ทุนไทย1

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในงาน “คนและทรัพยากรในลุ่มน้ำโขง ภายใต้ความไม่แน่นอน: การเปลี่ยนแปลง? การปรับตัว? และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง?” ซึ่งเป็นการประชุมวิชาการระดับชาติด้านชายแดนศึกษาและการพัฒนาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดโดยศูนย์นวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETO Watch Coalition) ได้มีโอกาสนำเสนอหนังสือ “รายงานการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ: ผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน” ตัวแทนนำเสนอ นายธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กล่าวว่าการจัดพิมพ์หนังสือที่มีเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการลงทุนและธรรมาภิบาลการลงทุนของนักลงทุนไทยในครั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมตระหนักถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มาพร้อมกับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ และมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เกิดการกำกับ ควบคุม ดูแลนักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนข้ามพรมแดนโดยภาครัฐ ซึ่งควรมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการกำกับ ควบคุม ดูแล ทั้งในเชิงกฎหมายและในเชิงกลไกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้สรุปภาพรวมและความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้โดยแบ่งออกเป็น 6 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1) ภาพรวมการเติบโตของการออกไปลงทุนในต่างประเทศของทุนไทย รวมไปถึงปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการออกไปลงทุนโดยรัฐไทย และปัจจัยดึงดูดให้เกิดการลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกลุ่ม CLMV 2) รูปแบบการลงทุนของทุนไทยในต่างประเทศ 3) กรณีศึกษา 12 กรณีที่ทางกลุ่มติดตามอยู่ 4) การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทุนไทยในต่างประเทศโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 5) ภาพรวมผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิมนุษยชน และ 6) ช่องทางกฎหมาย นโยบาย และความรับผิดชอบของธรรมาภิบาลการลงทุน

โดยในส่วนของภาพรวมการเติบโตการของการออกไปลงทุนในต่างประเทศของไทยนั้น เริ่มเติบโตขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2520 และขยายตัวมากยิ่งขึ้นในช่วงรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ที่มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า โดยจากการวบรวมข้อมูลมูลค่าสะสมการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศพบว่า ในช่วงระหว่างปี 2548 – 2559 มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 2,562,775.95 ล้านบาท โดยมีการลงทุนสะสมในกลุ่มประเทศอาเซียนมากที่สุด รองลงมาคือ ฮ่องกง, เคย์แมน, มอริเชียส, สหรัฐอเมริกา. และบริติช เวอร์จิน

ในส่วนของรูปแบบการลงทุนออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศนั้น ๆ พบว่าบริษัทต่าง ๆ ไม่ได้นำบริษัทแม่ของตนเองเข้าถือหุ้นในโครงการต่าง ๆ โดยตรง แต่เป็นการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศอื่นก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพทางภาษี จากนั้นนำลักษณะนิติบุคคลที่ได้ประโยชน์ไปลงทุนในประเทศปลายทางหรือประเทศที่มีโครงการพัฒนาอีกต่อหนึ่ง และในหลายกรณีบริษัทต่าง ๆ ก็อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายของประเทศปลายทางในการเข้าถือครองพื้นที่สัมปทานมากกว่าที่กฎหมายประเทศนั้น ๆ กำหนด โดยใช้วิธีการตั้งบริษัทย่อยหลายบริษัทเพื่อให้ได้รับสัมปทานพื้นที่เพื่อการประกอบกิจการในอัตราที่ไม่เกินกฎหมายกำหนด แต่มีโครงข่ายความสัมพันธ์ในแง่ของรูปแบบอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน

ในส่วนของสาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลให้มีการออกไปลงทุนอย่างมากในต่างประเทศนั้น คือ การแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิมในประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูง (Market Seeking) การแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติและเข้าถึงวัตถุดิบและแรงงานที่ถูกกว่าในประเทศ (Resource and Labor Seeking) การสร้างประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงการแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ (Efficiency Seeking) และการกระจายความเสี่ยงของภาคธุรกิจ นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว หากพิจารณาในบริบทของประเทศไทย จะพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างเช่นกันที่ส่งผลให้ทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ เช่น ไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อม, การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ทั่วถึง (มากกว่าประเทศอื่น ๆ ในลุ่มน้ำโขง), ขบวนการภาคประชาชนและภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็งและมีการทำงานตรวจสอบกลุ่มทุนอย่างเข้มข้นและยาวนาน, ค่าจ้างแรงงานที่สูง อันเป็นผลมาจากการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาสังคม, และทรัพยากรธรรมชาติที่จะถูกใช้เป็นวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมในประเทศเหลือน้อย กอปรกับไทยมีหน่วยงานหรือกลไกที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนทั้งในฐานะที่เป็นแหล่งเงินทุนและแหล่งข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานพัฒนาความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กระทรวงการต่างประเทศ กรมสรรพากร ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ รวมไปถึงนโยบายหรือข้อตกลงที่เป็นใบเบิกทาง เช่น การทำข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน (MoU for Electricity) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขงระหว่างกัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม (ACMECS)

ไม่เพียงแต่ในส่วนของบริบทประเทศไทยเท่านั้นที่เป็นแรงส่งเสริมให้เกิดการออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด ปัจจัยสนับสนุนและดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนของทุนจากต่างประเทศของนโยบายในกลุ่มประเทศ CLMV เองก็มีส่วนสำคัญอย่างมากไม่แพ้กัน สำหรับประเทศกัมพูชามีนโยบายและกฎหมายหลายฉบับที่เอื้อให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (Socio – Economic Development Plan) ยุทธศาสตร์ลดความยากจนแห่งชาติแห่งชาติ (National Poverty Reduction Strategy) นโยบายที่มีลักษณะการค้าแบบเสรีโดยกลไกตลาดเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรี นโยบายส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาในประเทศด้อยพัฒนาโดยการรับซื้อผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ผลิตจากประเทศนั้น ๆ ยกเว้นสิ่งที่เป็นอาวุธของสหภาพยุโรป (Everything But Arms) และที่สำคัญอย่างยิ่งคือกฤษฎีกาว่าด้วยการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจ ปี 2548 (Sub – decree on Economic Land Concession) ประกอบกับกฎหมายที่ดินกัมพูชา (Land Law) ปี 2544 สำหรับนโยบายของประเทศลาวนั้น ได้แก่ ยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตและขจัดความยากจนแห่งชาติ (National Growth and Poverty Eradication Strategy: NGPES) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศด้อยพัฒนา ภายในปี 2563 ยุทธศาสตร์การเป็นแบตเตอรีแห่งเอเชีย (Battery of Asia) โดยมีเป้าหมายในการหารายได้เข้าประเทศจากอุตสาหกรรมด้านพลังงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในลาว มีโครงการสร้างเขื่อนฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและขายต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย นอกจากนี้ยังมีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (Law on the Promotion of Foreign Investment) ซึ่งส่งเสริมและเอื้อสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนประเทศ และในส่วนของประเทศเมียนมาเอง นับตั้งแต่บรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศเริ่มเปิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปี 2553 ก่อนมีการเลือกตั้งทั่วไป รัฐบาลเมียนมาก็ได้มีการออกนโยบายและกฎหมายที่เปิดโอกาสและเอื้อประโยชน์ให้กับนักลงทุนด้วยเช่นกัน เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 20 ปี (2554 – 2574) ที่ให้ความสำคัญต่อภาคการค้าและการลงทุน รวมถึงการระดมการลงทุนระหว่างประเทศที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง กฎหมายการลงทุนของต่างชาติ ปี 2555 (Foreign Investment Law 2012) ที่เปิดให้นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นกิจการได้ 100% ขยายระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลใน 5 ปีแรก ผ่อนคลายข้อกำหนดการนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีจุดมุ่งหมายในการกำหนดพื้นที่อุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมหนัก ในส่วนของเวียดนามเองก็มีนโยบายและกฎหมายที่มีลักษณะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตอุตสาหกรรมเช่นกัน

ในส่วนของกรณีศึกษา 12 โครงการ ที่ทาง ETO Watch กำลังติดตามอยู่นั้นมีการกระจายตัวอยู่ในประเทศกลุ่ม CLMV ในจำนวนที่ต่างกัน โยเป็นโครงการพัฒนาในส่วนของภาคพลังงาน โดยเฉพาะโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจ และภาคเหมืองแร่ เป็นต้น โดยในประเทศเมียนมา ประกอบด้วย 6 โครงการ ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำฮัตจี ซึ่งจะตั้งอยู่บนแม่น้ำสาละวิน รัฐกะเหรี่ยง, โครงการโรงงานปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าถ่านหินเมาะลัมใย ในรัฐมอญ, โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเย รัฐมอญ, โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมืองทวาย ภาคตะนาวศรี, โครงการเหมืองแร่ดีบุกเฮงดา เมืองมยิตตา ภาคตะนาวศรี, และโครงการเหมืองถ่านหินบานชอง เมืองทวาย ภาคตะนาวศรี ในส่วนของประเทศลาว ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง เมืองปากแบง แขวงอุดมไซย, โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี แขวงไซยะบุรี, และโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาลิกไนต์ เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี ในส่วนของประเทศกัมพูชา ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจเพื่อการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลเกาะกง และโอดอร์เมียนเจย และท้ายสุดในส่วนของประเทศเวียดนาม มี 1 โครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษกวางจิ

จากทั้งหมด 12 โครงการมีโครงการที่ได้รับการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้วทั้งสิ้น 6 โครงการ ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำฮัตจี, โครงการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจเพื่อการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลโอดอร์เมียนเจย, โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย, โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี, โครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาลิกไนต์ ,และโครงการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจเพื่อการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลเกาะกง ซึ่งมีการจัดทำรายงานการตรวจสอบและข้อเสนอแนะแล้วและส่งไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งมี 2 โครงการที่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร คือ มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ว่าด้วยโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ว่าด้วยโครงการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจเพื่อการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลโอดอร์เมียนเจย โดยมติคณะรัฐมนตรีทั้งสองมีสาระสำคัญคือ ให้มีการจัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทยให้เคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนโดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP on Business and Human Rights) ที่ให้มีการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยา มาเป็นกรอบในการดำเนินการของการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทย ซึ่งแม้จะมีการมติคณะรัฐมนตรีออกมาแล้ว แต่จากการติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ายังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด เว้นแต่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งขณะนี้กำลังจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan: NAP) โดยร่างแรกจะแล้วเสร็จในปลายเดือนมิถุนายน และฉบับสมบูรณ์จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งประเด็นการลงทุนข้ามพรมแดนของไทยนับเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะบรรจุลงใน NAP

จากการวิเคราะห์ทั้ง 12 กรณีศึกษา พบว่าแทบทุกโครงการมีจุดร่วมที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมไม่ต่างกันนัก โดยมีทั้งผลกระทบที่เปิดเผยและปรากฏในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และไม่มีการเปิดเผยในเอกสารโครงการ เช่น รายงานการศึกษาความเป็นไปได้ และรายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมักมีการระบุถึงความเสียหายที่อยู่ภายในพื้นที่โครงการเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุผลกระทบนอกพื้นที่โครงการ และหลายครั้งไม่มีการคำนวณความเสียหายของผลกระทบที่มีลักษณะข้ามพรมแดนด้วย ทั้งยังไม่มีการระบุถึงผลกระทบต่อเนื่องซึ่งเป็นผลกระทบทางสังคมอย่างเช่น การสูญเสียอาชีพและรายได้จากการสูญเสียทรัพยากรและที่ดินทำกิน ปัญหาการถูกโยกย้ายไปยังสถานที่หรือประเทศใกล้เคียง ประเด็นค่าชดเชยที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น

ในแง่ภาพรวมผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนนั้น พบว่าในหลายโครงการไม่มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่โครงการ หรือนอกพื้นที่โครงการที่บริษัทกำหนดแต่จะได้รับผลกระทบจากโครงการได้แสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อโครงการแต่อย่างใด นอกจากนี้เอกสารหรือข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในโครงการต่าง ๆ ก็มีความไม่ครอบคลุม และไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นที่ผู้คนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงได้ อีกทั้งยังพบว่าในหลายกรณีเจ้าหน้าที่รัฐมีการอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทสามารถเข้าไปในพื้นที่สัมปทานที่มีการทำประโยชน์ในพื้นที่ของชุมชนอยู่ก่อนแล้ว ด้วยการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐของประชาชนของตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การเผาทำลายบ้านเรือน การข่มขู่คุกคาม การใช้กำลังทหารเข้าบังคับโยกย้ายให้คนออกจากพื้นที่ การเข้าจับกุมและดำเนินคดี เป็นต้น

โดยสรุปแล้วการที่บริษัทสามารถเข้าไปดำเนินการโครงการในพื้นที่ต่าง ๆ ได้โดยละเลยที่จะรับผิดชอบต่อสังคมและนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนก็เนื่องจากว่ามีช่องทางกฎหมายและการส่งเสริมเชิงนโยบายของรัฐในประเทศปลายทางที่เอื้อให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็น การอาศัยช่องว่างทางกฎหมายที่ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงผลกระทบที่เกิดจากโครงการที่มีลักษณะข้ามพรมแดน เพราะโดยทั่วไปแล้วกฎหมายสามารถบังคับใช้ได้เพียงขอบเขตอำนาจอธิปไตยหรือเขตแดนของรัฐนั้น ๆ เท่านั้น นอกจากนี้รัฐบาลเองก็ไม่มีกลไกตรวจสอบและติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างใกล้ชิด รวมถึงไม่มีกลไกในการตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนของหน่วยงานในกำกับด้วย การกำกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของรัฐไทยเองก็ยังมีลักษณะตั้งรับ ไม่มีการตั้งภาคส่วนหรือกลไกหรือหน่วยงานที่สามารถลงไปตรวจสอบโครงการต่าง ๆ โดยตรงได้ อีกทั้งธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ที่ปล่อยกู้เงินลงทุนให้กับบริษัทเพื่อเจ้าไปดำเนินโครงการพัฒนาเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับการแสดงความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ขาดกระบวนการประเมินความเสี่ยงที่สถาบันการเงินสามารถใช้เป็นการในการพิจารณาประเมินและจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของโครงการเพื่อประกอยการตัดสินใจปล่อยกู้ตามหลัก Equator Principles และแม้จะมีกลไกระดับภูมิภาคอย่างเช่นคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาหรือมีอำนาจในการสั่งระงับโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงสายหลักที่มีงานศึกษาแล้วว่าจะส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคด้วยแล้วก็ตาม เพราะอาเซียนเองมีกฎในการไม่แทรกแซงกิจการภายในของแต่ละประเทศ อีกทั้งการที่หัวหน้าคณะทำงานภายใต้กระบวนการ PNPCA คือตัวแทนในระดับปลัดกระทรวง (ข้าราชการประจำ) แต่เป็นกระบวนการที่มีอำนาจในการตัดสินใจต่อการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง ทั้งที่อำนาจเหล่านี้ควรเป็นของฝ่ายบริหารในระดับรัฐมนตรี ดังนั้นจึงเท่ากับว่าประเทศภาคีสมาชิกให้การยอมรับการลดบทบาทอำนาจฝ่ายบริหารของตนเอง

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s