยในที่ดินของตนมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี โดยไม่มีข้อทักท้วง และเป็นการครอบครองอย่างเปิดเผย สงบ เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ พื้นที่ที่บริษัทได้รับสัมปทานจึงไม่ใช่ดินว่างเปล่าไม่มีเจ้าของแต่อย่างใด ตามกฎหมายที่ดินของกัมพูชา (พ.ศ.2544, วรรคที่ 30, 31, 38) ดังนั้นชาวบ้านจึงมีสิทธิ์ครอบครองและมีคุณสมบัติในการขอรับโฉนดที่ดินและมูลค่าตลาดสำหรับที่ดินในกรณีที่มีการเวนคืน[6]

และยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายที่ดินยังระบุว่าการอนุมัติสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจ จะให้ได้ไม่เกิน 10,000 เฮกแตร์ (62,500 ไร่) โดยบุคคลหรือนิติบุคคลเดียวกัน หรือหลาย ๆ นิติบุคคลซึ่งควบคุมโดยบุคคลเดียวกัน ไม่สามารถที่จะได้รับหลาย ๆ สัมปทานที่มีเนื้อที่รวมกันเกิน 10,000 เฮกแตร์ได้ ดังนั้นการที่บริษัทน้ำตาลขอนแก่นตั้งบริษัทขึ้นมาอีก 2 บริษัทเพื่อลงทุนในกิจการน้ำตาลในกัมพูชานั้นจึงไม่ตรงตามข้อกฎหมายดังกล่าว อีกข้อหนึ่งนั้น การจะอนุมัติให้สัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจจะต้องมีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมก่อนตามกฎหมายว่าด้วยการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งในกรณีนี้ไม่มีทั้งการรับฟังความคิดเห็นล่วงหน้า ไม่มีการประกาศให้ทราบ และไม่มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด

นอกจากนั้นชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่าในปี 2549 ได้มีตำรวจเข้ามาขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดิน ทำให้ชาวบ้าน 5 คนได้รับบาดเจ็บจากการทำร้ายของตำรวจ ทั้งการถูกยิงและถูกตีด้วยปืน มีการทำลายเรือกสวนไร่นา ริบสัตว์เลี้ยงและของมีค่าอื่นๆ ซึ่งชาวบ้านกว่า 456 ครอบครัวจาก 3 หมู่บ้านดังกล่าว ต้องสูญเสียที่ดินได้กว่า 5,000 เฮกแตร์ โดยมีชาวบ้านคนหนึ่งบันทึกภาพขณะเกิดเหตุเอารถไถเข้าทำลายบ้านเรือนชาวบ้านไว้ได้ แต่ปรากฏว่าในปีต่อมาชาวบ้านคนนั้นถูกลอบสังหารจนเสียชีวิต และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทนายความและนักเคลื่อนไหวก็ถูกติดตามและถูกคุกคามตลอดการลงพื้นที่จากเจ้าหน้าที่ความมั่นคง[7]

ซึ่งการแผ้วถางที่ดินสัมปทานนี้บริษัทได้อธิบายรายละเอียดว่าเป็นที่ดินรกร้างขาดการพัฒนา เป็นพื้นที่เสื่อมโทรม แต่ชาวบ้านชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดเนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์อย่างที่กล่าวไปข้างต้น

ผลกระทบจากโครงการนี้ทำให้ชาวบ้านถูกตัดขาดจากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ถูกยึดทรัพย์สินและปศุสัตว์ ทั้งยังไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อีกต่อไป เพราะมีการปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้เข้าไปหาของป่า ไม้ไผ่ ใบไม้ซึ่งคือวัสดุก่อสร้างบ้าน หากใครต้องการเข้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงมากจนชาวบ้านไม่สามารถจ่ายได้[8]

นอกจากการถูกไล่รื้อที่และทำร้ายร่างกายแล้ว ผลจากการสูญเสียที่ดินจึงทำให้ชาวบ้านบางส่วนเข้าไปทำงานรับจ้างกับบริษัทเนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพและดำรงวิถีชีวิตเดิมไว้ได้ โดยส่วนใหญ่แล้ว ร้อยละ 66 เป็นลูกจ้างรายวันที่ไม่มีความมั่นคงแน่นอน คือเป็นแรงงานตัดอ้อยในช่วงเก็บเกี่ยว  ทั้งยังได้รับค่าแรงที่ต่ำทั้งที่ทำงานหนัก และเมื่อรายได้ลดลงทำให้ลูกหลานของชาวบ้านต้องออกจากโรงเรียนจนขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะต้องช่วยครอบครัวทำงานทดแทนรายได้ที่สูญเสียไป อีกทั้งพื้นที่ใหม่ที่ย้ายไปไม่เหมาะแก่การดำรงชีพ เนื่องจากเป็นป่าเสื่อมโทรม ดินไม่มีแร่ธาตุ และห่างไกลความเจริญอย่างมาก รถยนต์ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ ดังนั้นแม้จะทำการเกษตรได้ก็ไม่สามารถนำออกขายได้อย่างสะดวก

กรณีพิพาท

กันยายน 2549 ชาวบ้านได้ออกมาเดินขบวนหลายครั้งจากผลกระทบอย่างหนักของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กัมพูชาจากการไล่รื้อที่ดินและการทำรายร่างกาย แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกลับกีดกันไม่ให้หน่วยงาน NGO และคณะกรรมการปฏิบัติงานสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRAC) เข้าติดตามและตรวจสอบ

12 พฤษจิกายน 2549 มีการประชุมระหว่างตัวแทนบริษัทกับผู้นำชุมชน ได้ข้อตกลงว่าให้ชะลอการตัดสินใจไปก่อน โดยบริษัทจะหยุดแผ้วถางและไล่รื้อชาวบ้านออกจากพื้นที่เป็นการชั่วคราว แต่ปรากฏว่าบริษัทกลับละเมิดข้อตกลงเนื่องจากยังคงไล่รื้อชาวบ้านอยู่ตามเดิม

ปี 2550 ชาวบ้านในพื้นที่จำนวน 220 ครอบครัวได้ยื่นฟ้องต่อศาลเกาะกง ประเด็นสัญญาการให้สัมปทานที่ดินผิดกฎหมายระหว่างบริษัทกับรัฐบาลกัมพูชา โดยที่ประชาชนไม่รับรู้และไม่มีบทบาทในกระบวนการการให้สัมปทานที่ดิน แต่ปรากฏว่าบริษัทได้เข้ามาต่อรองและให้เงินกับประชาชนที่ยื่นฟ้อง โดยเหลือ 203 ครอบครัวที่ยังยื่นฟ้องอยู่ อย่างไรก็ตามศาลเกาะกงได้ยุติการพิจารณาคำฟ้องของชาวบ้าน ในปี 2556 และได้โอนให้เป็นกลไกของคณะกรรมการเกี่ยวกับที่ดินพิจารณาแทน ซึ่งการถ่ายโอนนี้ศาลอธิบายว่ากรณีนี้นอกเหนืออำนาจศาล แต่ศูนย์ให้การศึกษากฎหมายกัมพูชายื่นจดหมายถึงคณะกรรมการดังกล่าวว่าให้ส่งฟ้องไปยังศาลจังหวัดเกาะกงอีกครั้ง และหากศาลจะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหน่วยงานนั้นก็ควรเป็นหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินแห่งชาติมากกว่า

5 มีนาคม 2550 ประชาชน 120 คน เดินทางเข้ากรุงพนมเปญเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐหลายแห่ง โดยเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชารับเรื่องและบอกเพียงว่าจะแก้ปัญหาให้

Image may contain: 1 person, text

พฤษภาคม 2550 เลขาธิการรัฐประจำกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้จัดประชุมระหว่างบริษัท ตัวแทนชาวบ้าน และศูนย์การศึกษากฎหมายชุมชน โดยมีข้อเสนอแนะให้บริษัทหยุดไล่รื้อชาวบ้านออกจากพื้นที่ และให้บริษัททำงานร่วมกับประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นไปแล้ว อย่างไรก็ดี ในช่วงระยะ 1 ปีนั้นก็ไม่มีการตอบรับจากบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นก็เพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะที่ได้ไป ทำให้ชาวบ้านบางส่วนตัดสินใจรับเงินชดเชยจากบริษัท จำนวนเกือบ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อที่ดิน 1 เฮกแตร์ ซึ่งเงินจำนวนนี้แท้จริงแล้วเป็นการประเมินที่ต่ำกว่ามูลค่าการสูญเสียที่แท้จริงของชาวบ้าน

26 สิงหาคม 2551 บริษัทน้ำตาลขอนแก่นส่งจดหมายถึงศูนย์การศึกษากฎหมายมหาชน เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมกรณีการละเมิดกฎหมายให้สัมปทานที่ดินและการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชน และศูนย์ศึกษากฎหมายฯ ได้ส่งข้อมูลไปตามที่บริษัทร้องขอ แต่กลับไม่มีการประสานงานจากบริษัทแต่อย่างใด

6 มกราคม 2553 มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ร่วมกับศูนย์การศึกษากฎหมายชุมชน ยื่นคำร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามคำร้องที่ 58/2553 กรณีบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) บริษัทสัญชาติไทยได้รับสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจประเทศกัมพูชา โดยผ่านบริษัทลูก ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายกัมพูชาว่าด้วยการสัมปทานที่ดินเพื่อโครงการด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการยึดครองที่ดินของประชาชนอย่างผิดกฎหมาย โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีมติเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 ว่า แม้บริษัทจะอ้างว่าตนมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยพิจารณาจากช่วงเวลาการเข้ารับสัมปทาน แต่ก็ถือว่าเป็นผู้เข้ามาเอาประโยชน์จากการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น[9]  (กล่าวคือ บริษัทใช้วิธีรับสัมปทานต่อจากบริษัทสัญชาติกัมพูชา โดยอ้างว่าช่วงที่เกิดการทำร้ายร่างกายและไล่รื้อที่ดินชาวบ้านนั้น (พฤษภาคม 2549) เป็นช่วงก่อนที่บริษัทจะเข้ามารับสัมปทานต่อจากบริษัทสัญชาติกัมพูชา (สิงหาคม 2549) แต่การเข้าในพื้นที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่บริษัทมีหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์เรื่องขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานน้ำตาล (เมษายน 2549) ซึ่งหมายความว่าบริษัทน้ำตาลขอนแก่นอาจรับรู้เรื่องการไล่รื้อทำลาย [10] ) จึงมีข้อเสนอแนะนโยบายให้บริษัททบทวนการคืนที่ดินที่เป็นปัญหา พิจารณาจ่ายค่าชดเชย เยียวยาผู้สูญเสียในด้านต่างๆ และให้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ชาวบ้านกลับมาพึ่งพาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้

 

This slideshow requires JavaScript.


 

[1] การชี้แจงด้วยวาจาของบริษัทน้ำตาลขอนแก่นต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 20 กรกฎาคม 2553. จากเอกสารรายงานการตรวจสอบ ที่ 115/2558 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. http://www.terraper.org/web/sites/default/files/key-issues-content/th_kohkong.pdf

[2] รายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่  115/2558

[3] ข้อมูลบริษัทhttp://www.kohkongsugar.com/en/about-us

[4] 1 เฮกแตร์ = 6.26 ไร่

[5] การชี้แจงด้วยวาจาของบริษัทน้ำตาลขอนแก่นต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 20 กรกฎาคม 2553. จากเอกสารรายงานการตรวจสอบ ที่ 115/2558 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. http://www.terraper.org/web/sites/default/files/key-issues-content/th_kohkong.pdf

[6] Land Law Cambodia 2544, ,มาตรา 31)

[7] คำชี้แจงจากผู้ร้องในเอกสารรายงานการตรวจสอบ ที่ 115/2558 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. http://www.terraper.org/web/sites/default/files/key-issues-content/th_kohkong.pdf

[8] คำชี้แจงจากผู้ร้องในเอกสารรายงานการตรวจสอบ ที่ 115/2558 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. http://www.terraper.org/web/sites/default/files/key-issues-content/th_kohkong.pdf

[9] คำชี้แจงจากผู้ร้องในเอกสารรายงานการตรวจสอบ ที่ 115/2558 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ. http://www.terraper.org/web/sites/default/files/key-issues-content/th_kohkong.pdf

[10] การชี้แจงด้วยวาจาของบริษัทน้ำตาลขอนแก่นต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 20 กรกฎาคม 2553. จากเอกสารรายงานการตรวจสอบ ที่ 115/2558 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (อ้างแล้ว).  http://www.terraper.org/web/sites/default/files/key-issues-content/th_kohkong.pdf

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s