จากสถานการณ์การที่ทุนไทยขยายการลงทุนไปสู่ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างและเมียนมาซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และยังคงดำเนินการรุดหน้าต่อไปโดยไม่มีกลไกใดมากำกับดูแล ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนที่ขาดความรับผิดชอบ ทั้งในกัมพูชา, ลาว และเมียนมา อันก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น ผลกระทบต่อวิถีชีวิต การแย่งยึดที่ดิน และการใช้กำลังเพื่อไล่รื้อหมู่บ้านหรือชุมชน
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบได้เรียกร้องถึงกรณีการถูกละเมิดตามสิทธิเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขและเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ มาโดยตลอด โดยช่องทางหนึ่งคือการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุยชนแห่งชาติได้รับข้อร้องเรียนและทำการตรวจสอบการลงทุนข้ามแดนของไทยกรณีการลงทุนนอกเขตอำนาจอธิปไตยและความรับผิดชอบของรัฐไทย โดยจากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงได้ออกเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อให้ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) จากข้อเสนอแนะนี้ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีมีมติออกมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 และ พ.ศ. 2560 ที่รับรองให้เกิดมาตรฐานในการปฏิบัติตามหลักการของ UNGPs  และระบุให้มีการจัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยให้เคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนโดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (การปฏิบัติตามกรอบการคุ้มครอง เคารพ เยียวยา) ดังกล่าวมาเป็นกรอบในการดำเนินการของการลงทุนในต่างประเทศประกอบกับเมื่อครั้งการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นประธานในการลงนามปฏิญญาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้คำมั่นว่า รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐจะรักษาพันธสัญญาในการทำหน้าที่เพื่อให้ความเคารพ และคุ้มครองบุคคลและชุมชนจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังมีการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights (NAPs)) ซึ่งหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการจัดทำแผนนี้ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ อันเป็นหน่วยงานตามที่ได้ระบุไว้ในมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ พฤษภาคม พ.ศ. 2559 และพฤษภาคม พ.ศ. 2560

หลังจากมติคณะรัฐมนตรีและการลงนามดังกล่าวออกมาแล้ว คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบด้านธุรกิจสัญชาติไทยข้ามพรมแดน ผู้เชี่ยวชาญ และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน และฐานทรัพยากร ได้ร่วมจัดการประชุมติดตามผลการดำเนินงาน ตามมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย อันเกี่ยวเนื่องจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ[1]

จากการประชุมในครั้งนี้ทั้งคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญได้สะท้อนข้อกังวลต่อการดำเนินการของภาคเอกชนและข้อสังเกตในช่องว่างในกระบวนการทำงานของภาครัฐโดยสรุป ดังนี้

– การใช้ช่องว่างทางกฎหมาย หรือนโยบายโดยแนวทางของการดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ ที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเพิ่มการลงทุนภาคเอกชน และการถ่ายโอนการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรไปยังกลุ่มทุนต่างๆ การตีความพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม (พ.ศ.2535) ว่าหากเป็นการดำเนินการนอกประเทศไทยไม่ต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบ หากในความเป็นจริงแล้วหลายโครงการล้วนมีผลกระทบข้ามพรมแดน รวมถึงการขาดกลไกในการกำกับติดตามในเชิงรุก หรือการป้องกันผลกระทบ เนื่องจากใช้กลไกโดยสมัครใจในการดำเนินการมากกว่าการสร้างข้อบังคับ

– กระบวนการลงนามสร้างความร่วมมือ หรือ MOU ตลอดจนการปรึกษาหารือต่างๆ ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีกระบวนการให้ข้อมูล และใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูล มีการหน่วงเหนี่ยวเวลาหรือการดำเนินการศึกษาผลกระทบหลังจากที่มีการเริ่มต้นโครงการแล้ว ทั้งยังละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการข่มขู่ หรือการบังคับซื้อที่ดิน การเยียวยาที่ไม่เป็นธรรม การไม่มีอาชีพรองรับภายหลังในกรณีที่มีการสูญเสียรายได้และทีดินทำกิน

– รูปแบบการดำเนินการของธุรกิจสัญชาติไทยในต่างประเทศ มักจะปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอาศัยข้ออ้างทางกฎหมาย อีกทั้ง กฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งยังขาดประสิทธิภาพในการติดตาม การบังคับใช้ รวมถึงกลไกอื่นๆ ที่มีอยู่ อาทิ คณะกรรมการแม่น้ำโขง ก็ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินการ

ซึ่งข้อเสนอจากการประชุมสรุปได้ ดังนี้

-การจัดทำ National Action Plans (NAPs) ต้องไปเป็นตามหลักการ United Nations Guiding Principles (UNGPs) และนำหลัก Equator Principles (มาตรฐานสากลในการพิจารณาสินเชื่อ) มาใช้ในการดูแลการลงทุน โดย ธนาคารแห่งประเทศไทยควรมีหน้าที่รับผิดชอบในกระบวนการนี้

-การนำมาตรการการเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจ/กึ่งบังคับ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) มาใช้อย่างจริงจัง

-คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติผลักดันให้ใช้ UNGPs อย่างแพร่หลาย และตรวจสอบผลการดำเนินการ และควรนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้ในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยควรจัดทำช่องทางการทำงานอย่างเป็นทางการกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกลไกกำกับการดำเนินการของธุรกิจ

-รัฐบาลต้องจัดตั้งกลไก หรือคณะกรรมการเป็นกลไกพิเศษในการกำกับดูแล โดยให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำหน้าที่ในการผลักดัน

ซึ่งจากการชี้แจงของแต่ละหน่วยงาน พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือการขาดความชัดเจน และหน่วยงานไม่มีการนำมติดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ขาดการกำกับติดตาม หรือดูแลผลการปฏิบัติงาน ดังนั้น จึงมีข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้รัฐบาลตั้งกลไก หรือคณะกรรมการเป็นกลไกพิเศษในการกำกับดูแล โดยให้ กสม. ทำหน้าที่ในการผลักดันการดำเนินงาน และให้กสม. โดยคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ทำหนังสือประสานไปที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ให้มีการพิจารณาข้อเสนอใน NAPs

นับจากวันประชุมติดตามผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนกันยายน 2560 จนถึงขณะนี้ ในปี 2561 โครงการต่างๆ ก็ยังคงมีความคืบหน้า และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดนิ่ง ดังสรุปเหตุการณ์ได้ดังนี้

ความคืบหน้าโครงการ

เหมืองถ่านหินบานชอง : บริษัทเอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินทุนของเหมืองถ่านหินบานชอง (ร่วมกับบริษัท อีสต์ สตาร์) ต้องยุติการลงทุนในเหมืองลง เนื่องจากถูกธนาคารกรุงไทยกล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงโดยการปลอมแปลงใบตราส่งสินค้าทางเรือ (Bill of lading-B/L) นำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซีย รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท เป็นเหตุให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พร้อมยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ในวันที่ 24 กรกฎาคม

                โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย : รัฐสภาเมียนมาอนุมัติเงินกู้ผ่อนปรน 4,500 ล้านบาท[2] หลังจากรัฐบาลไทยได้เสนอให้รัฐบาลเมียนมากู้เงิน โดยให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA ในสังกัดกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ปล่อยกู้ เพื่อปรับปรุงถนนสองช่องทางจากจุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และทางรัฐบาลเมียนมาเองยังมีท่าทีชัดเจนว่าจะมีการเดินหน้าโครงการทวายต่อไป และการกดดันจากทางภาครัฐของญี่ปุ่นยังมีอยู่ต่อเนื่องเพื่อให้เดินหน้าโครงการโดยให้มีการดำเนินโครงการไปพร้อมกันทั้งสองระยะ โดยรัฐบาลเมียนมาออกมาประกาศว่าจะมีการเริ่มปรับปรุงถนนสองช่องทางในช่วงกลางปีนี้ และ ณ ขณะนี้ทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ในนามของบริษัท เมียนทวาย อินดัสเทรียล เอสเตทจำกัด ก็ได้ดำเนินการจัดทำร่างรายงานฉบับแก้ไขสำหรับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม(Revised Draft Final Report for Environmental and Social Impact  Assessment: ESIA) ในส่วนของถนนสองช่องทางไปแล้ว โดยการอนุมัติกู้เงินนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่มาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการให้กู้เงิน 4,500 ล้านบาท และยังคงไม่เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ จึงเกิดข้อสังเกตว่ามติคณะรัฐมนตรี เมื่อ พฤษภาคม 2559 กรณีท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่ให้มีกลไกกำกับดูแลหรือสนับสนุนภาคเอกชนในการเคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน การผลักดันมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principle on Business and Human Rights: UNGP) นั้น จะเกิดขึ้นจริงและมีการบังคับใช้อย่างจริงจังได้หรือไม่และเหตุใดจึงไม่ปฏิบัติตามมติ ปี 2559 ดังกล่าว หรือท่าทีที่พยายามยามผลักดันโครงการในครั้งนี้จะซ้ำรอยการเห็นแก่ประโยชน์ในด้านธุรกิจและซ้ำเติมให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้คงอยู่เช่นเดิมอย่างไม่คิดแก้ไข

                โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง : หลังจากการประชุมเจรจาหารือระหว่างผู้แทนบริษัทต้าถัง(ลาว) เขื่อนไฟฟ้าปากแบ่ง จำกัด และตัวแทนภาคประชาชนริมแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่โฮงเฮียนแม่น้ำของ จังหวัดเชียงราย[3] จนถึง ณ วันนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตยังไม่ได้ลงนามการซื้อขายไฟฟ้าแต่อย่างใด[4] เนื่องจากต้องรอการทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของไทย (Power Development Plan) ฉบับใหม่ให้เสร็จสิ้นก่อน ในขณะที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป กลับมีความคืบหน้าว่าจะลงทุนในโครงการเขื่อนปากแบงต่อไป[5]

ความเคลื่อนไหวภาคประชาชนและภาคประชาสังคม

โครงกรเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง : ผลจากการยื่นอุทธรณ์ในคดีโครงการเขื่อนปากแบง ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดแล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2560 โดยมีผู้ฟ้องคดีคือ กลุ่มรักษ์เชียงของ นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว นายจีรศักดิ์ อินทะยศ และนายพิศณุกรณ์ ดีแก้ว รวม 4 ราย และผู้ถูกฟ้องคดี คือ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย

โครงการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจเพื่อปลูกอ้อยและทำโรงงานน้ำตาล จังหวัดโอดอเมียนเจย กัมพูชา : ตัวแทนของชาวบ้านจาก 5 หมู่บ้าน ในอำเภอสำโรง จังหวัดโอดอร์ เมียนเจย์ (Oddar Meanchey) ประเทศกัมพูชา จำนวน 2 คนได้เดินทางเข้ายื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทไทยที่ลงทุนข้ามพรมแดนในประเทศเพื่อนบ้าน ณ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้[6] เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้ชาวบ้านจากกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการแย่งยึดที่ดิน ขับไล่ชาวบ้านจากที่ดิน เผาทำลายบ้านเรือน ภายใต้โครงการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจ ซึ่งการฟ้องครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทข้ามชาติไทยที่ลงทุนและสร้างผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศโดยได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนและสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม

                โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย : ชาวบ้านทวายที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างถนน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เข้ายื่นจดหมายร้องเรียนถึงรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพม่า[7] เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 เพื่อเรียกร้องเปิดเผย EIA และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เนื่องจากการก่อสร้างถนนที่ดำเนินการโดยบริษัทอิตาเลียนไทย เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งของทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ที่ผ่านมาบริษัทอิตาเลียนไทย ยังไม่มีการรับผิดชอบใดๆ หรือแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงทุกวันนี้

              การเยือนประเทศไทยของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Working Group) : จากการมาเยือนครั้งนี้ ภาคประชาสังคม กลุ่ม และองค์กรที่ทำงานติดตามการลงทุนข้ามพรมแดนของไทยได้ออกแถลงการณ์และยื่นหนังสือ[8]ถึงข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันที่ไร้กลไกใดมากำกับดูแล เพื่อให้การประกอบธุรกิจนั้นสอดคล้องกับมาตรฐานและหลักการของสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ  โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่กว่า 8 โครงการของไทย ในกัมพูชา, ลาว และเมียนมา ประกอบด้วย พื้นที่โครงการสัมปทานสัมปทานไร่อ้อยเพื่อทำโรงงานน้ำตาลในจังหวัดเกาะกง (Koh Kong) และโอดอร์เมียนเจย (Koh Kong) ประเทศกัมพูชา, โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี, หมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าหงสาในลาว, โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone), เหมืองถ่านหินบานชอง (Banchaung), เหมืองแร่ดีบุกเฮงดา (Heinda) และโครงการเขื่อนฮัตจี (Hatgyi )ในประเทศเมียนมา ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนสร้างความกังวลถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการลงทุนโดยขาดความรับผิดชอบ ทั้งด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น ผลกระทบต่อวิถีชีวิต การแย่งยึดที่ดิน และการใช้กำลังเพื่อไล่รื้อหมู่บ้านหรือชุมชน คณะทำงานจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยึดมั่นในเสาหลัก 3 ประการของ UNGPs อย่างจริงจังในกรณีการลงทุนข้ามพรมแดน โดยปฏิบัติตามข้อเสนอแนะข้างต้นและจัดตั้งกลไกดังกล่าวควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ และให้คณะทำงานสหประชาชาติ (UN Working Group) ให้คำแนะนำถึงการดำเนินงานในระหว่างการเยือนครั้งนี้ และติดตามความคืบหน้าต่อไปในระยะยาว

โดยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยโดยสรุป ดังนี้

  • สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการรับฟังความคิดเห็นในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ เพื่อหาหนทางแก้ไขร่วมกัน โดยยึดความต้องการและประโยชน์ของชุมชนเป็นที่ตั้ง และจัดกระบวนการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน ทั้งทางสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชน ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบก่อนตัดสินใจดำเนินโครงการ
  • สร้างกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมจากการลงทุนในต่างแดนของนักลงทุนไทยไม่ว่าจะโดยประชาชนไทยหรือโดยบริษัทไทย ด้วยการกำหนดหน้าที่ดังกล่าวให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการ
  • สร้างกฎหมายที่เป็นการกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และทำให้เกิดการเข้าถึงการเยียวยาได้อย่างแท้จริงและเป็นธรรม โดยปราศจากข้อจำกัดด้านการพิสูจน์สถานะของภาคธุรกิจว่า จดทะเบียนในไทย หรือจดทะเบียนในต่างประเทศ หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งสามารถแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของธุรกิจดังกล่าวระหว่างนักลงทุนไทยกับองค์กรที่ไปตั้งในต่างประเทศ ก็จะต้องกำหนดให้นักลงทุนไทยต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และโดยปราศจากการใช้หลักกฎหมายเรื่องตัวการตัวแทนที่มีข้อจำกัดในความรับผิดชอบ
  • ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนที่ได้รับหรืออาจได้รับผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย รวมถึงมีมาตรการการป้องกัน การตรวจสอบ การเฝ้าระวัง การชดเชยเยียวยา รวมถึงมาตรการลงโทษโครงการที่พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • ดูแลให้เกิดการพัฒนาแผนปฏิบัติการแห่งชาติเกี่ยวกับธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ตามหลัก UNGP และกำหนดข้อบังคับเพื่อเน้นย้ำความรับผิดชอบของนักลงทุนชาวไทยกรณีภาระผูกพันนอกอาณาเขตและการลงทุนข้ามพรมแดน

การดำเนินงานของภาครัฐ : กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights: NAP)[9] ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่นะหว่างขั้นตอนดำเนินการ และคาดว่าฉบับร่างจะแล้วเสร็จในเดือน มิถุนายน 2561


 

[1] รายงานสรุปผลการประชุมhttps://themekongbutterfly.com/2017/09/18/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/

[2] http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/798824

[3]แถลงการณ์จากการประชุมเจรจากับบริษัทต้าถังกรณีโครงการเขื่อนปากแบง เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงhttps://themekongbutterfly.com/2018/01/18/%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80/

[4] ข่าวกฟผ.ทำหนังสือตอบกลุ่มรักษ์เชียงของ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 https://www.matichon.co.th/news/863235

[5] ข่าวประกาศกำไรปี 2560 จากเว็บไซต์บริษัท https://www.egco.com/th/news-update/2018/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%9B-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2560

[6] http://transbordernews.in.th/home/?p=18711

[7] จดหมายจากชาวบ้านทวายฉบับเต็ม https://www.facebook.com/DaweiWatchThailand/posts/1153679798106384

[8] http://www.nationmultimedia.com/detail/national/30341882

[9] http://www.nhrc.or.th/getattachment/eb668587-0440-4a5c-8269-3e6bc89500e1/%E0%B9%90%E0%B9%95-%E0%B9%90%E0%B9%94-%E0%B9%96%E0%B9%91%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90.pdf.aspx

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s