ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในการประชุมประจำปีผู้ถือหุ้น บมจ.กสิกรไทย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 มีผู้ถือหุ้น ได้ตั้งคำถามกรณีธนาคารปล่อยกู้ให้โครงการเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งนายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชี้แจงว่า “โครงการเขื่อนไซยะบุรีแทบจะไม่มีความเสี่ยงของการได้รับชำระหนี้ และทุกธนาคารของไทยต่างก็กระโจนเข้าสนับสนุน เพราะโครงการนี้ได้ผ่านกระบวนการตัดสินใจของคณะกรรมการระหว่างประเทศแล้ว อีกทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดจากโครงการ และประเทศไทยก็ต้องการไฟฟ้าส่วนนี้ จึงไม่น่ากังวลในเรื่องการชำระหนี้”[1]

คำชี้แจงในส่วนนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นสำคัญ 2 ประการที่ผูกโยงกัน กล่าวคือ กระบวนการประกันการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการเขื่อนไซยะบุรีของ กฟผ. และการชำระหนี้เงินกู้ของโครงการเขื่อนไซยะบุรีให้แก่ธนาคารที่ร่วมกันให้เงินกู้ในโครงการนี้ ซึ่งเปรียบได้กับ ยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่ยังคงมีเรื่องราวความเป็นมาและเป็นไปอีกมากมายมหาศาล อันเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ ที่ส่งผลทั้งหมดทั้งมวลให้ โครงการเขื่อนไซยะบุรีปลอดความเสี่ยงใด ๆ ในการลงทุน

วันที่ 29 เดือนตุลาคม ปี 2562 จะเป็นวันครบรอบ 8 ปีของการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับ บริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์จำกัด และจะเป็นวันที่เขื่อนไซยะบุรีจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้แก่ กฟผ. จำนวน 1,220 เมกะวัตต์ และต่อเนื่องตามอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไปอีก 31 ปี[2] โดย กฟผ. ได้ประกันการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าไว้รวม 5,709 ล้านหน่วยต่อปี[3] หรือคิดเป็นเงินที่จะต้องจ่ายเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 13,257 ล้านบาทต่อปี หรือตลอดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 31 ปี รวม 410,967 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เอง ส่งผลให้ธนาคารเจ้าหนี้โครงการเขื่อนไซยะบุรี ไม่รู้สึกว่ามีความเสี่ยงใด ๆ จากการให้กู้ยืมเงินในโครงการนี้

พร้อมกันนี้ในปี 2562 ยังมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศสปป.ลาว จะจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับ กฟผ. อีก 2 เขื่อนได้แก่ เขื่อนน้ำเงี๊ยบ และเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบเดียวกับเขื่อนไซยะบุรี โดยจะขายไฟฟ้าให้ กฟผ. จำนวน 269 และ 354 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นค่าพลังงานไฟฟ้าจำนวน 1,459 และ 1,575 ล้านหน่วยต่อปี ตามลำดับ ทั้งสองเขื่อนนี้มีอายุสัญญา 27 ปี

ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป กฟผ. ต้องรับซื้อไฟฟ้า แบบไม่ใช้ก็ต้องจ่าย จากเขื่อนทั้งสามแห่งนี้รวมกันถึง 8,743 ล้านหน่วยต่อปี หรือเท่ากับกำลังการผลิตรวม 1,843 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้เข้าไปร่วมลงทุนในโครงการเขื่อนไฟฟ้าทั้งสามแห่งนี้ผ่านบริษัทลูกได้แก่ โครงการเขื่อนไซยะบุรี มี บมจ.ผลิตไฟฟ้า(EGCO) ถือหุ้นในบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์จำนวน 12.5%, โครงการเขื่อนน้ำเงี๊ยบ มี บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(EGATi) ถือหุ้นในบริษัท ไฟฟ้าน้ำเงี๊ยบ 1 จำกัด จำนวน 30%, โครงการเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย มี บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง(RATCH) ถือหุ้นในบริษัท ไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อย จำกัด จำนวน 25% ดังนั้นรายจ่ายค่าซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. ประมาณ 13,257 ล้านบาทต่อปี จะถูกแปลงกลับมาเป็นรายรับของ กฟผ. ผ่านบริษัทลูก ตามสัดส่วนหุ้นที่เข้าไปร่วมลงทุนด้วย ความสัมพันธ์ในลักษณะ “อัฐยาย ซื้อขนมยาย” นี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันด้านความมั่นคงของโครงการ ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งนี้

มองย้อนกลับไปในกระบวนการอนุมัติสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ในปี 2553 โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจการรับซื้อไฟฟ้าโครงการไซยะบุรี (Tariff MoU) ระหว่าง กฟผ. กับ บมจ. ช.การช่าง[4]  และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 เป็นช่วงเวลาของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP2010(2553-2573) โดยสาระหลักของสัญญาการซื้อขายดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งระบุโรงไฟฟ้าในปี 2562 ไว้เพียงรับซื้อจากต่างประเทศเพียง 600 เมกะวัตต์เท่านั้น และได้เพิ่มเขื่อนไซยะบุรีเข้ามาในแผน PDP2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ในปี 2555 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากมีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากันในวันที่ 29 ตุลาคม 2554 ระหว่าง กฟผ. กับ บริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์จำกัด ซึ่งเป็นการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศที่มีกำลังการผลิตมากกว่าแผนเดิมถึง 2 เท่า

และถึงแม้ว่าในแผน PDP 2010ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 จะระบุการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ไว้เพียงเขื่อนไซยะบุรีในปี 2562 จำนวน 1,220 เมกะวัตต์เพียงโครงการเดียวเท่านั้น แต่ทว่าอีก 1 ปีถัดมา กฟผ. ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยและเขื่อนน้ำเงี๊ยบอีก ในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคมตามลำดับ โดยมีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 เช่นกัน และได้ปรากฏชื่อโครงการเขื่อนทั้งสามนี้ในแผน PDP 2015 ที่ประกาศใช้ในเดือนมิถุนายน 2558 แผนฉบับนี้ได้ระบุความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2562 ไว้สูงถึง 33,635 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตติดตั้งรวมตามแผน 54,921 เมกะวัตต์ และมีไฟฟ้าสำรองต่ำสุดคิดเป็น 36.6% อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกำลังการผลิตที่ติดตั้งจริงของเดือนเมษายนของปีนี้ (2561) ซึ่งอยู่ที่ 42,447.65 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงในวันที่ 24 เดือนเมษายน เท่ากับ  28,338.10 เมกะวัตต์[5] ยังคงมีไฟฟ้าสำรองต่ำสุดคิดเป็น 33% แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนไฟฟ้าสำรองที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก

ดังนั้นกำลังการผลิตรวมของสามเขื่อนจากประเทศ สปป.ลาว ที่จะเข้าระบบของ กฟผ. ในปี 2562 จำนวน 1,843 เมกะวัตต์ จึงอยู่ที่ประมาณ 12% ของปริมาณไฟฟ้าสำรองที่เกิดขึ้นของเดือนมีนาคมของปีนี้

ผลลัพธ์ของไฟฟ้าสำรองยังคงมีปริมาณสูงมาก ทั้ง ๆ ที่กำลังการผลิตติดตั้ง ต่ำกว่าแผนอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นเมกะวัตต์นั้น เกิดจากความผิดพลาดในหลาย ๆ ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประการแรก เรื่องการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่ปรากฏขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP) ได้คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงมาก ทำให้เกิดสภาวะไฟฟ้าสำรองสูงมาก ซึ่งเป็นภาระของระบบไฟฟ้า

ประการที่สอง ถึงแม้ว่าการพยากรณ์ตามแผนมีแนวโน้มที่ปริมาณไฟฟ้าสำรองจะเพิ่มขึ้น ดังที่เกิดขึ้นตามแผน PDP2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 (ซึ่งประกาศใช้ในเดือนมิถุนายน 2555) ได้คาดการณ์ไฟฟ้าสำรองในปี 2562 สูงขึ้นเป็น 18.7% จากเดิมที่แผน PDP2010 คาดการณ์ไว้เพียง 15.1% เท่านั้น และได้กำหนดไว้เพียงเขื่อนไซยะบุรีเท่านั้น แต่ในปี 2556 กฟผ. กลับลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติมกับเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย และเขื่อนน้ำเงี๊ยบ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแผน PDP2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ส่งผลให้เกิดภาระไฟฟ้าสำรองสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

ประการที่สาม ร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของ กฟผ. กับเอกชนรายใดก็ตาม ยังไม่เคยมีกระบวนการรับฟังความเห็น หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะแต่อย่างใด (ถึงแม้จะมีการลงนามไปแล้ว ก็ไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลนี้) ประชาชนจึงไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล และเสนอความเห็นใด ๆ ต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อย่างเป็นทางการได้

แต่ด้วยโครงสร้างของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ กฟผ. ไปลงนามแบบผูกมัด “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” หรือ Take or Pay นั้น ได้กลบความผิดพลาดต่าง ๆ ซ่อนอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งแห่งนี้  เหลือเพียงส่วนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา เป็นหลักประกันใน ที่ประชาชนต้องร่วมจ่ายค่าไฟฟ้าประมาณ 13,257 ล้านบาทต่อปี ไปตลอดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือประมาณ 410,967 ล้านบาท และเงินจำนวนหนึ่งนอกจากจะกลับไปเป็น การชำระเงินกู้ให้กับธนาคารแบบไม่มีมีภาระความเสี่ยงใด ๆ ดังเช่นคำกล่าวของนายธนาคารมาตั้งแต่ต้นแล้ว เงินอีกจำนวนหนึ่งยังหมุนเวียนกลับมาเป็นรายรับของ กฟผ. ผ่านการลงทุนของบริษัทลูก

ประชาชนต้องแบกรับภาระภูเขาน้ำแข็งทั้งก้อนนี้ไปอีกนานเท่าใด.

……

[1] ‘กสิกรไทย’ แจงผู้ถือหุ้น มั่นใจ ‘เขื่อนไซยะบุรี’ อุบเงียบมูลค่าเงินกู้, 2013-04-04  https://prachatai.com/journal/2013/04/46111

[2] สารสนเทศของ บมจ. ช.การช่าง เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จากัด วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 http://ck.listedcompany.com/newsroom/160520162012220239T.pdf

[3] แบ่งเป็น ค่าพลังงานไฟฟ้าหลัก(PE) จำนวน 4,299 ล้านหน่วยต่อปี ราคาหน่วยละ 2.542  บาท และค่าพลังงานไฟฟ้ารอง(SE) จำนวน 1,410 ล้านหน่วยต่อปี ราคาหน่วยละ 1.652 บาท

[4] http://www.eppo.go.th/index.php/th/eppo-intranet/item/1282-nepc-abhisit130

[5] https://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:TKX8mvQnEd8J:https://www.egat.co.th/index.php%3Foption%3Dcom_content%26view%3Darticle%26id%3D348%26Itemid%3D116+&cd=1&hl=en&ct=clnk&gl=mm&client=firefox-b-ab

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s