โครงการทวาย: ว่าด้วยพัฒนาการ ผลกระทบ และการต่อสู้

โครงการทวาย

หลักกิโลเมตรที่ 0 หมุดหมายอันเป็นจุดเริ่มต้นโครงการ เป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษ

เกือบทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้ร่วมมือผลักดันโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) นับตั้งแต่ปี 2551 โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะพัฒนาเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งจากท่าเรือน้ำลึกทวายในประเทศพม่ากับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังของประเทศไทย โดยชูประเด็นผลประโยชน์ที่จะได้รับของทั้งสองประเทศ โดยพม่าจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ขณะที่ไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่โครงการพัฒนาชายฝั่งด้านตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด และหากมองไปในระดับภูมิภาคอาเซียน ทวายจะกลายเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้า การผลิต และการขนส่งที่สำคัญในระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้ด้วย (Southern Economic Corridor)  ซึ่งโดยโครงการนี้มีบริษัทเอกชนไทยคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งได้รับสิทธิในการพัฒนาและดำเนินการบริหารโครงการฯ ตามระยะเวลาการเช่าที่ดิน 75 ปี ในพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตร (กว่า 1.5 แสนไร่ หรือประมาณเกือบ 10 เท่าของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด) รวมทั้งการก่อสร้างถนนเชื่อมโยงพรมแดนระหว่างไทย-พม่า จากพื้นที่โครงการไปยังด่านพุน้ำร้อนที่ จ. กาญจนบุรี ในระยะทาง 132 กิโลเมตร

โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมักถูกกล่าวถึงจากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจและสื่อบางสำนักในมิติของผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยที่มิติของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่แทบไม่ได้ถูกกล่าวถึงและยังไม่เป็นที่รับรู้กันมากนัก อีกทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งจะเป็นไปในลักษณะเดียวกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อันประกอบไปด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฯลฯ ก็อาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกัน

ในบทความนี้จะนำเสนอให้เห็นถึงข้อมูลโครงการโดยพื้นฐาน ความเป็นมาของโครงการ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นและการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนและประชาสังคมในทวาย ไปจนถึงการดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นของภาครัฐไทย

 

ข้อมูลพื้นฐานและพัฒนาการของโครงการ

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า บมจ. อิตาเลียนไทย ฯ เป็นผู้ได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการทวายแบบเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในช่วงปี 2553 – 2556 บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัท ทวาย ดีเวล็อปเมนต์   จำกัด (Dawei Development Company Limited: DDC) ซึ่งเป็นที่ทางบมจ. อิตาเลียนไทยฯ ร่วมทุนกับ บริษัท แม็กซ์เมียนมา (Max Myanmar) โดยถือหุ้น 75% และ 25% ตามลำดับ  เพื่อทำหน้าที่บริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดย บมจ. อิตาเลียนไทย ได้ถือหุ้นผ่านบริษัท Dawei Development Company Limited (BVI) จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่ง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ  ถือหุ้นอยู่ในบริษัท Dawei Development Company Limited (BVI) ในสัดส่วน 75% โดยบริษัทย่อยอีกต่อหนึ่ง[1]

นอกจากนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน  บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อยในต่างประเทศ เพื่อการระดมทุนและบริหารโครงการฯ ซึ่งจัดตั้งบริษัทย่อยใน ฮ่องกง, หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน และสาธารณรัฐมอริเชียส เป็นจำนวนมากกว่า 22 บริษัท ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับโครงการทวายฯ[2]

ในช่วงนี้เอง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ได้เริ่มพัฒนาโครงการไปแล้วบางส่วน คือ ได้ทำการก่อสร้างเส้นทางถนนเข้า – ออก ชั่วคราว จากตัวโครงการฯ ไปยังด่านพุน้ำร้อน การจัดสรรพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ  ท่าเรือขนาดเล็ก 2 ท่า เพื่อขนส่งอุปกรณ์ในการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก หมู่บ้านรองรับผู้อพยพ

เมื่อถึงเดือน พ.ย. 2556 บมจ. อิตาเลียนไทยฯ หมดสัญญาในการเป็นผู้พัฒนาโครงการ และดูเหมือนว่าการก่อสร้างต่าง ๆ ยังไม่มีความคืบหน้ามากนักและก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม 255 ทางบริษัทร่วมทุนของเมียนมาอย่าง บริษัท แม็กซ์ เมียนมา ก็ได้ถอนการลงทุนออกไปจากบริษัท ทวาย ดีเวล็อปเมนต์ ฯ[3] กอปรกับทาง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ เองก็ไม่สามารถระดมทุนเพื่อการพัฒนาโครงการได้[4] ส่งผลให้รัฐบาลเมียนมาขาดความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงการทวายของ บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาจึงได้เข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการด้วยตนเอง ภายใต้บริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ชื่อบริษัท ทวาย เอสอีแซด ดีเวล๊อปเมนต์ (Dawei SEZ Development Co., Ltd.) เพื่อเข้ามาบริหารโครงการทวาย รวมทั้งเป็นผู้ประสานงานหลัก และชักชวนให้ผู้พัฒนาโครงการต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในบริษัทนิติบุคคลย่อย 7 สาขา (SPC) ตามที่มีการระบุไว้ในกรอบความตกลงฉบับใหม่ ซึ่งลงนามร่วมกับคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย[5]  ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับการลงทุนใน 7 ภาคส่วนที่สำคัญในโครงการฯ อันได้แก่ ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน แหล่งน้ำ โทรคมนาคม ถนนและทางรถไฟเชื่อมต่อมายังชายแดนไทย ซึ่งในภายหลังราวปลายปี 2558 รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการทวาย โดยเข้าถือหุ้นร่วมกับรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาผ่านบริษัทดังกล่าวด้วย[6] อย่างไรก็ดี บมจ. อิตาเลียนไทยฯ จะยังคงมีหน้าที่ในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน (Maintenance Work) ที่ได้มีการก่อสร้างไปแล้ว  และจะได้รับเงินที่ลงทุนไปแล้วคืนจากบริษัทนิติบุคลเฉพาะกิจ[7] ดังนั้น นับตั้งแต่นั้นมา บมจ. อิตาเลียนไทยฯ จึงไม่ได้มีสถานะเป็นผู้พัฒนาโครงการทวายทั้งโครงการเต็มรูปแบบ

หลังจากที่โครงการทวายตกไปอยู่ในภายใต้การบริหารของภาครัฐของทั้งสองประเทศ ก็ได้มีการแบ่งการพัฒนาโครงการออกเป็นสองระยะด้วยกัน คือ ระยะแรกเริ่ม (Initial Phase) และระยะสมบูรณ์ (Full Phase) ซึ่งในการพัฒนาโครงการระยะแรกเริ่มนั้น ทาง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ก็ได้มีโอกาสกลับเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ทาง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ได้ร่วมมือกับคู่สัญญาธุรกิจอย่างสวนอุตสาหกรรมโรจนะจัดตั้งบริษัท เมียนทวาย อินดัสเทรียล เอสเตท จำกัด (Myandawei Industrial Estate Company Limited) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศเมียนมา โดยจัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2558 ซึ่ง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว 50%[8] โดยได้ลงนามในสัญญาสัมปทานกับทางคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในวันที่ 5 สิงหาคม 2558 ซึ่งจะได้รับสิทธิในการพัฒนาบนพื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร และได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีกต่างหาก 8 ตารางกิโลเมตร รวมเป็นพื้นที่ขาย 16,000 ไร่ โดยมีระยะเวลาในการพัฒนาทั้งสิ้น 8 ปี มูลค่าการลงทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5.9 หมื่นล้านบาท มีระยะเวลาตามสัญญาสัมปทาน 50 ปี และสามารถขยายเพิ่มได้อีก 25 ปี รวมทั้งสิ้น 75 ปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เมียนมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ พรรค NLD ของนางออซาน ซูจี ได้เข้ามาบริหารประเทศในช่วงปลาปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ทำให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ทั่วประเทศต้องถูกชะงักลง เพื่อที่รัฐบาลใหม่จะทำการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในขณะนี้โครงการทวายเองก็ยังไม่มีความคืบหน้า และกำลังได้รับการพิจารณาจากทางรัฐบาลเมียนมาถึงความเหมาะสมของโครงการ อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลไทยได้ยื่นเสนอเงินกู้ 4,500 ล้านบาท แก่รัฐบาลเมียนมา เพื่อพัฒนาถนนสองช่องทางเชื่อมต่อไปยังโครงการทวาย[9] แต่ ณ ปัจจุบัน รัฐบาลเมียนมายังไม่ได้รับตอบรับความช่วยเหลือทางการเงินดังกล่าว

 

ผลกระทบที่ไม่อาจเรียกคืน

เป็นระยะเวลากว่า 7 ปี นับตั้งแต่ บมจ. อิตาเลียนไทยฯ เริ่มเข้าไปพัฒนาโครงการทวายในปี 2553 ชาวบ้านในพื้นที่โครงการและพื้นที่โดยรอบที่เกี่ยวข้องหลายรายได้รับผลกระทบจากการพัฒนาดังกล่าว โดยสามารถชี้แจงผลกระทบออกเป็น 4 พื้นที่ด้วยกัน ตามรายงานของสมาคมพัฒนาทวาย[10] ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ ข้อมูลต่อไปนี้จะเป็นการรายงานถึงผลกระทบที่ได้เกิดขึ้นแล้วเป็นหลัก

1) พื้นที่ท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม (ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ)

หลังจากที่ บมจ. อิตาเลียนไทยฯ เริ่มเข้าไปทำกิจกรรมการก่อสร้างที่บริเวณชายฝั่งในส่วนของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในปี 2553 โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าให้กับชาวบ้านในพื้นที่ทราบ ในปี 2554 ได้มีประกาศออกมาว่าจะมี 19 หมู่บ้านต้องถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่เพื่อก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นจำนวนที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการอีก 3 แห่ง รวม 22 หมู่บ้าน ตัวอย่างเช่น หมู่บ้านเต็งจี หมู่บ้านกามองซอง หมู่บ้านเลซอง หมู่บ้านมะยินจี หมู่บ้านมูดู หมู่บ้านปากอซอน หมู่บ้านปาราดัต หมู่บ้านเว็ตซอง หมู่บ้านยาลายง์ และหมู่บ้านบาวาร์ เป็นต้น

จากการสำรวจผลกระทบความเสียหายของสมาคมพัฒนาทวายพบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวต้องสูญเสียที่ดิน บ้านหลายหลังถูกทำลาย และจากการที่ถนนตัดผ่านพื้นที่นา ทำให้น้ำในลำธารไม่สามารถไหลผ่านได้ตามปกติ ที่นาไม่สามารถเพาะปลูกได้ เนื่องจากดินถล่มและเกิดน้ำท่วมทำลายที่นา ป่าชายเลนในบางพื้นที่ถูกทำลาย ทรัพยากรสัตว์ในป่าชายเลนบางแห่งสูญหายไม่ก็หาได้ยากมากขึ้น ส่งผลต่อการดำรงชีวิตและความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ในบางพื้นที่ที่มีการระเบิดภูเขาส่งผลให้ดินไหลไปทับถมที่นาของชาวบ้านและกีดขวางทางน้ำ กอปรกับน้ำเสียที่ไหลมาจากโครงการจากการใช้เครื่องจักรได้ไหลลงลำธารที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภคทำให้น้ำเน่าเสียหาย ส่งกลิ่นเหม็นและไม่สามารถใช้อุปโภคและบริโภคได้ตามปกติ

2) พื้นที่ใกล้เคียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านที่ถูกละเลยไปจากรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นทางการ ตามที่ทางบริษัทจัดทำ ซึ่งสามารถแบ่งพื้นที่ออกได้เป็น 3 ส่วน

  • เขตก่อสร้างท่าเรือขนาดเล็ก – หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบในส่วนนี้ คือ หมู่บ้านหงาปิดัต ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ชาวบ้านกว่า 70 ครอบครัว ต้องสูญเสียที่ดินเพื่อการก่อสร้างถนนเลียบชายหาดและท่าเรือขนาดเล็ก สำหรับเป็นทางออกทะเลเพื่อขนส่งอุปกรณ์ให้กับการก่อสร้าง โดยสูญเสียที่ดินไปตั้งแต่ปี 2553 ทั้งที่หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่นอกเขตพื้นที่โครงการ
  • เขตพื้นที่อพยพย้ายถิ่นฐานใหม่ – หมู่บ้านบาวาร์ถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับรองรับชาวบ้านที่ถูกโยกย้าย ส่งผลให้ชาวบ้านในบาวาร์เองกลับสูญเสียที่ดินเพื่อนำไปสร้างบ้านกว่า 480 หลัง
  • เขตพื้นที่เหมืองหิน – เนินเขาในพื้นที่หมู่บ้านปาราดัตถูกทำลายเพื่อสร้างเหมืองหินสำหรับงานก่อสร้าง และชาวบ้านในหมู่บ้านมะยินจีกว่า 28 ครัวเรือนยังสูญเสียที่ดินทำกินไปในช่วงปี 2553 เพื่อถูกทำเป็นเขตพื้นที่เหมือง

พื้นที่ในบริเวณดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ชาวบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ดังกล่าวที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ประกอบชีพทำนา ทำสวน ทำนาเกลือ และทำประมง

จากการสำรวจของสมาคมพัฒนาทวายพบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการทั้งด้านการสูญเสียที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ การก่อสร้างส่งผลให้น้ำไม่ไหลเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก ที่นาถูกยึด และถูกห้ามไม่ให้สร้างบ้านหรือประกอบกิจกรรมในการประกอบอาชีพใด ๆ ในบางพื้นที่ยังได้รับฝุ่นละอองจากเหมืองหิน

3) พื้นที่ถนนเชื่อมต่อ

ในส่วนของพื้นที่นี้จะประกอบไปด้วยถนน ทางรถไฟ ท่อส่งก๊าซและน้ำมัน และสายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งจะถูกลำเลียงและเชื่อมต่อจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังประเทศไทย  โดยเส้นทางลำเลียงและคมนาคมขนส่งนี้จะถูกแบ่งเป็น 2 เส้นทาง เส้นทางแรก “ถนนเข้าออกชั่วคราว” จากเขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังบ้านพุน้ำร้อน ซึ่งขณะนี้ได้มีการเปิดสัญจรและใช้งานแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่กว่า 13 หมู่บ้าน ถูกยึดที่ดินเพื่อนำไปสร้างถนนดังกล่าว เส้นที่สอง รองรับถนนหลวง 8 ช่องจราจร สายส่งกระแสไฟฟ้า ท่อก๊าซและน้ำมัน และทางรถไฟ

หมู่บ้านส่วนใหญ่ที่ถูกยึดที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนเชื่อมต่อ อยู่ในเขตพื้นที่สูง ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง มีประวัติการตั้งถิ่นฐานอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ประกอบอาชีพทำสวนเป็นหลักเพื่อสร้างรายได้และความมั่งคั่งให้กับครอบครัว โดยส่วนมากมักทำสวนหมาก สวนยางพารา ไม่นิยมทำนาข้าว แต่หลายครัวเรือนทำไร่ข้าวหมุนเวียน ชาวบ้านในพื้นที่นี้กว่าร้อยละ 94 เป็นเจ้าของที่ดิน มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังทำปศุสัตว์ และทำประมงน้ำจืด ตัวอย่างเช่น หมู่บ้านขาทาราคี หมู่บ้านกาตองนี หมู่บ้านมยิตตา หมู่บ้านปินธาดอว์ และหมู่บ้านกาโลนท่า เป็นต้น

4) พื้นที่อ่างเก็บน้ำ (เขื่อน)

ในส่วนของพื้นที่อ่างเก็บน้ำนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาไกลออกไปทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของโครงการ โดยอ่างเก็บน้ำจะท่วมเนื้อที่กว่า 7-12 ตารางกิโลเมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำหลักป้อนให้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชาวบ้านหมู่บ้านกาโลนท่า ทั้งหมด 182 ครัวเรือน โดยมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 1,000 คน นอกจากนั้นแล้วหมู่บ้านกาโลนท่าเองยังได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการสร้างถนนเชื่อมต่อด้วย

DSCN6178

ป้ายชื่อของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ในบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

ความบกพร่องของธรรมาภิบาลการลงทุนและการพัฒนา

นอกจากผลกระทบในเชิงกายภาพต่อพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว ในเชิงของธรรมาภิบาลการลงทุนหรือการพัฒนาโครงการนั้น ไปจนถึงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขาดการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการ การขาดการชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยในส่วนของการเวนคืนที่ดินนั้นชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบได้รับข้อมูลไม่เพียงพอทั้งในส่วนของโครงการ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนและวิถีชีวิตของพวกเขาหากต้องถูกโยกย้าย กิจกรรมชี้แจงข้อมูลที่จัดขึ้นโดยภาครัฐและบริษัทไม่ได้เข้าถึงประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ ไม่มีการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตัดสินใจ ปราศจากการยินยอมจากชาวบ้านส่วนใหญ่ และมีเพียงจำนวนน้อยมากที่ได้รับเอกสารสิ่งพิมพ์ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ ส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลจากการบอกต่อกันเองและจากสื่อท้องถิ่น นอกจากนี้ในส่วนของการเยียวยาและชดเชยความเสียหายนั้นก็ไม่ได้มีมาตรฐานที่ชัดเจน[11] ในรายงานของสมาคมพัฒนาทวายระบุว่า 63% ของผู้ให้ข้อมูลกล่าวว่าเจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับค่าชดเชยแต่อย่างใด ทั้งในแง่ของการกำหนดราคาและกระบวนการชดเชย แต่มีบางรายที่ได้รับค่าชดเชยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ยังพบว่ามีความบกพร่อง เนื่องจากมีความล่าช้า และไม่จ่ายเต็มจำนวนตามที่ตกลงกันไว้ และบางส่วนยังรอการจ่ายค่าชดเชยอยู่ ในจำนวนของผู้ที่ได้รับค่าชดเชยแล้วนั้น มีเพียงบางรายที่ได้รับเอกสารการรับเงินอย่างเป็นทางการที่มีการระบุตัวเลขการคำนวณและการจ่ายค่าชดเชย[12] อีกทั้งในส่วนของการจัดการการอพยพโยกย้ายนั้น แม้ว่าทางบริษัทจะได้ทำการก่อสร้างบ้านสำหรับผู้อพยพจากพื้นที่โครงการในหมู่บ้านบาวาร์แล้วทั้งหมด 480 หลัง ซึ่งมีผู้เข้าอาศัยเพียงหนึ่งครอบครัวเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพและความคงทนแข็งแรงของตัวบ้าน เพราะได้เกิดเหตุการณ์พายุพัดแรงจนหลังคาบ้านพังลงมา นอกจากนี้ในพื้นที่รองรับผู้อพยพเองก็มีที่ดินไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร ราคาที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวก็สูงกว่าอัตราค่าชดเชยที่ชาวบ้านได้รับ[13] อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันไม่มีผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอพยพแล้ว

 

ความเคลื่อนไหวของประชาชนและภาคประชาสังคมทวาย

ผลกระทบต่าง ๆ เริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อประชาชนในพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมและเส้นทางเชื่อมโยงสู่ประเทศไทย ต้องเผชิญกับปัญหาการเวนคืนที่ดินหรือการเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และความไม่ชัดเจนในการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงเป็นแรงผลักดันให้ประชาชนในเมืองทวายออกมารณรงค์คัดค้านโครงการทวายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 โดยการแสดงพลังการเคลื่อนไหวของประชาชนและภาคประชาสังคมในทวายนั้นมีหลายลักษณะด้วยกัน และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

DSCN5820

ผืนนาอันอุดมสมบูรณ์ใกล้เมืองทวาย

วันที่ 15 ธันวาคม 2554 สมาคมพัฒนาทวาย จัดแถลงข่าวที่กรุงย่างกุ้ง โดยออกแถลงการณ์แสดงออกถึงความวิตกกังวลต่อโครงการซึ่งจะทำให้ประชาชนในพื้นที่กว่า 30,000 คน รวมถึงสถานศึกษา ศาสนสถาน จาก 19 หมู่บ้านต้องโยกย้ายออกจากพื้นที่ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยึดมั่น “การพัฒนาสีเขียว” และการให้ความสำคัญกับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอันดับแรก โดยในอีกหนึ่งเดือนถัดมาทางสมาคมพัฒนาทวายและชาวบ้านในพื้นที่ทวายได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งจะเกิดขึ้นในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่ชายหาดเมามะกัน โดยเรียกร้องการพัฒนาที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม[14]

นอกจากการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่โครงการแล้ว ทางภาคประชาสังคมในฝังประเทศไทยก็ได้ให้ความสนใจและมีการออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ด้วย โดยในวันที่ 5 มกราคม 2555 ทางภาคประชาสังคมไทย 18 องค์กรก็ได้มีการแสดงออกเกี่ยวกับความกังวลว่าโครงการอาจส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อคนในพื้นที่ และแสดงถึงความกังวลในสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในโครงการดังกล่าว  และต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ภาคประชาสังคมไทยได้จัดแถลงข่าวเพื่อตั้งคำถามต่อรัฐบาลและบริษัทในเรื่องจริยธรรมและธรรมาภิบาลในโครงการ และแสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยเข้าสนับสนุนโครงการนี้โดยใช้เงินแผ่นดิน[15]

สำหรับการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่โครงการนั้นก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มมีกระแสข่าวว่าทาง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ กำลังหมดสัญญาพัฒนาโครงการ ในวันที่ 20 กันยายน 2555 ชาวบ้านได้รวมตัวกันจัดกิจกรรมเพื่อต่อต้านโครงการ ชาวบ้านในหมู่บ้านกาโลนท่า ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำเพื่อนำน้ำไปใช้ในโครงการได้ทวงถามถึงบัญญัติ 4 ข้อเกี่ยวกับการลงทุนของต่างชาติที่ประธานาธิบดีเต็งเส่ง เคยดำริไว้ คือ 1) ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน 2) ปกป้องศักดิ์ศรีแห่งรัฐ 3) ปกป้องอธิปไตยของชาติ และ 4) การลงทุนของต่างชาติต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างถนนเชื่อมต่อยังได้ติดป้ายคัดค้านโครงการว่า “หยุดสร้างมาบตาพุดอีกแห่งในทวาย” ต่อมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ได้เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านในหมู่บ้านกาโลนท่าเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน แต่ชาวบ้านต้อนรับด้วยการติดป้าย “ไม่เอาเขื่อน” และ “ไม่โยกย้าย” หลังจากนั้นในอีกหนึ่งเดือนถัดมา ชาวบ้านได้แสดงเจตจำนงต่อรัฐบาลในการไม่โยกย้ายออกจากพื้นที่ในเวทีที่ทางรัฐบาลจัดขึ้นเพื่อเป็นการเปิดเวทีชี้แจงเกี่ยวกับโครงการ[1ุ6]

นอกจากการเคลื่อนไหวภายในประเทศเมียนมาแล้ว ทางภาคประชาสังคมทวายยังได้ขยับการเคลื่อนไหวออกนอกพรมแดนมากขึ้น ในเดือนมีนาคม 2556 ทางสมาคมพัฒนาทวายได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประเทศไทย เกี่ยวกับข้อกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนในโครงการทวาย โดยกล่าวว่าบริษัทดำเนินโครงการโดยไม่คำนึงถึงหลักการดังกล่าว ชาวบ้านในพื้นที่กว่า 32,000 คน ต้องโยกย้ายและไม่ได้รับค่าชดเชยที่เป็นธรรม  และตลอดช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2556 ชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการได้จัดกิจกรรมและการแสดงออกที่ชัดเจนมากขึ้น โดยมีการปิดถนนในหมู่บ้านตะบิวซองเพื่อประท้วง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ เนื่องจากไม่มีความเป็นธรรมและไม่โปร่งใสในการจ่ายค่าชดเชย นอกจากนั้น ได้มีการปิดถนนระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 37-38 รวมถึงยึดยานพาหนะของบริษัท เพื่อแสดงถึงความไม่พอใจที่บริษัทไม่ได้ชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับพวกเขา  โดยเฉพาะที่ทำกินอย่างเรือกสวนไร่นาของพวกเขา

การเคลื่อนไหวของประชาชนและภาคประชาสังคมทวายค่อย ๆ ลดความเข้มข้นลง หลังจากที่ บมจ. อิตาเลียนไทยฯ หมดสัญญาการเป็นผู้พัฒนาโครงการทวายอย่างเต็มตัว แต่ถึงกระนั้นเมื่อภาครัฐของทั้งสองประเทศ และรวมถึงรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาเป็นผู้บริหารโครงการ ก็ได้ส่งผลให้โครงการยังคงเดินหน้าต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นในปี 2558 บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ก็ได้รับสัมปทานในการเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการทวายอีกครั้งแม้จะเฉพาะในระยะแรก (Initial Phase) ก็ยิ่งทำให้เป็นการผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่มากขึ้น

 

การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความพยายามแก้ไขปัญหาของภาครัฐไทย

จากการยื่นหนังสือร้องเรียนดังกล่าว ได้นำไปสู่การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโครงการทวายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนมีรายงานการตรวจสอบออกมา พร้อมกับข้อเสนอแนะต่อทางคณะรัฐมนตรี คือ ให้ทาง บมจ. อิตาเลียนไทยฯ พิจารณาดำเนินการชดเชยและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการฯ โดยให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาดำเนินการชดเชยเยียวยาของบริษัทในทุกขั้นตอน จนกว่าจะได้รับการชดเชยและเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรม พร้อมทั้งแนะนำให้คณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยอื่นงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทยให้เคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน โดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน: การปฏิบัติตามกรอบการคุ้มครอง เคารพ เยียวยา[17]

ในที่สุด เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรี[1]พิจารณาผลตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ซึ่งมีเค้าโครงข้อเสนอจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนในต่างประเทศ และกรณีโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย ร่างขอบเขตงาน (Terms of Reference) ของสัญญาหรือข้อตกลงที่จะมีขึ้นในอนาคต กลไกกำกับดูแล หรือสนับสนุนภาคเอกชนในการเคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน การผลักดันมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้มีการนำหลักการดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้มีการส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการและธุรกิจ นอกจากเสริมสร้างองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจแล้วยังมีการสอดแทรกสร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการเห็นถึงความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนผ่านการอบรมสัมมนาและการจัดกิจกรรม รวมทั้งจัดประกวดและมอบรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวนี้ ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่กล่าวถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน จากการลงทุนของภาคเอกชนไทยในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นรูปธรรม เว้นเสียแต่ในขณะนี้ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กำลังจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights) ซึ่งจะมีร่างแรกออกมาภายในปี 2561


อ้างอิง

[1] อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์, รายงานประจำปี 2554,

[2] อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์, รายงานประจำปี 2555, หน้า 7 และ 84

[3] โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง มูลฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, จากมาบตาพุดสู่ทวาย: การพัฒนาหรือทำลายข้ามพรมแดน (กรุงเทพฯ: โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ), 2556.

[4] ผู้จัดการออนไลน์, ล้มสัญญา “ทวาย” พม่าเสนอตั้ง บ. ร่วมทุนใหม่ ถือสัญญาแทน “อิตาเลียนไทย”, http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000001026

[5] อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์, รายงานการเงินประจำปี 2556.

[6] สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน, การลงนามในสัญญาผู้ถือหุ้น บริษัททวาย เอสอีแซด ดีเวล็อปเมนต์, เข้าถึงได้จาก http://www.neda.or.th/home/news-detail.php?id=31&item=147

[7] อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์, รายงานการเงินประจำปี 2556.

[8] Myandawei Industrial Estate Company Limited, About MIE,  http://www.daweiindustrialestate.com/page_a.php?cid=85&cname=About%20MIE

[9] ประชาชาติธุรกิจ, ครม. อนุมัติปล่อยกู้พม่า 4.5 พันล้าน ไม่คิดดอกเบี้ย สร้างถนนพัฒนาเขต ศก. พิเศษทวาย, https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1430998456

[10] สมาคมพัฒนาทวาย. เสียงจากชุมชน: ข้อกังวลเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและโครงการที่เกี่ยวข้อง. ม.ป.พ., สมาคมพัฒนาทวาย, 2557.

[11] เรื่องเดียวกัน

[12] เรื่องเดียวกัน

[13] เรื่องเดียวกัน

[14] เรื่องเดียวกัน

[15] เรื่องเดียวกัน

[16] เรื่องเดียวกัน

[17]  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, รายงานผลการตรวจสอบที่ 1220/2558, 23 พฤศจิกายน 2558.

[18] สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, สรุปผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานผลการพิจารณาคำร้องที่มีข้อเสนอแนะนโยบาย เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีการดำเนินโครงการท่ารเอน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงในการพัฒนาโครงการดังกล่าว ที่มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวทวาย, 17 พฤษภาคม 2559.

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s