วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๖๑ ระหว่างเวลา ๐๙.๓๐-๑๖.๐๐ น.
ณ ห้องประชุม ออดิทอเรียม The Conecion

๐๙.๓๐ เริ่มด้วยการนำเสนอในหัวข้อ “โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย: มองอดีต ก่อนเดินหน้า”

Thant Zin (ภาคประชาสังคมเมียนมา)  ในทวายตอนนี้นอกจากจะมีโรดลิ้งค์แล้วเรายังมีโครงการเหมืองขนาดใหญ่อีกสองแห่งซึ่งไฟฟ้าที่ได้ทั้งหมดจะส่งให้ประเทศไทย และการตั้งเป้าหมายด้านเศรษฐกิจเป็นหลักของรัฐบาลก็ส่งผลให้ชาวบ้านโดยเฉพาะในพื้นที่กะเหรี่ยงต้องถูกแย่งยึดที่ดิน ซึ่งปัจจุบันที่ดินกว่า ๘๐,๐๐๐ เอเคอร์ของชาวบ้านต้องถูกรัฐบาลยึดไป และในพื้นที่ตะนาวศรีซึ่งจะเป็นที่รองรับโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้ที่ดินถึง ๑.๘ ล้านเอเคอร์ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นก็มีตั้งแต่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงผลกระทบทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งหากจะยกตัวอย่างโครงการที่ได้รับผลกระทบในทุกๆ ด้านนั่นก็คือโครงการเหมืองแร่เฮงดา ชาวบ้านในพื้นที่ได้พยายามต่อสู้เรียกร้องมาอย่างยาวนาน

สิ่งที่เราได้ทำไปแล้วก็คือ เราได้ยื่นข้อร้องเรียนกรณีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติประเทศไทย จนได้มีมติคณะรัฐมนตรีออกมา และยังได้ทำงานร่วมกับ ETO Watch Coalition ในการติดตามประเด็นเงินกู้สร้างถนนเชื่อมต่อ ซึ่งสิ่งที่เราจะวางแผนทำต่อไปในอนาคตอันใกล้คือการสร้างความเข้าใจและและผลักดันศักยภาพของภาคประชาชน เช่นที่หมู่บ้านกาโลนท่า ซึ่งเป็นหมู่บ้านสำคัญอันเป็นจุดเริ่มต้นของผลกระทบจากโครงการต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ และอีกเป้าหมายหนึ่งคือจะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม

ธีรชัย ศาลเจริญกิจถาวร (The Mekong Butterfly) ให้ข้อมูลเรื่องโครงการถนนเชื่อมต่อสองช่องทางและข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านและภาคประชาสังคมซึ่งจะจัดทำเป็นรายงานการศึกษาว่า เมื่อ วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๑ รัฐสภาเมียนมาอนุมัติเงินกู้ผ่อนปรน ๔,๕๐๐ ล้านบาท หลังจากรัฐบาลไทยได้เสนอให้รัฐบาลเมียนมากู้เงิน โดยให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA ในสังกัดกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ปล่อยกู้ เพื่อปรับปรุงถนนสองช่องทางจากจุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยรัฐบาลเมียนมาออกมาประกาศว่าจะมีการเริ่มปรับปรุงถนนสองช่องทางในช่วงกลางปีนี้ โดยในปัจจุบันบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ในนามของบริษัท เมียนทวาย อินดัสเทรียล เอสเตท จำกัด ก็ได้ดำเนินการจัดทำร่างรายงานฉบับแก้ไขสำหรับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม(Revised Draft Final Report for Environmental and Social Impact  Assessment: ESIA) ในส่วนของถนนสองช่องทางไปแล้ว โดยการอนุมัติกู้เงินนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่มาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการให้กู้เงิน ๔,๕๐๐ ล้านบาท และยังคงไม่เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ จึงเกิดข้อสังเกตว่ามติคณะรัฐมนตรี เมื่อ พฤษภาคม ๒๕๕๙ กรณีท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ที่ให้มีกลไกกำกับดูแลหรือสนับสนุนภาคเอกชนในการเคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน การผลักดันมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจังตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principle on Business and Human Rights: UNGP) นั้น จะเกิดขึ้นจริงและมีการบังคับใช้อย่างจริงจังได้หรือไม่และเหตุใดจึงไม่ปฏิบัติตามมติ ปี ๒๕๕๙ ดังกล่าว

รายละเอียดถนนสองช่องทาง

ในรายงานของบริษัท Roland Burger ในปี ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาโครงการทวายระยะสมบูรณ์ได้ปรากฏแบบโครงสร้างของถนนที่อาจถูกพัฒนาขึ้นภายใต้การดำเนินการของบริษัทที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการ โดยมีลักษณะดังนี้

  • ถนนสองช่องทางที่มีอยู่ตอนนี้จะถูกพัฒนาเป็นถนนลาดยาง
  • ถนนจะมีสองช่องทางจราจร โดยแต่ละช่องทางจะมีความกว้างอย่างน้อย ๓.๕ เมตร
  • ไหล่ทางจะมีความกว้างแต่ละช่องทางอย่างน้อย ๑ เมตร สำหรับทางเนินและทางเขา และมีความกว้าง ๑.๕ เมตร สำหรับทางราบ
  • ใช้มาตรฐานการออกแบบของกรมทางหลวงแห่งประเทศไทย ซึ่งในที่นี้จะใช้มาตรฐานการออกแบบทางหลวงชั้นทาง ๔ ซึ่งกำหนดว่าให้มีความลาดชันสูงสุดในส่วนทางราบ ๔%, ทางเนิน ๘% และทางเขา ๑๒% ซึ่งหากใช้มาตรฐานการออกแบบชั้น ๔ นั่นหมายความว่าปริมาณการจราจรเฉลี่ยต่อวัน ๓๐๐ – ๑,๐๐๐ คัน ต่อวัน
  • มีด่านเก็บค่าธรรมเนียมทั้งหมด ๔ จุด
  • อาคารบริหารและกู้ภัย

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีความชัดเจนว่าลักษณะการออกแบบถนนสองช่องทางที่ปรากฏในรายงาน หรือแม้กระทั่งใน ESIA โครงการถนนสองช่องทางที่ทางบริษัท TEAM Consulting Engineering ได้จัดทำขึ้นในปี ๒๕๕๘ นั้นจะถูกนำมาใช้ในการก่อสร้าง/ปรับปรุงถนนสองช่องทางในอนาคตที่ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ ๔,๕๐๐ ล้านบาทจากรัฐบาลไทย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการหารือและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในคณะทำงานเฉพาะกิจระหว่างไทย – เมียนมา ว่าด้วยโครงการถนนสองช่องทาง รวมทั้งเงื่อนไขการกู้ยืมของ NEDA ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกำหนดกรอบ รายละเอียด เงื่อนไขการให้เงินกู้ด้วย

เวลา ๑๐.๓๐ ช่วงการเสนอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ นำโดย

นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ได้มีข้อสะท้อนเกี่ยวกับโครงการการลงทุนดังนี้

ประการแรก ความคิดเชิงนโยบายในการพัฒนาประเทศในระบบทุน ซึ่งไม่ใช่แต่ในเมียนมาเท่านั้น แต่ทั่วโลกกำลังยอมรับในระบบทุนเสรีนิยมใหม่ ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเรากำลังศึกษาอยู่นั้นจะซ้ำกันหมด นั่นคือโครงการเหล่านี้จะทำร้ายและทำลายประชาชน และให้ผลดีแต่กับนักธุรกิจรายใหญ่ที่เป็นทุนข้ามชาติ นี่เองจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดขอรัฐไทย เมียนมา กัมพูชา และลาว ว่าการพัฒนาในพื้นที่บริเวณนี้ไม่จำเป็นและจะต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ จึงจะสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะหากยังดำเนินการอยู่เช่นนี้ก็ขัดต่อการลงนามที่ไทยได้สัญญาไว้กับประชาคมโลก เราจึงต้องทำให้รัฐเห็นว่าหากต้องการจะสร้าง SDG จริง จะต้องลงมือปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวด้วย

ประการที่สอง คือ การที่รัฐกำลังร่างแผนปฏิบัติการเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนนั้น รัฐก็จะต้องปฏิบัติตามให้ได้ เริ่มตั้งแต่เรื่องการเคารพในสิทธิมนุษยชนข้อสำคัญนั่นก็คือ ต้องยอมรับสิทธิในการตัดสินใจในอนาคตและชีวิตของประชาชน (self determination) ซึ่งก็คือคนทวาย คนที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา และคนไทยทุกคนที่เป็นผู้ให้เงินจำนวน ๔,๕๐๐ ล้านบาทแก่รัฐไทยในการให้รัฐบาลเมียนมากู้เงิน ซึ่งปลายทางของเงินตรงนี้ต้องไม่ทำลายหลักการข้อนี้โดยเด็ดขาด เพราะถึงที่สุดแล้วชาวบ้านไม่ได้ต้องการเงินชดเชย หากต้องการเพียงที่ดินและวิถีชีวิตดั้งเดิมกลับคืนมา รัฐจึงต้องไปพิจารณานิยามของการพัฒนาที่เปลียนแปลงไป นั่นก็คือการลงทุนที่เป็นธรรม การสนับสนุนเกื้อกูลกัน รัฐจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่การปกป้อง แต่ต้องเคารพการตัดสินใจด้วยอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ข้อต่อไปคือรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเพื่อให้คนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องดำเนินการก่อนที่จะไปไล่รื้อที่ดิน และก่อนที่จะมีการศึกษาผลกระทบ และกระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) นี้เองที่จะเป็นฐานยืนยันต่อบริษัทว่าทรัพยากรธรรมชาติที่จะสูญเสียไปหากมีการดำเนินโครงการนั้นจะต้องใช้มูลค่าเท่าใดในการฟื้นฟู บริษัทจะมีศักยภาพพอในการรองรับความเสี่ยงนี้หรือไม่ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญหนึ่งของการมี EIA และกระบวนการการทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็งและเข้าใจเรื่องการต่อสู้ทางสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการทำให้สิทธิมนุษยชนเติบโต

โดยมีข้อเสนอดังนี้

๑. ต้องผลักดันวิธีคิดในการพัฒนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าการพัฒนาที่เหมาะสมในพื้นที่แห่งนี้ควรจะเป็นอะไร

๒. ต้องเสนอนโยบายที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน ที่ข้อเสนอทั้งหลายจะเกิดจากการวิจัยและการทำงานที่ต่อเนื่อง

๓. บริษัทต้องตอบคำถามให้ได้ว่าสิ่งที่สูญเสียไปแล้วนั้นจะฟื้นฟูอย่างไร ทั้งในระยะเร่งด่วน เช่นเหตุการณ์เขื่อนดินแตก และในระยะยาวเช่นปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงและโครงการทวาย

๔. ต้องขยายศักยภาพของอาเซียนที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป นั่นคือปฏิญญาอาเซียน และต้องเสนอเสาหลักอาเซียนเสาที่ ๔ นั่นคือเสาสิทธิมนุษยชน ประการที่สองคือทำให้เกิดสภาประชาชนแม่น้ำโขง

คุณศรีสุวรรณ ควรขจร ผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวเสริมว่า เรื่องหลักสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นเรื่องที่ทั่วโลกยอมรับ หากแต่ยังใหม่ในภูมิภาคอาเซียน การทำให้แต่ละประเทศแถบนี้เกิดความเข้าใจจึงเป็นภารกิจที่ต้องผลักดันกันต่อไป

คุณมนตรี จันทวงศ์ (The Mekong Butterfly) ตั้งคำถามในประเด็นเรื่องเงินกู้ ๔,๕๐๐ ล้านบาทที่ไทยให้กู้ว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ตามรายละเอียดของมติ ครม. กรณีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือน้ำลึกทวายนั้น ได้ระบุว่า การดำเนินการต่อไปจะต้องดำเนินการตามหลักการ UNGP นั่นก็คือ การคุ้มครอง การเคารพ และการเยียวยา ซึ่งตอนนี้เรายังไม่เห็นเลยว่าเงินกู้ก้อนนี้นั้น เมื่อไปดำเนินการในเมียนมาแล้วได้ปฏิบัติตามหลักสามประการนี้อย่างไรบ้าง และเกิดคำถามว่าเราจะทำอย่างไรได้บ้างกับเงินกู้ก้อนนี้ ในเมื่อเงินกู้นี้ไม่สอดคล้องกับมติ ครม.  ทางไทยเองจึงควรมีความชอบธรรมหรือไม่ที่จะระงับเงินกู้

Thant Zin (ภาคประชาสังคมจากเมียนมา) ได้ให้ข้อมูลเสริมเรื่องโครงการถนนสองช่องทางว่า หลังจากที่รัฐบาลเมียนมามีมติอนุมัติรับเงินกู้นี้ก็เกิดการถกเถียงเป็นวงกว้าง ทั้งเรื่องการที่รัฐบาลอาจปรับปรุงแบบก่อสร้างถนนเส้นทิคี-ทวาย ซึ่งต้องใช้ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นมหาศาล จนการก่อสร้างอาจไม่ใช่เพียงถนนสองเลนเช่นเดิม แต่อาจมีส่วนต่อขยายต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และที่น่าแปลกใจคือแบบการก่อสร้างนั้นยังไม่ระบุชัดเจนว่าจะเป็นแบบไหนกันแน่ เพราะในปัจจุบันมีอยู่สองแบบแปลน แม้แต่ในงานศึกษา (EIA) ก็มีทั้งสองแบบเช่นกัน สร้างความสับสนแก่ชาวบ้านอย่างมาก และมีเสียงสะท้อนจากชาวบ้านคือปัจจุบันชาวบ้านมีถนนที่ต่างใช้ประโยชน์ในการสัญจรอย่างสะดวกสะบายอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่รู้ได้ว่าโครงการถนนนี้มุ่งจะทำประโยชน์เพื่อใครกันแน่

คุณเปรมฤดี ดาวเรือง (ผู้เชี่ยวชาญจากภาคประชาสังคมไทย) ให้ความเห็นว่า เคยมีคำถามจากภาครัฐในการประชุมของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีโครงการทวายว่า จริงๆ แล้วชาวบ้านอยากได้อะไรเพื่อพัฒนาชุมชน เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล หรือสาธารณูปโภคอื่นๆ ซึ่งหากมีความต้องการในลักษณะนี้เราสามารถใช้เงินของรัฐบาลไทยช่วยได้ คำถามนี้จึงฟังดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยพยายามสนับสนุนทุนไทยให้ไปลงทุนและหาประโยชน์ในเมียนมา ด้วยการแทรกการก่อสร้างสาธารณประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นไปพร้อมกับการดำเนินการของโครงการขนาดใหญ่ โดยการสนับสนุนนั้นก็มาจากเงินภาษีจากประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น เหตุนี้เราจึงควรมองให้กว้างว่าไทยกำลังมีบทบาทอย่างไรในเมียนมา และประชาชนควรถกเถียงและตั้งคำถามต่อเรื่องเหล่านี้ ในประเทศที่ก้าวหน้าแล้วอย่างญี่ปุ่น การให้เงินช่วยเหลือประเทศอื่น (ODA) ได้ถูกปรับมาให้เกิดกลไกให้ภาคประชาชนและประชาสังคมสามารถตั้งคำถามอย่างเป็นระบบและมีคณะกรรมการที่จะตรวจสอบเงินที่ให้กู้นี้ได้โดยตรง ดังนั้นในไทยเองที่กำลังขยายความช่วยเหลือไปยังประเทศในภูมิภาคไปพร้อมกับทุนนั้น ภาคประชาสังคมและประชาชนไทยจะต้องพยายามคิดถึงเรื่องกลไกการตรวจสอบดังที่ได้ยกตัวอย่าง เพราะการไปถามชาวบ้านว่าต้องการอะไรนั้นอาจจะตอบคำถามได้ยาก แต่การทราบว่าเงินจะไปพร้อมกับอะไรนั้นจะเป็นสิ่งที่สามารถตอบคำถามข้อนี้ได้ง่ายกว่า

อ.อริศรา เหล็กคำ (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)  ได้ตั้งคำถามว่า โครงการประเภทเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายนั้น ดูเป็นโครงการที่มุ่งเพื่อการลงทุนจริงๆ จึงเกิดคำถามว่าการลงทุนแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษในไทยนั้นดำเนินการไปเพราะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการลงทุนจริงๆ หรือเพียงเพราะเพื่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ไว้ก่อน โดยที่แท้จริงแล้วยังไม่มีใครเข้ามาจับจองลงทุน ผู้ที่ได้ประโยชน์จึงอาจมีเพียงกลุ่มในพื้นที่ที่จะได้ประโยชน์จากการสร้างถนน สร้างสายส่งไฟฟ้า แต่ไม่ใช่กับนักลงทุนหน้าใหม่จากนอกพื้นที่

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ตอบคำถามดังกล่าวว่า ทั้งหมดนี้คือโมเดลของเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รองรับระบบทุน การสร้างสาธารณูปโภคหรือโครงการย่อยๆ เป็นวิธีการดำเนินงานและการนำเสนอของโมเดลธุรกิจลักษณะนี้ที่จะนำเสนอเพียงโครงการย่อยๆ ทีละโครงการเท่านั้น เช่นท่าเรือ โรงไฟฟ้า ถนน เมื่อแยกเป็นโครงการย่อยแล้วก็จะทำให้ลดแรงเสียดทานในการต่อต้านลงได้ เช่นเดียวกับขั้นตอนการศึกษา EIA ที่การทำการสำรวจแยกย่อยเช่นนี้จะทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่จะเห็นเป็นพื้นที่ในวงแคบเข้ามาที่จะแสดงผลกระทบไม่มากเท่าการฉายภาพใหญ่ทั้งโรงการ

ชาวบ้านจากโครงการถนน หมู่บ้านตะบิวชอง ได้แสดงความคิดเห็นว่า จากการนำเสนอภาคเช้านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า

๑. คนในพื้นที่ไม่มีความเข้าใจโครงการเลยเพราะได้รับข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่รู้แม้กระทั่งโครงการนี้เกี่ยวกับอะไร ไม่มีช่องทางไหนเลยที่ชาวบ้านจะเข้าถึงบริษัท และที่ผ่านมาบริษัทก็ติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเดียว ไม่มีการมาปรึกษาหารือหรือถามความยินยอมพร้อมใจจากประชาชนในพื้นที่เลย

๒. อีกปัญหาหนึ่งก็คือแรงงานอพยพที่เข้ามาพร้อมกับโครงการก่อสร้างถนน ซึ่งพอจะมีการโครงการใหม่อีกครั้งก็มีการไปเจรจากับผู้อพยพที่เป็นประชากรกลุ่มใหม่ที่ได้ประโยชน์จากการมาของถนนอยู่แล้ว เพราะเป็นแรงงานในขั้นตอนการก่อสร้าง และเป็นผู้ที่ใช้เส้นทางเพื่อข้ามไปยังชายแดนไทยหรือยังพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ แทนที่จะมาปรึกษาหารือกับชาวบ้านที่อยู่มาดั้งเดิม ทั้งกลุ่มผู้อพยพยังไม่มีที่ดิน ทรัพย์สิน และเรือกสวนไร่นาที่ต้องถูกทำลายไปเหมือนพวกตน

๓. สำคัญที่สุดคือพื้นที่โครงการเป็นพื้นที่เปราะบางที่มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของ KNU ซึ่งถูกทำลายไปรอบหนึ่งแล้วและกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูชุมชนที่เสียหายจากการสู้รบ ดังนั้นการที่มีโครงการเข้ามานั้นชาวบ้านก็ยิ่งเหมือนถูกซ้ำเติมครั้งแล้วครั้งเล่า

41203497_296442610958908_4691732831456460800_n
U Ye Aung  ชาวบ้านจากพื้นที่หมู่บ้านตะบิวชอง แสดงความคิดเห็นกรณีโครงการถนนเชื่อมต่อ

Nyein Tun (ภาคประชาสังคมเมียนมา) อีกประเด็นหนึ่งคือ ประเด็นความมั่นคงของพื้นที่ของรัฐกะเหรี่ยงที่มีความอ่อนไหว ดังนั้นการที่ NEDA เป็นผู้รับผิดชอบการให้เงินกู้โดยไม่นำเรื่องประเด็นความมั่นคงไปพิจารณาด้วยนั้นจะมีผลทางกฎหมายอะไรด้วยหรือไม่ และ NEDA กล่าวว่าได้เปิดเผยรายละเอียดข้อมูลโครงการแล้วโดยการนำเอกสารไปใส่ในเว็บไซต์ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่นั้นยังไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นการเข้าถึงข้อมูลในอินเตอร์เน็ตจากเว็บไซต์เหล่านั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย

Bo Bo (ภาคประชาสังคมเมียนมา) กล่าวเสริมว่า ประเด็นที่ผู้ให้กู้ควรคำนึงถึงคือ

๑. เรื่องการเมืองภายในประเทศ ซึ่งแต่ละกลุ่มชนเผ่ามีอำนาจต่อรองไม่เท่ากัน เช่นคนที่เป็นชาติพันธุ์หรือคนกลุ่มน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ แต่รัฐบาลที่เป็นเมียนมาเป็นส่วนใหญ่ก็อาจไม่รับฟังเพราะกลุ่มชนเมียนมาอาจได้รับประโยชน์จากโครงการนี้มากกว่า นี่จึงเป็นเรื่องความขัดแย้งและเป็นบริบทที่สำคัญมากๆ จึงมีคำถามว่าไทยในฐานะรัฐที่ให้เงินกู้แก่รัฐบาลเมียนมาซึ่งเป็นประเทศที่มีข้อขัดแย้งและมีความอ่อนไหวสูงเกี่ยวกับประเด็นชาติพันธุ์นั้นได้พิจารณาหรือไม่ว่าผู้ได้รับผลกระทบเป็นเพียงเสียงส่วนน้อยในประเทศและอาจไม่ได้รับความสนใจและถูกละเลย

๑๓.๓๐ น. การเสวนาช่วงบ่าย ในประเด็น “Trade off กับธรรมาภิบาลของการลงทุน”
จากตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหมืองถ่านหินบานชอง เหมืองแร่ดีบุกเฮงดา เมืองทวาย เมียนมา และกรณีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขง

เริ่มจากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากฝั่งเมียนมา

U Ye Aung  (ชาวบ้านจากพื้นที่ถนนโรดลิ้งค์ และเป็นผู้ติดตามเรื่องเหมืองเฮงดา) ได้เล่าถึงสภาพการณ์ในปัจจุบันว่า เหมืองเฮงดาเป็นต้นเหตุทำให้แหล่งน้ำถูกทำลาย ได้มีการสอบสวนอยู่ในขณะนี้แต่โครงการก็ยังคงดำเนินการต่อไป ในวันที่ ๗ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีชาวบ้านเสียชีวิต ๑ คน และต่อจากนั้นก็มีผู้หญิงเสียชีวิตอีกคนหนึ่ง ถือได้ว่าในเดือนกรกฎาคมมีผู้เสียชีวิตสองคนจากการดำเนินการของเหมือง ฝ่ายบริษัทก็ปัดความรับผิดชอบมาโดยตลอด

เหมืองเฮงดามีที่ตั้งอยู่ที่ต้นน้ำ อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำและลำธารใหญ่น้อยซึ่งไหลผ่านหมู่บ้านที่อยู่เบื้องล่าง และแม่น้ำสายเล็กสายน้อยเหล่านั้นจากเฮงดาก็จะไหลลงไปรวมกันเป็นแม่น้ำตะนาวศรี ดังนั้นแม่น้ำต่างๆ เหล่านี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อวิถีชีวิตชาวบ้านทั้งทางด้านการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ซึ่งหลายกลุ่มเป็นชนเผ่าที่อาศัยมาเนิ่นนาน ดังที่ได้กล่าวไป นั่นคือแม้ผลกระทบจะเกิดขึ้นต่อพวกเราจนพวกเราเริ่มตั้งคำถาม แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆ ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะบริษัท

จากแต่เดิมที่เรามีชีวิตได้อย่างมั่นคง สามารถหาอาหารเลี้ยงปากท้องและสร้างรายได้จากความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่สร้างผลผลิตมากมายในชุมชน ทั้งพืชพันธุ์จากป่า สัตว์น้ำจากแม่น้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ ก็สะอาดปลอดภัยสามารถใช้ดื่มกินได้ แต่ตอนนี้น้ำเหล่านั้นกลับปนเปื้อนด้วยสารพิษ

บริษัทมักอ้างว่าโครงการจะทำให้มีงานทำ แต่เรื่องโอกาสของการมีงานนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อคนรุ่นลูกหลานของเราที่จะต้องมีชีวิตอยู่หลังจากทุกสิ่งถูกทำลายไปแล้ว เพราะปัจจุบันนี้หนุ่มสาวหลายคนยังต้องอพยพเพื่อไปหางานทำยังต่างถิ่น และในเด็กวัยเรียนหลายคนที่ที่ดินทำกินของครอบครัวได้รับความเสียหายก็จะต้องออกจากระบบการศึกษาเพราะพ่อแม่ไม่มีรายได้พอจะส่งเสียต่อ ในบางรายได้รับผลกระทบอย่างหนักทางด้านสุขภาพจนไม่อาจทำงานได้อีก นี่จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและต้องรีบจัดการเยียวยาเพราะกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน ดังนั้นข้อเสนอของตนคือต้องการให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ลงมาตรวจสอบดูแล และทำงานร่วมกับประชนชนทวายในพื้นที่ ตนเชื่อว่าถ้าสองฝ่ายได้ร่วมมือทำงานด้วยกันจะทำให้ปัญหาถูกคลี่คลายไปได้ง่ายดายขึ้น และเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ของประเทศในประชาคมอาเซียนด้วย

Naw Aye Po  (ชาวบ้านจากพื้นที่ผลกระทบจากเหมืองถ่านหินบานชอง) ได้กล่าวถึงรายละเอียดโครงการเหมืองถ่านหินบานชองว่า บริษัทจากประเทศไทยที่เข้าไปดำเนินโครงการนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างถูกต้องจนทำให้ถ่านหินนั้นเกิดลุกไหม้ด้วยตัวเอง ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบทางด้านสุขภาพจากการลุกไหม้ของถ่านหินเหล่านี้ รวมไปถึงมลภาวะทางกลิ่นและควันที่รุนแรงจนไม่อาจหาอะไรมาบรรเทาป้องกันได้ แม้ในเวลากลางคืนก็ไม่อาจนอนหลับผักผ่อนได้อย่างสงบเนื่องจากการเผาไหม้ส่กลิ่นรุนแรง จนบางหมู่บ้านต้องย้ายออกไปเพราะไม่สามารถทนได้ ไม่เพียงเท่านั้นน้ำทิ้งจากการทำเหมืองยังไหลลงสู่แม่น้ำจนชาวบ้านไม่อาจใช้แหล่งน้ำบริโภคอุปโภคดังเดิมได้อีกต่อไปเพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ จากแต่เดิมแหล่งน้ำเหล่านี้มีปลามากมาย กลุ่มผู้หญิงในหมู่บ้านจะเป็นผู้ไปหาปลาจากแม่น้ำ เป็นวิถีชีวิตที่มีมาแต่ดั้งเดิมของคนในพื้นที่ แต่เมื่อบริษัทเข้ามาปลาในพื้นที่ก็หายไป ไม่อาจหาได้อีก ต่อมารัฐบาลได้เข้ามาระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ถึงอย่างนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นและการลุกไหม้ของถ่านหินที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่บริษัทก็ไม่มารับผิดชอบในการป้องกันหรือฟื้นฟูเยียวยาใดๆ ทั้งที่เกิดจากน้ำมือของบริษัทเอง โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งอยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้น้ำจากเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำที่ชาวบ้านต้องใช้ดื่มกิน และการไหลของน้ำยังทำให้เกิดดินถล่มจนปิดกั้นทางน้ำให้ไม่สามารถไหลไปได้อย่างอิสระ เรือกสวนไร่นาจึงได้รับผลกระทบไปทั้งสิ้น ซึ่งจากการประเมินของชาวบ้านด้วยกันเองนั้นพบว่าการถล่มของดินนั้นอาจถล่มได้อีกเรื่อยๆ และจะสร้างผลกระทบอย่างไม่สิ้นสุด

ตนจึงมีข้อเสนอให้ทุกคนในที่นี้ช่วยกันเรียกร้องให้บริษัทหยุดการดำเนินการอย่างถาวรเพื่อยุติการทำลายทรัพยากร วิถีชีวิต และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ และต้องจัดการเรื่องการเผาไหม้ของถ่านหินให้ยุติโดยเร็ว เราชาวบ้านไม่ต้องการให้มีบริษัทเหมืองแร่เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว

U Ye Aung  ได้กล่าวเสริมว่าสำหรับชาวทวายและชาวกะเหรี่ยงเรามีเรื่องราวและสิ่งที่เรายึดถือ นั่นคือเรามีภูเขาที่สำคัญของชุมชนซึ่งเราสามารถไปหาสมุนไพรและยาต่างๆ ได้ที่ภูเขาลูกนี้ตั้งแต่บรรพบุรุษ ดังนั้นการทำลายภูเขาลูกนี้ไปจึงเหมือนทำลายจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของเราไปด้วย

Phe Tha Law ได้อธิบายถึงข้อมูลสรุป ดังนี้

เหมืองบานชอง ในเมืองทวาย มีบริเวณโครงการอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการโรดลิ้งค์ โดยผลผลิตถ่านหินที่ได้จะนำส่งเข้าประเทศไทย โดยมีบริษัท May Flower Enterprise Co, ltd. เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเมียนมาให้เข้าดำเนินการ ซึ่งบริษัทของเมียนมานี้ได้ให้สัมปทานย่อยต่อบริษัทไทย ๒ บริษัท นั่นคือ บริษัทอีสสตาร์ และ Thai  Asset  Mining แต่ขณะนี้มีเพียงบริษัทอีสสตาร์เท่านั้นที่ยังอยู่ในบานชอง แต่เดิมการทำเหมืองได้รับอนุมัติจากรัฐบาล KNU เป็นพื้นที่ขนาด ๑,๕๐๐ เอเคอร์ ซึ่งบริษัทอีสสตาร์ก็มีข้อตกลงกับบริษัทเอ็นเนอร์จี เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เข้าไปทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ด้านรัฐบาลเองก็ได้อนุมัติโครงการโดยตัดสินใจจากการดูเพียงแผนที่เท่านั้น ไม่ได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบในพื้นที่จริงว่าหากมีโครงการในบริเวณนั้นจะครอบคลุมถึง ๔ หมู่บ้าน โดยชาวบ้านทำสวนเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นพื้นที่เหมืองจึงเป็นพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ และ ๒๓ หมู่บ้านโดยรอบจะได้รับผลกระทบ

ในปี ๒๕๕๘ เมื่อได้เริ่มมีการดำเนินการ ชาวบ้านก็เริ่มบันทึกความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเฉพาะการจดบันทึกวันที่ถ่านหินลุกไหม้ ซึ่งยังคงเกิดขึ้นอยู่แม้ในปัจจุบัน

41341849_419162345276582_129889951448825856_n
ช่องสีแดงในตารางคือวันที่ถ่านหินเกิดการลุกไหม้ โดยสีแดงเข้มหมายถึงการลุกไหม้ที่รุนแรง

ขณะนี้ชาวบ้านไม่อาจใช้น้ำดื่มกินได้อีกแล้ว เพราะแม่น้ำรับน้ำเสียจากโครงการจนเปลี่ยนสีและมีคราบน้ำมัน โดยในปี ๒๐๑๒ ในช่วงฤดูฝนได้มีน้ำท่วมทะลักออกมาจากเหมือง ทำให้เรือกสวนไร่นา รวมทั้งบ้านเรือนของชาวบ้านเสียหาย ชาวบ้านจึงนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาล แต่สุดท้ายแล้วศาลได้ยกฟ้องด้วยข้อจำกัดทางระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบ

ในขั้นตอนการปรึกษาหารือ ทางบริษัทก็ได้ลงมาจัดการพูดคุย แต่การพูดคุยนั้นใช้เอกสารและดำเนินการอธิบายทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ ชาวบ้านจึงไม่อาจมีส่วนร่วมได้

ข้อเสนอแนะของเราก็คือ ให้ประเทศไทยทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและบริษัทเคารพในหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ดังนี้

  • เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ การดำเนินการของบริษัทในครั้งนี้ได้กระทำเหมือนว่าชาวบ้านไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้ นั่นคือการไม่เคารพในศักดิ์ศรีของชาวบ้านซึ่งเป็นผู้อาศัยในพื้นที่มาเนิ่นนาน
  • ต้องการให้ภาคธุรกิจประกอบกิจการอย่างมีจรรยาบรรณ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะปัจจุบันบริษัทมักเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ แต่ไม่รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • บริษัทต้องรับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยแก่ชาวบ้านอย่างเป็นธรรม เพราะแม้ค่าชดเชยจะไม่ใช่การแก้ไขหรือคำตอบที่ชาวบ้านต้องการเป็นเรื่องหลัก แต่สิ่งที่เสียหายไปแล้วก็ควรถูกเยียวยา

คุณศรีสุวรรณ ควรขจร กล่าวสรุปข้อมูลจากทั้งสามท่านข้างต้นว่า เราจะเห็นได้ชัดเจนทั้งจากคำบอกเล่าและรูปภาพยืนยันต่างๆ ว่าทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะต้องเสียไปเพื่อแลกกับผลผลิตและกำไรที่นายทุนผู้ได้รับสัมปทานจะได้ผลประโยชน์ หัวข้อ Trade Off ที่เรากำลังเสวนากันอยู่นี้จึงเป็นสิ่งซึ่งอธิบายว่าเราจะต้องแลกความอุดมสมบูรณ์และวิถีชีวิตไปเพื่อแปรเป็นกำไรให้นายทุนซึ่งเป็นคนจำนวนน้อย

กรณีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขง

ไพรินทร์ เสาะสาย อธิบายภาพรวมการพัฒนาในแม่น้ำโขง ดังนี้

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำหลักสายสำคัญที่เหล่าทุนมองเห็นประโยชน์ที่จะกอบโกยได้จากแม่น้ำสายนี้ จนเป็นเหตุให้เกิดโครงการพัฒนาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งปัจจุบันในตอนบนของแม่น้ำโขงได้มีเขื่อนที่สร้างแล้วเสร็จไปแล้วจำนวน ๖ เขื่อน ทางฝั่งตอนล่างได้มีเขื่อนอยู่ในแผนจำนวน ๑๑ เขื่อน (ประมาณ ๓,๓๐๐ เมกะวัตต์) และอยู่ระหว่างขั้นตอนก่อสร้างอีกจำนวน ๒ เขื่อน ซึ่งขณะนี้เขื่อนที่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเรียบร้อยแล้วคือ เขื่อนปากแบง และเขื่อนที่ทางการลาวอนุมัติในการก่อสร้างแล้วก็คือ เขื่อนปากลาย โดยในโครงการ ๑๑ เขื่อนดังกล่าว มีถึง ๘ เขื่อน ที่ไฟฟ้าที่ได้ทั้งหมดจะส่งขายมายังประเทศไทย

กรณีโครงการเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในลาว ก็เป็นบริษัทไทยอีกเช่นเดียวกันที่ไปลงทุน นั่นก็คือบริษัทราชบุรี โฮลดิ้ง ที่ถือหุ้นอยู่ ๒๕% โดยการกู้เงินจาก ๔ ธนาคารในประเทศไทย นั่นก็คือ ๑.ธนาคารกรุงไทย ๒.ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย ๓.ธนาคารธนชาติ ๔.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งปัจจุบันเขื่อนนี้ได้สร้างภัยพิบัติแก่ประชาชนชาวลาวอย่างสาหัส โดยเฉพาะ ๔ หมู่บ้านท้ายน้ำที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และคนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบคือชนเผ่า ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่แรกครั้งเริ่มดำเนินการก่อสร้าง เพราะชาวบ้านไม่ทราบข้อมูลใดๆ ของโครงการเลย และปัจจุบันก็ยังไม่มีการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม โดยบริษัทไทยได้ให้เงินช่วยเหลือจำนวน ๕ ล้านบาท และธนาคารเพื่อการส่งออกฯ ให้เงินช่วย ๑ แสนบาท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ๓ ล้านบาท ซึ่งในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนจะต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ต้องมีการ Share benefit จากรายได้ในการขายไฟฟ้า และการทำการศึกษาเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนก็มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีการศึกษาให้ถี่ถ้วน ทั้งธนาคารผู้ให้กู้ต้องมีมาตรฐานและความรับผิดชอบที่มากกว่าการให้เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้าเช่นนี้ ซึ่งควรมีสถาบันสิ่งแวดล้อมสำหรับธนาคารที่จะช่วยพิจารณาเรื่องการให้เงินกู้นอกประเทศ ซึ่งควรจะมีมาตรฐานกว่าเดิม

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา (ตัวแทนภาคประชาชน) สำหรับชาวบ้านและองค์กรที่ทำงานเรื่องแม่น้ำโขงได้พูดและศึกษาเรื่องผลกระทบมานับสิบปี ซึ่งสิ่งที่เราได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาดังกล่าวนั้นก็คือ แม่น้ำโขงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราพยายามทำการเรียนรู้และเปลี่ยนข้อมูลกับชาวบ้านเชียงของที่ภาคเหนือด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นมาจากอะไร ในการขึ้นลงของน้ำแต่ละครั้งชาวบ้านจึงต้องพึ่งพากันเองด้วยการช่วยกันหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวรับมือและทำความเข้าใจ เราต้องไปติดตามข้อมูลการวัดระดับน้ำ ต้องไปศึกษาว่าปริมาตรและการไหลของน้ำตามระยะทางจะส่งผลแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละพื้นที่ จากการประมวลข้อมูลทั้งหมดต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานดังกล่าว เราจึงรู้กันดีว่าปริมาตรน้ำที่สมทบมาจากลำน้ำสาขา หรือแม้กระทั้งปริมาณน้ำฝน ไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าเหตุใดบางช่วงเวลาแม่น้ำโขงถึงมีระดับน้ำสูงมากขึ้นเช่นนี้ หรือในบางฤดูกาลน้ำโขงก็แห้งลงไปอย่างผิดปกติ และความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายก็เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปี

กรณีเซเปียน-เซน้ำน้อย ทางพี่น้องภาคอีสานก็ได้ร่วมมือในการช่วยเหลือชาวบ้านฝั่งลาวกับหน่วยกู้ภัยมูลนิธิช่วยเหลือคนทุกข์ยาก แห่งสปป.ลาว และเราก็อยากได้ข้อมูลเรื่องการเยียวยาว่ารัฐไทยและบริษัทของไทยจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร เพราะเห็นได้ชัดว่านี่คือตัวอย่างของผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งอาจจะเกิดผลกระทบเช่นนี้กับประชาชนริมฝั่งโขงชาวไทยด้วยเช่นเดียวกัน และเราได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดผู้เสียชีวิตและสูญหายส่วนใหญ่เป็นชนเผ่า บางคนไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นประชาชนลาวอีกด้วย ดังนั้นยอดของผู้เสียชีวิตน่าจะมากกว่าที่สื่อนำเสนอ

เมื่อเรามองย้อนมาที่เขื่อนบนแม่น้ำโขง ซึ่งหากเขื่อนใดเขื่อนหนึ่งแตกขึ้นมา ไม่เพียงแต่บนแม่น้ำโขงสายหลักเท่านั้น แต่รวมถึงเขื่อนในลำน้ำสาขา ซึ่งใหญ่กว่าเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย มากนักจะเกิดอะไรขึ้น ประชาชนริมฝั่งจะอยู่กันอย่างไร ซึ่งในปัจจุบันนี้คนริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งไทยมีความเข้าใจถึงความรุนแรงของผลกระทบจากเขื่อนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยเอากรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยเป็นตัวอย่าง

หากตั้งคำถามว่าโครงการเขื่อนนั้นใครได้หรือใครเสียประโยชน์ ประชาชนริมน้ำโขงเองก็ไม่อาจตอบได้เลยว่าพวกเราได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง มีแต่เสียประโยชน์ทั้งสิ้น อีกทั้งความเห็นของเราไม่เคยถูกเคารพ ไม่เคยถูกรับฟัง คำถามและความกังวลที่เราส่งไป ทั้งในเวที PNPCA ก็ไม่เคยได้รับคำตอบ

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การพัฒนากลไกสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้านมันไม่ถูกพัฒนาขึ้นเลย หนังสือที่กรมทรัพยากรน้ำ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดส่งมาที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้น มักจะเป็นข้อมูลที่ปัจจุบันทันด่วน กล่าวคือน้ำได้เพิ่มสูงขึ้นมาถึงพื้นที่แล้วถึงได้เตือนภัย จึงเกิดคำถามว่าถ้าจะใช้มาตรการเยียวยาด้านภัยพิบัตินั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังเกี่ยงและล่าช้าในประกาศรับรองว่าภาวะเช่นนี้เป็นภัยพิบัติ และเมื่อไม่มีประกาศดังนี้แล้วชาวบ้านก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา เช่นไม่อาจได้รับข้าวสารอาหารแห้งหรืออุปกรณ์ยังชีพอื่นๆ นี่คือสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนของเราที่มันหายไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นบทเรียนจากกรณีเซเปียน-เซน้ำน้อยเป็นสิ่งช่วยตอกย้ำว่าสิ่งที่เรากลัวและกังวล ท้ายที่สุดแล้วมันต้องแลกมาด้วยน้ำตาและชีวิต ซึ่งจะได้เห็นกันว่าผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ นั้นต้องพิสูจน์ตัวเองว่าความรับผิดชอบของพวกเขาคืออะไร

ช่วงให้ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

คุณสุรจิต ชิรเวทย์ ปัญหาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับกฎหมายภายในของไทย และกฎหมายภายในของประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าสองเครื่องมือนี้ไม่อาจทำงานผสานกันได้ก็จะเหลืออีกเครื่องมือหนึ่งคือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำหรับประเทศไทยเราก็เรียนรู้มาจากความผิดพลาด เมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่แล้ว ที่สินค้าญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามาในตลาดประเทศไทย โดยที่ในญี่ปุ่นเองได้พบสารปรอทในแม่น้ำมินามาตะ ญี่ปุ่นเองจึงต้องปรับตัวสร้างมาตรการภายในของตนขึ้นมา แล้วออกมาลงทุนในประเทศอื่นแทน เช่นที่ไทยจนเกิดภาวะท่วมตลาด ตามมาด้วยอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งไทยไม่ได้เตรียมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวและเริ่มต่อต้าน และนี่คือตัวอย่างว่าการกระทำของผู้ประกอบการนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ไทยเองก็ได้มี พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ดังนั้นในที่สุดประชาชนก็จะเรียนรู้ปัญหาเหล่านี้ได้สักวันหนึ่ง เพียงแต่เราไม่ควรรอให้เกิดปัญหาขึ้นมาเสียก่อน สิ่งที่ต้องค้นหาคือจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการและรัฐดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน และแม้ในประเทศไทยจะมีหน่วยงานเช่น กกร.(คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน) อันประกอบไปด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย แต่ก็ยังไม่มีภาคประชาสังคมรวมอยู่ในนั้น และเราก็ไม่ทราบได้ว่ามีหน่วยงานเช่นนี้ฝังตัวอยู่ในสถานทูตประเทศเพื่อนบ้านที่เราไปดำเนินโครงการหรือไม่

ปัญหาที่ซ้อนขึ้นมาหลังจากเกิดผลกระทบก็คือจะชเใช้เยียวยาอย่างไร เพราะแม้ในไทยจะใช้หลักผู้ก่อคือผู้ต้องรับผิดชอบ แต่เราก็มีปัญหามากในการรวบรวมความเสียหาย และไม่อาจหาเจ้าภาพได้ชัดเจน เพราะโดยมากแล้วคนที่รับหน้าที่กำกับดูแลกับคนที่ไปก่อปัญหานั้นมักเป็นเครือข่ายเดียวกัน

อย่างไรก็ตามไทยก็ควรทำตามกฎหมายภายในให้ได้ตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นไม่ว่าไทยจะไปประกอบกิจการใดในประเทศเพื่อนบ้าน ไทยก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศของตน  ซึ่งตามรัฐธรรมนูญนั้นมีสิทธิ์ที่เป็นหลักค้ำอยู่ ๓ สิทธิ์ด้วยกันคือ ๑.สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ๒.สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ๓.สิทธิในการฟ้องคดีต่อหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นหารัฐธรรมนูญไทยสถาปนาหลักสิทธิ์นี้ขึ้นมาได้แล้ว เหตุไฉนจึงไม่ทำเช่นนี้กับประเทศเพื่อนบ้าน และประเด็นที่รัฐควรคำนึงถึงคือทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ของรัฐฝ่ายเดียว หากเป็นของส่วนรวม ซึ่งจะนำไปสู่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจะทำโครงการใดขึ้นมา

ช่วงเสนอความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วม

คุณมนตรี จันทวงศ์ กรณีเซเปียน-เซน้ำน้อย จำนวนเงินที่แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จ่ายออกไปในครั้งนี้นั้น ธนาคารดูเรื่องนี้ด้วยความไม่กังวลเพราะเขาได้ซื้อประกันภัยที่จะคุ้มครองความเสียหายใดๆ ก็ตามที่จะกระทบต่อโครงการนี้ ดังนั้นขณะนี้ธนาคารก็ไม่มีความเสี่ยง และผ่านมา ๑ เดือนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นธนาคารก็ไม่ได้ออกมาชี้แจงใดๆ ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอะไรที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งมาตรฐานของไทยในกรณีของบริษัทราชบุรี โฮลดิ้ง ที่เป็นผู้ถือหุ้น ได้ส่งจดหมายให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพียง ๒ ฉบับ คือเขื่อนแตกวันที่ ๒๓ กรกฎาคม บริษัทส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ ๒๔ และ ๒๕ กรกฎาคม เท่านั้น โดยในทั้งสองฉบับไม่มีคำว่าเขื่อนแตกปรากฏอยู่ หากใช้คำว่าเขื่อนทรุดตัวเนื่องจากฝนตกมาก ดังนั้นสิ่งที่เป็นปัญหาในกระบวนการตรวจสอบของไทยก็คือ การไม่มีการเข้าไปตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสิ่งที่เกิดนั้นเกิดจากเขื่อนทรุดตัวตามที่บริษัทอ้าง หรือเกิดจากเขื่อนแตก เพราะภาพที่ออกมานั้นไม่ใช่การทรุดตัวเลยแต่คือกาพังทลายอย่างเห็นได้ชัด และสิ่งที่ค้นพบมากกว่านั้นก็คือ การก่อสร้างเขื่อนนี้อาจไม่ได้มาตรฐานจริงๆ เพราะในรายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้ระบุว่า เขื่อนเซน้ำน้อยจะมีเขื่อนประกอบ ๕ เขื่อน แต่ในข้อมูลงบประมาณกลับเขียนไว้ชัดเจนว่ามีเพียง ๓ เขื่อนเท่านั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือถ้าโครงการใช้งบประมาณสำหรับก่อสร้าง ๓ เขื่อน เกลี่ยไปสร้างเขื่อนเพิ่มเป็น ๕ เขื่อนแล้วนั้น จะอย่างไรผลที่ออกมาคงก็ไม่ได้มาตรฐาน

บริษัทที่ร่วมโครงการเขื่อนจะมีอยู่ ๔ องค์ประกอบ นั่นคือบริษัทเกาหลี ๒ บริษัท ราชบุรีโฮลดิ้ง จากไทย และวิสาหกิจจากลาว ซึ่งไทยนั้นอยู่ในส่วนควบคุมทางวิศวกรรมการก่อสร้าง ซึ่งควรเป็นผู้รับผิดชอบ และข้อมูลแบบนี้สามารถสืบค้นได้ แต่ที่น่าแปลกคือในวันที่ ๒๔ ข้อมูลรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ในเว็บไซต์บริษัทที่ปรึกษาหายไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ระบบภายในไทยเองของเราก็มีปัญหา คำถามคือเราจะทำอย่างไรให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องชดใช้เยียวยาให้ได้

อ.อชิชญา อ๊อตวงษ์ (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร) มีประเด็นร่วมแลกเปลี่ยน ดังนี้

ประเด็นแรก เราควรยกข้อเรียกร้องของเราให้เป็นแบบแผนที่ชัดเจนมากขึ้น หรือทำให้กฎหมาย EIA ของเมียนมามีความชัดเจนมากขึ้นในแง่ของการมีส่วนร่วม เพราะบางส่วนมีความก้าวหน้ากว่าของไทยด้วย ตัวอย่างเช่น ประชาชนสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งอนุมัติ EIA ได้ ซึ่งข้อนี้ประเทศไทยไม่มี แต่ข้อกำหนดของการมีส่วนร่วมนั้นกลับไม่ได้กำหนดนิยามของคำว่ามีส่วนร่วมว่าคืออะไร จึงเสนอให้พื้นที่รวบรวมเหตุการณ์และข้อเรียกร้องต่างๆ ให้เป็น Public Participation Plan เหมือนกับในสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการทำแผนร่วมกับประชาชนว่าโครงการจะเข้าไปในลักษณะไหน จะให้ข้อมูลข่าวสารแบบใด ไม่ใช่เป็นกฎหมายเดียวบังคับใช้ทุกพื้นที่ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เมียนมาเปิดช่องให้ก่อนเริ่มโครงการบริษัทจะต้องเข้ามาทำแผนร่วมกับชุมชน

ประเด็นที่สอง ในหลายโครงการเราจะพบว่าบริษัทที่ปรึกษาผู้ที่ทำรายงานการศึกษามักเป็นบริษัท TEAM GROUP ซึ่งในอดีตตนเองได้เคยทำการศึกษาการทำงานของบริษัท TEAM ๓ โครงการในประเทศไทย แล้วพบว่าการดำเนินการในไทยเองก็ย่ำแย่เช่นเดียวกับในประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอย่างเช่นโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ดังนั้นจุดหนึ่งที่ชาวเมียนมาจะร่วมกับชาวไทยได้ก็คือ กฎหมายเปิดช่องให้ร้องเรียนบริษัทที่ปรึกษาของไทยที่ทำ EIA ได้ เพราะบริษัทเหล่านี้จะต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) แล้วคชก. จะพิจารณาว่าบริษัทได้ทำตามกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่ในการจัดทำ EIA ซึ่งเมื่อบริษัททำข้อมูลออกมาผิดก็จะมีโทษเรื่องระงับและเพิกถอนใบอนุญาตได้ เราสามารถยกกรณีโครงการในทวายขึ้นมาเพื่อให้สผ.ได้พิจารณาในการต่อใบอนุญาติหรือเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท TEAM ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่สาม กฎหมายเรื่องฟื้นฟูเยียวยาในประเทศไทยมีแต่เรื่องเงิน เราจึงไม่ได้มีกฎหมายฟื้นฟูเยียวยาจริงๆ ตัวอย่างคือเมื่อระบบนิเวศชุมชนได้รับสารปนเปื้อนจากโครงการ บริษัทก็รับผิดชอบด้วยการจ่ายเงินชดเชย แต่สิ่งที่ถูกปนเปื้อนไปแล้วนั้นจะทำอย่างไรต่อกลับไม่ได้มีระบุไว้ ดังเช่นโครงการที่คลิตี้ ที่แม้จะมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดลงมาแล้ว แต่กรมควบคุมมลพิษก็ยังไม่รู้ว่าหน่วยงานตัวเองจะสามารถทำอะไรได้ ดังนั้นคำตอบอาจไม่ใช่การมาเรียนรู้จากฝั่งไทย แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วเช่นกรณีเหมืองที่เมียนมา เราต้องจับหลักการในการฟื้นฟูแล้วยกเป็นประเด็นขึ้นมา ต้องมีการสำรวจศึกษาพื้นที่ และกำหนดวิธีการเยียวยาระบบนิเวศและสังคมตามขั้นตอน ซึ่งหากทำได้อาจจะก้าวหน้ากว่าประเทศไทยด้วย

เฉลิมศรี ประเสริฐศรี (มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน) เรื่องการฟื้นฟูของเมียนมานั้นมีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งคือ การสามารถขอให้ตั้งกองทุนเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ แต่ไทยไม่มีกฎหมายตัวนี้ ดังนั้นในไทยจะฟ้องร้องให้ศาลตัดสินเรื่องการเยียวยาจึงไม่สามารถทำได้ อีกทั้งหน่วยงานของไทยก็ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา แสดงความคิดเห็นปิดท้ายเพิ่มเติมว่า จากการคุยกับพี่น้องชาวลาวคือ นายกคนปัจจุบันทำงานได้ค่อนข้างน่าพอใจ เช่นการเข้าช่วยเหลือก็ดี การประกาศว่าเขื่อนมีปัญหาเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างก็ดี และเมื่อชาวลาวได้ทบทวนเรื่องการช่วยเหลือ การป้องกันภัยพิบัติหรือการฟื้นยูเยียวยา จากการพลัดพรากครอบครัว ทรัพยสินที่ดินเสียหาย และบางคนถึงแก่ชีวิตนั้น ก็เกิดคำถามว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะประเทศใดก็ตามจะชดใช้เป็นเงินคนละเท่าใด เพราะความรู้สึกของพี่น้องชาวลาวนั้นความเสียหายที่รุนแรงเช่นนี้ให้จำนวนเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นย้อนมาดูอนาคตของไทย หากเขื่อนไซยะบุรีแตกบ้าง หรือแม้กระทั่งน้ำที่ท่วมอยู่ในภาคอีสานตอนนี้ก็เช่นกัน เราต้องมาเก็บข้อมูลรวบรวมกันโดยไม่อาจรอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยประกาศ และการให้เงินชดเชยจะต้องมากกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพราะนี่เกิดจากฝีมือมนุษย์ นี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ร่วมกันว่าหากเกิดเหตุขึ้นเราจะต้องละเอียดลออในแต่ละกระบวนการอย่างไร

จบการประชุม เวลา ๑๕.๓๐ น.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s