เมื่อไม่นานมานี้ ในวันที่ 29 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา รัฐสภาเมียนมาอนุมัติเงินกู้ผ่อนปรน 4,500 ล้านบาท(1) หลังจากรัฐบาลไทยได้เสนอให้รัฐบาลเมียนมากู้เงิน โดยให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA ในสังกัดกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ปล่อยกู้ เพื่อปรับปรุงถนนสองช่องทางจากจุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยรัฐบาลเมียนมาออกมาประกาศว่าจะมีการเริ่มปรับปรุงถนนสองช่องทางในช่วงกลางปีนี้ และ ณ ขณะนี้ทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ในนามของบริษัท เมียนทวาย อินดัสเทรียล เอสเตทจำกัด ก็ได้ดำเนินการจัดทำร่างรายงานฉบับแก้ไขสำหรับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม (Revised Draft Final Report for Environmental and Social Impact  Assessment: ESIA) ในส่วนของถนนสองช่องทางไปแล้ว อันแสดงถึงความชัดเจนว่าบริษัท อิตาเลียนไทยฯ มีความประสงค์ที่จะเดินหน้าในการก่อสร้างถนนสองช่องทางอย่างแน่นอน และมีความเป็นไปได้ว่าเงินกู้ 4,500 ล้านบาทนี้ ทางรัฐบาลเมียนมาจะนำเงินในส่วนนี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อว่าจ้างให้แก่บริษัทดังกล่าวปรับปรุงถนนสองช่องทาง ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาข้อตกลง 3 ฝ่าย และการได้สิทธิเป็นผู้พัฒนาโครงการทวายระยะแรกที่รวมถึงโครงการถนนสองเลนด้วย

โดยการอนุมัติกู้เงินนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่และมีการตั้งคำถามจากภาคประชาสังคมมาตลอดว่าการอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ได้ยึดถือการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาจากการศึกษาวิจัยของสมาคมพัฒนาทวาย รวมทั้งการต่อต้านจากภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ที่มีการสร้างถนนในช่วงที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ มีสถานะเป็นผู้พัฒนาโครงการนั้น ได้ระบุว่าบริษัทมีความบกพร่องของธรรมาภิบาลในการดำเนินการอยู่มากทั้งในแง่ของการสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างถนน การบุกรุกพื้นที่และการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ด้วย การให้กู้เงิน 4,500 ล้านบาทนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่ามติคณะรัฐมนตรี เมื่อ พฤษภาคม 2559(2) กรณีท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่ให้มีกลไกกำกับดูแลหรือสนับสนุนภาคเอกชนในการเคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน การผลักดันมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principle on Business and Human Rights: UNGP) นั้น จะเกิดขึ้นจริงและมีการบังคับใช้อย่างจริงจังได้หรือไม่ และเหตุใดจึงไม่ปฏิบัติตามมติ ปี 2559 ดังกล่าว หรือท่าทีที่พยายามยามผลักดันโครงการในครั้งนี้จะซ้ำรอยการเห็นแก่ประโยชน์ในด้านธุรกิจและซ้ำเติมให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้คงอยู่เช่นเดิม

เพื่อติดตามความคืบหน้าและข้อมูลต่างๆ ให้รอบด้าน The Mekong Butterfly จึงลงพื้นที่ไปพบและพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ตลอดแนวก่อสร้างถนนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงจาก 5 หมู่บ้านในเมืองทวาย คือหมู่บ้านกะเลจี, หมู่บ้านกะทอว์นี, หมู่บ้านตะบิวชอง, หมู่บ้านปินธาดอว์ และหมู่บ้านกาโลนท่า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งใน 14 หมู่บ้านที่อยู่ในเส้นทางลำเลียงทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมัน ทางรถไฟ สายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงแลเป็นถนนสำหรับการคมนาคมเพื่อเชื่อมต่อจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังประเทศไทย  ดังนี้

  1. หมู่บ้านขาทาราคี
  2. หมู่บ้านวาห์ดอว์
  3. หมู่บ้านซินปิวตาย
  4. หมู่บ้านอีไวน์
  5. หมู่บ้านหงายาตนี
  6. หมู่บ้านตีโพเล
  7. หมู่บ้านมิตตา
  8. หมู่บ้านกะเลจี
  9. หมู่บ้านกะทอว์นี
  10. หมู่บ้านปินธาดอว์
  11. หมู่บ้านตะบิวชอง
  12. หมู่บ้านกาโลนท่า
  13. หมู่บ้านเยโปต์
  14. หมู่บ้านทิคี

โดยหมู่บ้านต่างๆ เหล่านี้ถูกยึดที่ดินเพื่อนำไปสร้างถนนสำหรับเข้าออกชั่วคราว จากเขตเศรษฐกิจพิเศษไปยังบ้านพุน้ำร้อน ซึ่งขณะนี้ได้มีการเปิดสัญจรและใช้งานแล้ว และอีกเส้นทางหนึ่งคือ สำหรับรองรับถนนหลวง 8 ช่องจราจร สายส่งกระแสไฟฟ้า ท่อก๊าซและน้ำมัน และทางรถไฟ

พื้นที่ตั้งของ 5 หมู่บ้านนั้นทั้งหมดอยู่ห่างจากตัวเมืองทวายออกไปประมาณ 45 นาที และห่างจากชายแดนไทยที่พุน้ำร้อนโดยใช้เส้นทางโรดลิ้งค์ประมาณ 5-6 ชั่วโมง สภาพการตั้งบ้านเรือนของแต่ละชุมชนกระจายกันออกไปตามเรือกสวนไร่นา คู่ขนานไปกับแม่น้ำและลำธารที่เหมาะสำหรับการทำเกษตร โดยเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงฤดูฝน ในพื้นที่จึงเริ่มดำและหว่านพันธุ์ข้าวซึ่งนาข้าวนี้เองที่จะเห็นทอดยาวแผ่กว้างตลอดสองข้างทางทีเดียว

IMG_6338[1]
นาข้าวที่ทอดยาวตลอดสองข้างทางในทวาย
เราเริ่มกันที่หมู่บ้านกะเลจีและหมู่บ้านกะทอว์นีก่อนเป็นอันดับแรก หมู่บ้านกะเลจีนี้มี 56 ครัวเรือน และมีประชากรราว 200 คน โดยหมู่บ้านกะทอว์นีก็มีสัดส่วนประชากรใกล้เคียงกัน ชาวบ้านในพื้นที่เกือบทั้งหมดมีสวนเป็นของตัวเอง ด้วยมีแหล่งน้ำธรรมชาติมากจึงเหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ทั้งสภาพดินก็เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิด ผลผลิตส่วนใหญ่คือ ข้าว พืชให้ผล เช่น กล้วย มะม่วง พืชเศรษฐกิจ เช่น หมาก ยาง มะม่วงหิมพานต์ และของป่าอื่นๆ ที่บริโภคภายในครัวเรือนและใช้ขายเลี้ยงชีพ โดยพื้นที่เพาะปลูกในเขตหมู่บ้านไม่ได้มีเพียงสมาชิกในชุมชนเท่านั้นที่เป็นผู้ใช้สอย แต่รวมถึงชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นๆ ด้วยที่ได้ใช้พื้นที่เพาะปลูกเหล่านี้ร่วมกัน และคนในหมู่บ้านเองก็สามารถไปใช้ประโยชน์ในเขตพื้นที่หมู่บ้านอื่นด้วย พื้นที่ทำกินจึงมีความลื่นไหลไม่จำเพาะอยู่ในกรอบของการแบ่งเขตหมู่บ้านเท่านั้น

หากเมื่อย้อนภูมิหลังความเป็นมาก็พบว่า แต่เดิมนั้นในปี 2525 มีการสู้รบกันระหว่างรัฐบาลและกองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยงจนทุกอย่างในพื้นที่ถูกทำลาย ไม่มีใครสามารถอาศัยอยู่ได้ สิบปีให้หลังเมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบชาวบ้านจึงกลับมาอีกครั้งและเริ่มตั้งรกรากหาอยู่หากินกันใหม่ หากเมื่อปี 2537 การปะทะก็เริ่มกลับมารุนแรงอีกครั้งระหว่างรัฐบาลและกลุ่มแนวร่วมนักศึกษาต่อต้านรัฐบาลทหาร (ABSDF) จนปี 2540 ชาวบ้านถึงจะได้มีช่วงที่สามารถอาศัยในพื้นที่เพื่อเพาะปลูกทำการเกษตรอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่งอย่างสงบสุข โดยปัจจุบันครึ่งหนึ่งของจำนวนชาวบ้านทำนาข้าวเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน นอกจากนั้นก็แบ่งพื้นที่สำหรับการปลูกหมาก มะม่วงหินพานต์ ทำสวนยาง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่หาได้จากป่าในชุมชน โดยชาวบ้านราว 10% ที่ถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรถึง 50 เอเคอร์ และในหมู่บ้นกะเลจีนี้มีสมาชิกที่เป็นผู้อพยพมาจากส่วนอื่นๆ ของเมียนมาประมาณ 30 ครอบครัว ซึ่งอพยพมาด้วยหลายสาเหตุ เช่นมาจากเขตอิรวดีครั้งเกิดพายุนาร์กีส โดยส่วนมากมารับจ้างทำสวน เป็นต้น ที่น่าสนใจคือตั้งแต่ปี 2539 ที่แทบทุกครัวเรือนจะมีสมาชิกมาทำงานและอยู่อาศัยในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ทีเดียว นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีบางส่วนที่อาศัยในค่ายผู้อพยพทั้งที่ด่านเจดีย์สามองค์ ราชบุรี แม่สอด ไปจนถึงสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย ตั้งแต่ครั้งหนีจากสงคราม

ในส่วนทรัพยากรธรรมชาติ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีแม่น้ำไหลผ่านทั้งยังมีคลองและลำธารสายย่อยอีกมากมายซึ่งเหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรม โดยทั้งหมดเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ชาวบ้านจึงสามารถเข้าถึงเพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเหล่านี้ได้ทั้งสิ้นทุกครัวเรือน และด้วยความเป็นพื้นที่รับน้ำนี้เอง ที่เมื่อเกิดการก่อสร้างโครงการถนนสองเลนซึ่งมีทั้งส่วนที่สร้างคู่ขนานไปกับล้ำน้ำและส่วนที่ตัดขวางเส้นทางน้ำสำคัญทั้งสายหลักและลำธารหลายสาย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพน้ำที่ส่งมาถึงสองหมู่บ้านนี้เสื่อมลง ทั้งยังมีปัญหาโคลนตะกอนจากการก่อสร้าง ซึ่งต่อไปภายหลังจากการทำถนนเสร็จสิ้นลงแล้ว สิ่งที่ชาวบ้านกังวลมากที่สุดและคาดคะเนว่าจะเกิดขึ้นก็คือวิถีชีวิตที่จะต้องสูญเสียไปอย่างแน่นอนเพราะการทำมาหากินทั้งหมดของชาวบ้านต้องพึ่งพาและใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเหล่านี้สำหรับดื่มและใช้ทั้งสิ้น และความหลากหลายทางชีวภาพต่างๆ ที่ล้วนเปราะบาง เช่นวงจรชีวิตของปลาที่อาศัยลำธารเป็นที่วางไข่และอนุบาลปลาวัยอ่อน โดยเมื่อเติบโตจะกระจายไปตามแม่น้ำสายหลักต่อไป ซึ่งโครงการถนนจะกั้นทางน้ำไม่ให้ปลาเหล่านี้สามารถหาที่วางไข่และทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำคัญของเหล่าปลาและสัตว์น้ำจนอาจสูญพันธุ์ได้ในที่สุด

IMG_6222[1]
สามแยกบริเวณส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างถนนในชุมชนกับเส้นทางโรดลิ้งค์
ไม่เพียงแต่เรื่องแหล่งน้ำเท่านั้นที่โครงการก่อสร้างถนนได้ทิ้งปัญหาให้แก่ชุมชน หากปัญหาที่ดินทำกินก็เป็นประเด็นสำคัญที่สองหมู่บ้านนี้กล่าวถึง เนื่องด้วยการเข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2553 นั้นไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลล่วงหน้าแต่อย่างใด หากบริษัทจะใช้ช่วงเวลาที่ชาวบ้านไม่อยู่เพื่อปรับพื้นที่และทำลายต้นไม้ซึ่งเป็นสมบัติของชาวบ้านที่อยู่ในขอบเขตของโครงการจนหมดสิ้น เมื่อชาวบ้านตื่นมาเจอก็ได้พบว่าพื้นที่เกษตรของตนเสียหายไปหมดแล้วโดยชาวบ้านไม่มีโอกาสแม้แต่จะทักท้วงใดๆ เลย ที่ดินที่เสียไปในครั้งแรกนั้นจึงยังไม่ได้ถูกบันทึกและไม่อาจนำมาคำนวนเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยใดๆ ได้ ดังนั้นแม้ภายหลังจะมีการให้ชาวบ้านคำนวนที่ดินและพืชพันธุ์การเกษตรที่เสียหายไป แต่ก็ไม่ทันการและไม่ใช่การแสดงความรับผิดชอบที่แท้จริง  อีกทั้งปัญหาเรื่องมาตรฐานในการชดเชยที่ไม่มีหลักการที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับอำนาจในการต่อรองและพื้นที่นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มใด โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2559 คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดย KNU ประกอบด้วยชาวบ้านหมู่บ้านละ 6 คน ได้เป็นตัวแทนในการเก็บบันทึกและรวบรวมข้อมูลความเสียหายทั้งหมดอันเป็นผลจากโครงการ ซึ่งในสิ้นปี 2561 นี้ จะถึงกำหนดและออกมาเป็นข้อมูลสุทธิที่สำเร็จครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีทั้งเอกสารสิทธิ์ของทั้งจากรัฐบาลและ KNU จึงเกิดความยากลำบากในการยืนยันถึงผลกระทบที่ตนได้รับ และแม้ชาวบ้านในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจะรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องต่อบริษัทถึงการชดเชยที่เป็นธรรม แต่ทางบริษัทก็ไม่ได้ชดใช้ให้ทั้งหมดตรงตามข้อเรียกร้อง ทั้งยังตั้งเพดานราคาไว้ต่ำกว่าที่ชาวบ้านกำหนดด้วย อย่างไรก็ตามมีชาวบ้านหลายรายที่กังวลและคำนึงถึงความไม่แน่นอนในอนาคตจนต้องเสี่ยงรับค่าชดเชยเหล่านั้น เนื่องจากที่ดินและทรัพย์สินของตนได้เสียหายไปแล้วและจำเป็นต้องใช้เงินส่วนนี้มาบริหารครอบครัวสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นแม้จะรู้สึกว่าสิ่งนี้คือการมัดมือชกก็ตาม ชาวบ้านบางรายก็ถึงขนาดขายที่ หากก็ยังมีชาวบ้านอีกหลายรายเช่นกันที่ยืนยันจะไม่ขอรับค่าชดเชยใดๆ จนกว่าบริษัทจะตกลงราคาค่าชดเชยที่เป็นธรรมตามที่พวกตนร้องขอไปแต่แรก ที่สำคัญคือต้องเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดขั้นตอนทั้งหมดที่จะมีต่อไปในอนาคตเพื่อความโปรงใสตามกระบวนการที่ควรจะเป็น และหาวิธีเยียวยาหรือกำหนดผู้รับผิดชอบที่จะมาฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ระบบนิเวศ และสังคมวัฒนธรรมที่เสียหายไปอย่างไม่อาจคำนวนเป็นตัวเงินได้ให้กลับคืนมา เพราะหากปัญหาในอดีตยังไม่มีการแก้ไข บริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องจะสามารถดำเนินโครงการต่อไปอย่างชอบธรรมได้อย่างไร

IMG_6263[1]
เอกสารค่าชดเชยที่นำมาให้อย่างมัดมือชกแก่ชาวบ้านหลังจากที่ดินทำกินถูกทำลายไปแล้ว
คำโฆษณาอีกอย่างหนึ่งของโครงการถนนนี้คือการสร้างงานสร้างรายได้แก่คนในพื้นที่ จากการเสนอรับคนในชุมชนเป็นแรงงาน และจะช่วยดึงดูดให้ชาวบ้านที่ไปทำงานฝั่งไทยกลับบ้านมาอยู่กับครอบครัวสักทีเพราะที่ทวายมีงานดีๆ ให้ทำแล้ว แต่จากที่ชาวบ้านได้ให้ข้อมูลมานั้น ค่าแรงที่บริษัทจ่ายให้เป็นจำนวนเพียง 6,000-8,000 จั๊ตต่อวัน หรือประมาณ 180 บาทเท่านั้น ทั้งยกตัวอย่างแรงงานจากในชุมชนที่หมู่บ้านโต๊ะตนลงซึ่งต้องตื่นไปทำงานตั้งแต่ตีห้าเพื่อเดินทางไปให้ทันทำงานตอนแปดโมง และกว่าจะเลิกงานจนกลับถึงบ้านก็เป็นเวลามืดค่ำ ค่าตอบแทนด้วยเงินจำนวนเท่านี้จึงไม่คุ้มค่าแก่แรงและเวลาที่เสียไปอย่างยิ่ง ทำให้ยากมากที่ชาวบ้านจะตัดสินใจทำงานให้โครงการนี้ เป็นเหตุให้เกิดผลตรงข้ามกับคำโฆษณา คือชาวบ้านยิ่งข้ามชายแดนเข้าไปทำงานในประเทศไทยกันมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้นแรงงานในพื้นที่ก่อสร้างจึงมีคนในชุมชนเพียงไม่กี่คน นอกจากนั้นเป็นคนจากภูมิภาคอื่นในเมียนมาและฝ่ายเทคนิคจากประเทศไทยเท่านั้น

นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีความคิดเห็นสะท้อนไปยังโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยรวมด้วยว่ารัฐบาลจะสามารถการันตีค่าแรงขั้นต่ำให้อย่างน้อยก็เท่ากับค่าแรงฝั่งไทย (300 บาท) และจะสามารถปกป้องสิทธิของแรงงานท้องถิ่นได้หรือไม่ ทั้งยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลแน่ชัดแก่ชาวบ้านว่าโรงงานต่างๆ ที่จะมาตั้งนั้นมีโรงงานอะไร ประเภทใดบ้าง ซึ่งถ้าหากเป็นโรงงานที่อิงกับผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น เช่นการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ส่งเสริมกันและกัน เพราะชาวบ้านในพื้นที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว แต่หากเป็นอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ พวกตนก็ไม่แน่ใจว่าคนในพื้นที่จะสามารถเข้าไปทำได้อย่างไร เพราะแม้จะมีการอบรมฝึกฝีมือแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถนัดหรือเกื้อหนุนวิถีชีวิตของท้องถิ่นให้เจริญงอกงามขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นแล้วในขณะที่การอยู่กินของชาวบ้านอันใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติเช่นในปัจจุบันนั้นกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เขตเศรษฐกิจพิเศษจึงเป็นเพียงภาพฝันของรัฐบาลเองที่อาจไม่ได้ดีดังหวังและยังอยู่ไกลเกินไปสำหรับพวกตน

“หากจะยืนยันจะทำโครงการต่อไป พวกเราชาวบ้านก็ต้องการเพียงให้มีผู้รับผิดชอบและแก้ไขปัญหาที่ได้เกิดไปก่อนหน้านี้แล้วก่อนที่จะดำเนินการอีกครั้ง หากอดีตยังไม่ถูกเยียวยา แล้วอนาคตจะสามารถทำอย่างถูกต้องโปร่งใสให้พวกเราเชื่อมั่นได้อย่างไร”

. . .

IMG_6296[1]
ทางเข้าหมู่บ้านตะบิวชอง
หลังเที่ยงวันเราเดินทางต่อไปไม่ไกลนักถึงหมู่บ้านตะบิวชองและหมู่บ้านปินธาดอว์ ซึ่งมีรูปแบบการเพาะปลูกและดำรงชีวิตคล้ายคลึงกับสองหมู่บ้านก่อนหน้า หากด้านสภาพพื้นที่และการใช้สอยทรัพยากรนั้นมีความแตกต่างกันไป เราเริ่มย้อนถามถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของหมู่บ้านทั้งสองจากปากของผู้คนหลากหลายวัยว่า หากนับรวมตั้งแต่หมู่บ้านเริ่มก่อตั้งนั้นก็เป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว โดยเดิมทีมีเพียงไม่กี่หลังคาเรือนและค่อยๆ มีผู้คนทยอยเข้ามาอาศับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อปี 2523 ได้เกิดการสู้รบระหว่างกองกำลัง KNU และทหารพม่า ซึ่งบริเวณนี้ก็เป็นพื้นที่สู้รบจนทำให้บ้านเรือนถูกเผาวอดไปหลายหลัง ชาวบ้านในช่วงเวลานั้นด้วยความตื่นกลัวทหารพม่าจึงต้องหนีไปซ่อนในป่า เทียวไปเทียวมาระหว่างหมู่บ้านกับป่าจนไม่อาจดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เหตุการณ์สู้รบยืดเยื้อมาจนถึงปี 2554 ที่มีการเซ็นสัญญาหยุดยิง ปี 2555 พื้นที่นี้จึงสงบและปลอดภัยพอจะให้ชาวบ้านได้เริ่มกลับเข้ามาในหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง โดยในปัจจุบันมีชาวบ้านจากตะบิวชองและปินธาดอว์ประมาณหมู่บ้านละ 10 ครอบครัวที่ข้ามไปทำงานที่ฝั่งไทย

ด้านวิถีทางการเกษตรนั้นชาวบ้านในพื้นที่นี้เน้นการทำไร่หมุนเวียน ทั้งนาข้าว ไปจนถึงพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น หมาก มะม่วงหิมพานต์ มะพร้าว เป็นต้น และยังมีการใช้สอยผลิตผลจากป่าชุมชนที่ผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยทั้งตะบิวชองและปินธาดอว์นี้มีชาวบ้านประมาณ 50% เป็นเจ้าของที่ดิน 3- 5 เอเคอร์ นอกจากนั้นก็มีสัดส่วนการถือครองแตกต่างกันออกไป ซึ่งมี 1 หรือ 2 คนต่อหมู่บ้านเท่านั้น ที่เป็นเจ้าของที่ทำกินมากกว่า 50 เอเคอร์ และชาวบ้านไม่กี่ครัวเรือนที่ที่ดินมีเอกสารสิทธิ์จากรัฐบาล ในตะบิวชองเองมีชาวบ้านเพียง 20 กว่าคนที่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนอีก 40 กว่าคนนั้นมีเอกสารสิทธิ์ที่รับรองโดย KNU หากบางคนก็สามารถมีได้จากทั้งสองทาง ฟากปินธาดอว์มีชาวบ้านประมาณ 20-30 คนที่มีเอกสารสิทธิ์จากรัฐบาล และชาวบ้านในจำนวนเท่าๆ กันก็มีเอกสารสิทธิ์จาก KNU ซึ่งรูปแบบการเก็บภาษีที่ดินนั้นก็แตกต่างกันออกไป โดยทางรัฐบาลคิดเพียงเอเคอร์ละ 2-3 จั๊ตต่อปีเท่านั้น ขณะที่ KNU จะคิด 4% จากผลผลิตที่ได้จากหมากในแต่ละปี ซึ่งการคำนวนออกมาเป็นจำนวนเงินนั้นก็ยืดหยุ่น แล้วแต่ว่าผู้ที่ดูแลการเก็บภาษีจะประเมินว่าควรจ่ายเท่าใด

ด้านผลกระทบจากการก่อสร้างถนนต่อแหล่งน้ำนั้น ชาวบ้านจากปินธาดอว์ให้ข้อมูลว่าพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงเท่าใดนัก เพราะพื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภคจึงใช้วิธีการต่อท่อส่งน้ำ และในบางครัวเรือนที่ไม่อาจเข้าถึงแหล่งน้ำจากท่อได้จะต้องเดินทางเพื่อไปนำน้ำจากลำน้ำที่อยู่ไกลออกไปมาก ส่วนในตะบิวชองนั้นต่างออกไปเพราะมีการใช้น้ำจากแม่น้ำและลำธารสายย่อยๆ มากมาย เมื่อโครงการเริ่มดำเนินการก่อสร้างจึงส่งผลให้ไม่อาจใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเดิมได้อีก เนื่องจากเกิดตะกอนและดินโคลนสกปรกมาแทนที่น้ำสะอาด จนปัจจุบันชาวบ้านในตะบิวชองต้องจ่ายเงิน 1,000 จั๊ตต่อเดือนเพื่อใช้น้ำจากท่อส่งน้ำจากภูเขาในการอุปโภคบริโภค และผลจากดินโคลนในแม่น้ำนี้เองที่ส่งผลกระทบไปถึงพันธุ์ปลาอันเป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวบ้านที่ลดจำนวนลงในพริบตา จากที่สามารถหาจับได้ตลอดเวลากลับกลายเป็นต้องรอซื้อจากพ่อค้าแม่ค้าที่นำเข้าปลามาขายจากในเมืองทวาย นับแต่นั้นเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญและต้องเร่งขวนขวายหามามากกว่าเดิม

และเช่นเดียวกับหลายพื้นที่ ชาวบ้านที่มีที่ดินทำกินบริเวณการก่อสร้างที่ต้องสูญเสียไปเพราะถนนได้ตัดผ่านเรือกสวนไร่นา รวมถึงพื้นที่ข้างทางตลอดแนวที่ก็ไม่อาจเพาะปลูกอะไรได้อีก ความกังวลอีกเรื่องหนึ่งคือการที่บางส่วนของถนนตัดขนานกับภูเขาบริเวณต้นน้ำ ซึ่งหากเกิดการพังทลายของหน้าดินจะก่อให้เกิดอันตรายและส่งผลกระทบต่อแม่น้ำซ้ำเข้าไปจากเดิมอีก

IMG_6280[1]
ส่วนของถนนที่ชาวบ้านและปศุสัตว์ใช้สัญจร
ข้อมูลและความคิดเห็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ได้จากชาวบ้านคือ ถนนในพื้นที่นั้นมีอยู่ 2 ที่มา คือถนนจากรัฐบาลที่ใช้สัญจรเข้าเมืองทวายซึ่งชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และถนนจากบริษัทซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ไม่เห็นว่าพวกเขาได้อะไรจากเส้นทางนี้ เพราะส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านก็เดินทางระหว่างชุมชนและพื้นที่ทำกินของตนเท่านั้น จะมีก็เพียงเหล่าคนทำธุรกิจหรือผู้ที่ติดต่อค้าขายซึ่งต้องสัญจรระหว่างทวายและประเทศไทยเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ที่สำคัญคือการตัดถนนผ่านหมู่บ้านเช่นนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าชาวบ้านจะข้ามถนนอย่างไร เพราะตอนนี้ชาวบ้านไม่เห็นแม้แต่แบบที่ก่อสร้างว่าจะเป็นทางยกระดับหรือมีรั้วกั้นหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ก่อให้เกิดความไม่สะดวกด้วยกันทั้งสิ้น เพราะไม่เพียงแต่คนเท่านั้นที่ต้องใช้พื้นที่โดยรอบ ยังมีปศุสัตว์และสัตว์ป่าที่ต้องใช้เส้นทางเหล่านี้เป็นกิจวัตรด้วย แม้ถนนจะเปิดทางบางช่วงให้ชาวบ้านข้ามผ่านได้แต่ก็คงไม่เหมาะสมกับสัตว์เหล่านี้อย่างแน่นอน และหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะมีใครมารับผิดชอบได้ในส่วนนี้

IMG_6347[1].JPG
การเลี้ยงปศุสัตว์ในชุมชนแบบธรรมชาติท่ามกลางสวนหมากที่แซมด้วยพืชพรรณอื่นๆ อย่างหนาแน่น
โดยแรกเริ่มในการเข้ามาก่อสร้างนั้น ย้อนไปช่วงปี 2553 บริษัทก็ได้เข้ามาปรับหน้าดินและขนอุปกรณ์การก่อสร้างมาพร้อมโดยไม่มีการบอกกล่าวใดๆ ก่อน ชาวบ้านในขณะนั้นไม่ได้รับข้อมูลใดๆ ของโครงการนี้เลยจนทั้งหมดต้องจำใจรับค่าชดเชยไว้ก่อน แต่หลังจากนั้นก็ได้รวมตัวกันเพื่อการต่อรองเรทค่าชดเชยที่เป็นธรรมจนได้เป็นราคาตลาด คือสำหรับที่ดินที่ว่างเปล่าจะได้ประมาณ 5 แสนจั๊ตต่อเอเคอร์ และถ้าเป็นที่ดินที่มีพืชพรรณอยู่ก็จะได้ประมาณ 1 ล้านจั๊ตต่อเอเคอร์ เป็นต้น หากสำหรับชาวบ้านแล้วเงินที่ได้ก็เป็นเพียงตัวเลขที่อาจนำมาชดเชยและจัดสรรไว้ใช้สำหรับครอบครอบได้เพียงระยะสั้นๆ และผิวเผิน แต่ที่ดินที่เสียไปต่างหากที่สำคัญที่สุดเพราะคือหลักประกันถึงอนาคตซึ่งก็คือชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขานั่นเอง

. . .

IMG_6433[1]
แม่น้ำกาโลนท่า เส้นเลือดสำคัญของชาวกาโลนท่าที่จะถูกกำหนดให้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำในอนาคต
พื้นที่สุดท้ายที่เราเข้าไปพูดคุยคือ หมู่บ้านกาโลนท่า ซึ่งเป็นอีกแห่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในโครงการพัฒนาต่างๆ รวมถึงโครงการถนนสองเลนนี้ด้วย โดยชาวบ้านได้เล่าย้อนไปเมื่อครั้งที่เริ่มรับรู้ถึงการมาของโครงการเป็นครั้งแรกว่า เมื่อปลายปี 2553 บริษัทที่มีคนไทยได้มายังบริเวณก่อสร้างพร้อมกับล่าม แต่ไม่ได้เชิญชาวบ้านเพื่อไปรับฟังข้อมูลแต่อย่างใด ไม่มีการปรึกษาหารือ ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า แต่กลับลงมือปรับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจนเสียหายไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งหลังจากนั้นทางผู้พัฒนาโครงการก็ได้เริ่มติดต่อกับชาวบ้านโดยตรงเพื่อประเมินความเสียหายและจ่ายค่าชดเชย หากสถานการณ์ในพื้นที่กลับยิ่งเลวร้ายลงเนื่องจากพฤติกรรมที่ชาวบ้านระบุว่า ฝ่ายทีมงานที่มาทำการก่อสร้างนั้นปฏิบัติต่อพวกตนอย่างหยาบคายและไม่คำนึงถึงความรู้สึกของชาวบ้านแต่อย่างใด และการจ่ายค่าชดเชยนั้นก็ไม่มีแม้แต่การกำหนดเรทมาตรฐาน เพราะขึ้นอยู่กับว่าใครที่มีความสัมพันธ์อันดีและมีความใกล้ชิดกับบริษัทก็จะสามารถต่อรองและได้ค่าชดเชยที่เพิ่มมากขึ้นกว่าคนอื่นๆ ซึ่งหมายถึงไม่มีความโปร่งใสใดๆ ในทุกขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้นในการประชุมครั้งหนึ่งระหว่างบริษัทที่ปรึกษาและชาวบ้านในปี 2557  ได้มีคำถามจากคนในพื้นที่ว่าหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้ว พวกตนจะได้ใช้ถนนนี้หรือไม่ หนึ่งในทีมงานชาวเมียนมาของบริษัทได้ตอบกลับมาว่าถนนนี้จะไม่อนุญาตให้ชาวบ้านใช้ และแม้จะเกิดอุบัติเหตุต่อคนหรือสัตว์จากรถยนต์หรือรถบรรทุกจนถึงขั้นเสียชีวิตก็จะไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น เหตุนี้เองจึงทำให้ชาวบ้านเจ็บปวดและโมโหกับคำตอบนี้อย่างที่สุด และพากันออกจากที่ประชุมนั้นไป หากสิ่งที่ตอกย้ำให้ชาวบ้านรู้สึกถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือเจ้าหน้าที่ทางการกล่าวแก่ชาวบ้านว่า ชาวบ้านไม่อาจปฏิเสธขั้นตอนการปรึกษาหารือของ EIA ได้ ชาวบ้านมีหน้าที่เพียงเข้าร่วมประชุมและเสนอข้อห่วงกังวลเท่านั้น ซึ่งเมื่อได้ฟังก็ให้รู้สึกรับไม่ได้กับกระบวนการอันไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมเช่นนี้

ผลกระทบต่อแหล่งน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพของหมู่บ้านกาโลนท่าก็เกิดขึ้นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะที่เกิดแก่คลองสำคัญ 3 สายของหมู่บ้านที่จะไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำสายหลัก ซึ่งหากโครงการดำเนินต่อไปจะส่งผลให้เกิดโคลนกีดกั้นส้นทางการไหลของน้ำ และไปเปลี่ยนแปลงสภาพระบบนิเวศย่อยอันสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพันธุ์ปลา ทำให้ปลาขาดแหล่งอาศัยและแหล่งอนุบาลปลาวัยอ่อนซึ่งคือเหล่าเกาะแก่งและซอกหินน้อยใหญ่ในท้องน้ำ ปัจจุบันนี้ชาวบ้านเล่าว่าไม่อาจหาปลาในแม่น้ำใกล้เคียงในหมู่บ้านได้อีกแล้ว และต่อไปจะลามมากระทบการอุปโภคบริโภคน้ำสะอาดของคนในชุมชนด้วย

ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจคือพื้นที่นี้มีกลุ่มนักค้าไม้ที่เข้ามาหาประโยชน์จากป่าซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจตัดไม้ผิดกฎหมาย โดยเมื่อถนน Road Link ก่อสร้างก็ทำให้การเข้ามาตัดไม้และส่งออกขายสะดวกขึ้นจนเพิ่มจำนวนเหล่านักตัดไม้เถื่อน ทำให้การเข้ามาของถนนกลายเป็นการเร่งการตัดไม้ทำลายป่าทางอ้อมด้วย

. . .

IMG_6335[1]

เนื้อหาข้างต้นล้วนคือเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่จริงอันได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการถนนเชื่อมต่อสองช่องทางที่มีความห่วงกังวลและบอกเล่าถึงปัญหาอันสะสมซึ่งได้เกิดขึ้นไปแล้วโดยยังไม่มีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ จะเห็นได้ว่ากระบวนการหนึ่งที่มีปัญหาอย่างมากและคนในพื้นที่ได้กล่าวถึงตรงกันนั่นก็คือ กระบวนการปรึกษาหารือและการจัดทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ที่ผู้ดำเนินโครงการได้เข้าไปถากถางและบุกรุกพื้นที่ของชาวบ้านหลังจากการลงนามสัญญาสัมปทานกับรัฐบาลเมียนมาทันที แล้วค่อยเริ่มกระบวนการ EIA ในภายหลังโดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แจ้งเตือนล่วงหน้าหรือให้ข้อมูลรายละเอียดของโครงการแก่ชุมชนแต่อย่างใด ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจกระบวนการลัดขั้นตอนเหล่านี้เป็นอย่างมากเนื่องจากขาดความโปร่งใสและไม่มีธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง แม้บริษัทพยายามจะอ้างว่าทางบริษัทมีกระบวนการที่ก้าวหน้ามากแล้วเพราะยังไม่มีกฎหมายในเมียนมาที่กำหนดให้ทำ EIA ก่อนเริ่มโครงการแต่อย่างใด และหลังจากที่ทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้กลับเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการทวาย (ระยะแรก) ในนามบริษัท MIE ทางบริษัท TEAM Consulting Engineering ก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดทำ ESIA ในส่วนของโครงการถนนสองช่องทางด้วย โดยเผยแพร่เอกสารลงในเว็บไซต์ของบริษัท MIE หากข้อมูลที่ปรากฏในเว็บไซต์นั้นล้วนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเช่นชาวบ้านจึงเข้าไม่ถึงข้อมูลเหล่านั้นด้วยไม่มีการแปลเป็นภาษาพม่าหรือภาษากะเหรี่ยงแต่อย่างใด ที่สำคัญคือหลังจากที่เกิดความขัดแย้งระหว่างบริษัท TEAM กับชาวบ้านในขั้นตอนการทำ ESIA แล้วบริษัท TEAM ก็ได้ออกจากพื้นที่และไม่ได้กลับไปอีก หากไม่นานนักก็ได้ออก ESIA ออกมา ซึ่งหมายถึง ESIA ฉบับนี้ไม่ได้ผ่านขั้นตอนความเห็นชอบจากชาวบ้านหรือการสำรวจใดๆ นั่นเอง ทั้งหมดเหล่านี้จึงยิ่งตอกย้ำกระบวนการอัน ‘เหมือนตั้งใจให้ไร้ประสิทธิภาพ’ เพื่อหวังเพียงผลคืบหน้าทางธุรกิจโดยไม่กล้าแม้จะสบตาชาวบ้านและบอกกล่าวข้อมูลด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ

IMG_6205[1]
แผนที่ที่ชาวบ้านช่วยกันกำหนดพิกัดแสดงถึงที่ตั้งชุมชน ลำน้ำสำคัญ และเส้นทางของถนนสองเลนที่ตัดผ่านเข้ามา

            “รัฐบาลมักกล่าวว่าอยากให้คนได้คำนึกถึงว่าโครงการเหล่านี้จะนำการพัฒนาและความเจริญมาสู่ประเทศ แต่ชาวบ้านอยากให้รัฐบาลเองนั่นแหละที่คำนึงถึงความต้องการและความผาสุกของประชาชนด้วย พวกเราไม่ได้คัดค้านหรือต้องการให้โครงการยุตติ หากโครงการถนนนี้มีประโยชน์และจำเป็นต้องสร้างจริงๆ ชาวบ้านก็ไม่อาจห้ามได้ เพียงแต่ต้องการให้ทุกกระบวนการในการดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และมีความรับผิดชอบ”

(ชาวบ้านกาโลนท่า 9 กรกฎาคม 2561)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s