บันทึก ณ เดือนธันวาคม 2559

 

นับตั้งแต่ที่ฉันมาเยือนหมู่บ้านอันแตง (Andin) หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตภูเขาพะลึน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตของเมืองเย รัฐมอญ ประเทศเมียนมา นั้น สิ่งที่ฉันรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่งคือ ความหลากหลายของระบบนิเวศที่ธรรมชาติสรรค์สร้างให้เป็นของขวัญและเงื่อนไขในการดำรงชีวิตของผู้คนที่น่ารักที่นี่

เหตุที่ฉันประทับใจก็เพราะว่าระบบนิเวศของที่นี่มีลักษณะที่หลากหลายและเด่นชัดเป็นอย่างยิ่ง เป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนอย่างน่าทึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่ห้าส่วนด้วยกันคือ  ภูเขา ทุ่งนา ป่าชายเลน หาดทราย และทะเล โดยเฉพาะในส่วนของภูเขานั้นมีระบบนิเวศอย่างหนึ่งที่โดดเด่น แปลกตา และดูเหมือนจะเป็นแหล่งรายที่สำคัญที่สุดขงคนที่นี่ นั่นคือ สวนหมาก

สวนหมากที่นี่มีลักษณะทางกายภาพโดยทั่วไปคือมีต้นไม้ที่เกิดจากการเพาะปลูกและขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละต้นมีขนาดผอมเพรียว แต่สูง และมีลูกหมากสีส้มสด อันบ่งบอกถึงความสุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว แต่สวนหมากก็ใช่ว่าจะมีแต่หมากเสียเมื่อไหร่ ภายในสวนหมากยังมีพืชผักหลากหลายชนิดที่ถูกปลูกและขึ้นเองตามธรรมชาติขึ้นแซมอยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ ส้มหลากชนิด สับปะรด ไผ่ ส้มโอ ต้นพริก และอื่น ๆ นั่นเป็นการบ่งบอกว่าผู้ที่อยู่อาศัยที่นี่ไม่ได้หวังพึ่งแต่เพียงหมากเท่านั้น แต่ยังใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพจากพื้นที่สวนหมาก ให้กลายเป็นสวนส่วนผสม เพื่อดำรงความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวและชุมชน  ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในหลาย ๆ ที่ที่ปลูกพืชในลักษณะผสมภายใต้การผลิตเชิงอุตสาหกรรมแบบนี้ หมากและผลไม้เหล่านี้สร้างคุณค่าทางอาหาร โภชนาการ และความมั่นคงในชีวิตของพวกเขามาอย่างช้านานจนถึงปัจจุบัน

NOK_3163-005

การปลูกหมากที่นี่ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมาก เพราะหมากมีราคาสูงและมีความเสถียรของราคาในตลาดค่อนข้างมาก มากกว่าพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ อย่าง ยางพาราหรือมันสำปะหลัง พื้นที่สวนหมาก 1 เอเคอร์ มักมีต้นหมากโตเต็มวัยอยู่ประมาณ 450 – 500 ต้น ซึ่งแต่ละต้นจะออกผลราว 250 ลูกต่อปี ราคาผลหมากสดจะขึ้นลงตามฤดูกาลระหว่าง 15 – 35 จั๊ตต่อผล ผลหมากที่ตากแห้งแล้วจะขายได้ราคาอยู่ที่ 3.700 จั๊ตต่อชั่ง (1 ชั่ง หนักประมาณ 1.3 กิโลกรัม) แม้ว่าผลหมากตากแห้งจะได้ราคาสูงกว่าผลหมากสด แต่กระบวนการตากแห้งนั้นมีความซับซ้อนและใช้เวลานานกว่า โดยผู้ปลูกจะต้องมีพื้นที่ในการเก็บผลหมากตากแห้งและดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกความชื้นหรือโดนฝนจนเกิดเชื้อรา สำหรับในแง่ของการขายนั้น ชาวบ้านมักจะขายให้กับพ่อค้าคนกลางซึ่งมาจากเมืองเยซึ่งมารับซื้ออยู่เป็นประจำเมื่อถึงเวลา โดยหมากพวกนี้จะถูกขายไปทั่วเมียนมา และยิ่งไปกว่านั้นพ่อค้าคนกลางก็จะนำไปขายส่งในต่างประเทศด้วย เช่น จีน ไต้หวัน เกาหลี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย

การเก็บผลหมากแห้ง

นอกจากผลหมากแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของหมากก็สามารถนำไปแปรรูปสร้างประโยชน์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วย เช่น เปลือกหมาก สามารถนำไปแปรรูปเป็นกระดาษได้ ใบหมากที่ตากแห้งแล้วก็สามารถนำไปห่อบุหรี่หรือยาเส้นได้ด้วย ส่วนต้นไม่สามารถนำไปใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือนหรือทำเป็นเสาที่ตากผลหมากได้

ฉันจินตนาการไม่ออกเลยว่า หากมีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 1280 เมกะวัตต์ มาตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านแห่งนี้ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และมีสวนหมากมหาศาลนี้มันจะส่งผลอย่างไรต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชุมชนแห่งนี้ และยิ่งรู้สึกละเหี่ยใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะถูกสร้างขึ้นที่นี่นั้น จะถูกจัดตั้งขึ้นโดยนายทุนชาวไทย ภายใต้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง TTCL ซึ่งมีทั้งนายทุนญี่ปุ่นและไทยเป็นผู้กุมบังเหียนการพัฒนานี้

ผลกระทบที่ฉันคิดว่าจะเกิดขึ้นกับที่นี่หามีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สำคัญที่สุดก็คือผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของผู้คนที่อยู่ในบริเวณภูเขาพะลึน ควันพิษจากถ่านหินซึ่งเป็นพลังงานที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นพลังงานที่สกปรกจะเข้าปกคลุมพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เว้นแม้แต่สวนหมาก ควันพิษอาจส่งผลให้หมากไม่ติดผลหรือเติบโตไม่ได้เต็มที่อย่างแต่ก่อน เพราะต้นไม่เหล่านี้อาจดูดกลืนสารพิษเข้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของมัน แหล่งน้ำหรือผืนดินซึ่งเป็นแหล่งอาหารและเครื่องหล่อเลี้ยงสำคัญของพืชก็อาจได้รับผลกระทบด้วย แหล่งน้ำและผืนดินอาจปนเปื้อนสารพิษได้ และแน่นอนว่ามันย่อมส่งผลร้ายอย่างมหันต์ต่อหมากด้วย ดังนั้นเมื่อชาวบ้านในหมู่บ้านอันแตงทราบว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทีนี่ พวกเขาจึงร่วมกันแสดงออกว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยต่อการพัฒนาที่ไม่อาจไปด้วยกันได้กับสภาพแวดล้อมในพื้นที่

ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ชาวบ้านในแถบภูเขาพะลึนซึ่งจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ร่วมกันจัดประชุมปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ โดยมีข้อสรุป 10 ข้อ ด้วยกันคือ

  1. สิ่งแวดล้อมของชุมชนจะถูกทำลายหากมีการสร้างโรงไฟฟ้า
  2. วิถีชีวิตดั้งเดิมและพื้นที่การเกษตรของชุมชนจะได้รับผลกระทบหากมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน
  3. โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะทำลายดินและส่งผลกระทบรุนแรงต่อการทำเกษตรกรรม และทำให้แหล่งน้ำสกปรก
  4. โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนทุกภาคส่วน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรม
  5. โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะสร้างขยะเคมี ซึ่งจะทำลายสิ่งมีชีวิตในทะเลทั้งหมด
  6. ควันที่ปล่อยจากตัวโรงไฟฟ้าจะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาซ ส่งผลทำลายสุขภาพและบั่นทอนอายุขัยของคนในชุมชน
  7. เสียงรบกวนจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน การเดินทางเข้า – ออก ของพาหนะขนาดใหญ่และท่าเรือจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นและทำลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประมงน้ำเค็มของชาวบ้าน
  8. การดำเนินงานภายในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งเสียงดังรบกวน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถได้ยินเสียงลมและเสียงทะเล ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่
  9. ขยะพิษจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชนอย่างรุนแรง
  10. โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจะนำแรงงานอพยพจากภายนอกเข้ามาในกลุ่มหมู่บ้านอันแตง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น วิถีชีวิต วัฒนธรรม ภาษา และศาสนาของชุมชนท้องถิ่น

จากการประชุมที่ได้ข้อสรุปทั้ง 10 ประการนี้เอง ทำให้กลุ่มชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบภูเขาพะลึน โดยเฉพาะหมู่บ้านอันแตง ตัดสินใจคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะเข้ามาในอนาคต เนื่องด้วยเพราะชาวบ้านเองก็เห็นตรงกันว่าสวนหมาก ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาไปด้วยกันไม่ได้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และในด้านกลับกันมหันตภัยอย่างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ก็ยิ่งทำให้ชุมชนต่าง ๆ รอบภูเขาพะลึนมีความเข้มแข็งและสามัคคีกันมากยิ่งขึ้น เพราะอันตรายกำลังจะปรากฏตรงหน้า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s