“งานเสวนา น้ำเขื่อนท่วมน้ำโขง: สิทธิข้ามพรมแดน ความรับผิดชอบ และอนาคตร่วมกัน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ที่จังหวัดบึงกาฬ”

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในแขวงอัตตะปือ ซึ่งเกิดจากสิ่งก่อสร้างโดยฝีมือมนุษย์ นั่นก็คือเขื่อนปิดกั้นช่องเขา ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนเซน้ำน้อยได้พังทลายลงจนมวลน้ำมหาศาลกว่า 500 ล้านลูกบาศ์กเมตร ไหลบ่าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเซเปียน และต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำเซกองตอนล่าง เป็นเหตุให้พี่น้องชาวลาวหลายพันคนต้องเจอภาวะสูญเสียชีวิต ที่อยู่อาศัยและทรัพย์สิน รวมถึงการพลัดพรากจากครอบครัว ซึ่งผลกระทบทั้งหลายต้องอาศับการฟื้นฟูเยียวยาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง หากทุกวันนี้การช่วยเหลือที่มาจากผู้เกี่ยวข้องกับโครงการยังไปสู่ชาวบ้านในพื้นที่อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ไม่เพียงผลกระทบจะเกิดเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น หากยังลามไปถึงประเทศโดยรอบที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน เนื่องจากน้ำมหาศาลเหล่านั้นได้ไหลลงสู่แม่น้ำเซกอง ลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง อันเป็นเป็นพรมแดนต่อไปยังประเทศกัมพูชาทำให้ต้องอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ ซึ่ง 88% ของพื้นที่เกษตรใน 17 หมู่บ้านของชาวบ้านกว่า 8,000 ครอบครัวเสียหาย ขณะเดียวกันในฝั่งประเทศไทยที่อยู่เหนือพื้นที่น้ำท่วมก็ต้องเจอกับสถาณการณ์การปล่อยน้ำจากเขื่อนลาวพร้อมกัน ทั้งจากเขื่อนน้ำงึมและเขื่อนน้ำเทิน 2 ซ้ำซ้อนจนเมื่อน้ำทุกสายที่เขื่อนปล่อยมารวมกันในน้ำโขงสายหลักก็ไม่อาจรองรับได้ทั้งหมด จนหลายพื้นที่ริมโขงในภาคอีสานของไทยต้องเจอกับอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดบึงกาฬที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนลาวรุนแรงมาก โดยสาเหตุที่ทำให้น้ำโขงขึ้นสูงผิดปกติ เนื่องจากทางนายกรัฐมนตรีลาวมีคำสั่งให้ตรวจสอบเขื่อนอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มคล้ายกับเขื่อนเซเปียนที่แตกไป ส่งผลให้เขื่อนอื่น ๆ ในลาวทยอยปล่อยน้ำเพื่อรักษาระดับให้คงที่ ทำให้ระดับน้ำในฝั่งไทย โดยเฉพาะในจ.บึงกาฬสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยปัญหาอันเร่งด่วนที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นวงเสวนา คำให้การชาวบ้านแม่น้ำโขง (The Mekong People’ Testimony) เพื่อเป็นเวทีหารือถึงสิทธิในฐานะประชาชนลุ่มน้ำโขง และทวงถามถึงความรับผิดชอบของนักลุงทุนและรัฐบาลเจ้าของเขื่อน จัดโดย เครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนในเขื่อนลาว (LDIM) และ ขบวนองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขงภาคอีสาน

43047825_2242729635756704_3373865663352274944_o
สวนปาล์มที่ถึงวัยเก็บผลผลิตต้องชะงักไปเพราะถูกน้ำโขงท่วมขังสูงร่วมเมตรจนชาวบ้านพากันขาดทุนหนักถ้วนหน้า (ภาพโดย LDIM)

การแจ้งเตือนที่มีปัญหา?

น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดในพื้นที่จ.บึงกาฬ นอกจากระดับน้ำที่สูงมากจนล้นท่วมพื้นที่การเกษตรและที่อยู่ของชาวบ้านนั้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านไม่อาจรับมือได้ทันนั่นก็คือระบบการแจ้งเตือนในท้องถิ่นที่ล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ จากคำบอกเล่าของ นายก อบจ. บึงกาฬ ได้เล่าถึงการพึงพาตัวเองของชาวบ้านโดยอาศัยเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดริมโขง ที่เป็นกลุ่มทำงานเรื่องแม่น้ำโขงโดยเฉพาะซึ่งกระจายอยู่ใน 8 จังหวัด ให้ส่งข่าวความเคลื่อนไหวของระดับน้ำ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในรอบวันผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ โดยเฉพาะที่จังหวัดบึงกาฬนั้นไม่สถานีวัดระดับน้ำ เครือข่ายนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก  โดยช่วงเขื่อนเซเปียนเครื่อข่ายทางอุบลราชธานีได้ส่งข่าวว่ามีน้ำท่วมจากล่างขึ้นบน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการรายงานว่าระดับน้ำโขงในจังหวัดตอนบนมีระดับทรงตัวและลดลง แต่ระดับน้ำที่บึงกาฬกลับค่อย ๆ สูงขึ้นจนท่วมพื้นที่กว่า 1 เดือน 15  โดยเฉพาะอ.บุ่งคล้าที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำยาวนาน อันตรงข้ามกับรายงานโดยสิ้นเชิง อำนาจ ไตรจักษ์ ตัวแทนชาวบ้านจาก จ. นครพนม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หากจะพูดถึงผลกระทบน้ำโขงต่อเกษตรริมโขง เมื่อก่อนชาวบ้านไม่เคยรู้เลยว่าเขื่อนในประเทศเราไม่มีการป้องกันและแจ้งเตือนการปล่อยน้ำเลยแม้แต่น้อย ทำให้เราเห็นว่าสุดท้ายแล้ว ภาคราชการช่วยอะไรเราไม่ได้แม้กระทั่งเรื่องข้อมูลซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่ชาวบ้านควรได้รับอย่างทันท่วงที ดังนั้นเมื่อไม่อาจพึ่งพาการแจ้งข้อมูลจากทางการได้ชาวบ้านจึงต้องปรับตัวใช้ช่องทางการสื่อสารที่ตนเองมีเพื่อให้เกิดประโยชน์ หากหลายครั้งก็ยังไม่ทันการและหนักหนาเกินกว่าจะรับมือ นอกจากนี้ยังมีเสียงจากชาวบ้านคนอื่นๆ เสนอแนะว่า สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ที่มีแผนจะสร้างศูนย์น้ำในทุกจังหวัดริมโขง จะต้องมีการสร้างผังน้ำ แหล่งน้ำของชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงเข้าหากันด้วย และควรมีการซักซ้อมแผนภัยพิบัติเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งต้องมีศูนย์น้ำแก้ไขปัญหาภัยพิบัติประจำจังหวัด เพื่อแก้ไขสถานการณ์ภัยพิบัติได้ทันท่วงที เพราะแม้ข้อมูลจากหน่วยบรรเทาสาธารณภัยจะเชื่อถือได้ แต่ไม่เคยทันท่วงทีเลย ปัจจุบันมีแต่การเตือนภัยย้อนหลัง คือแจ้งเตือนมาเมื่อน้ำได้ประชิดที่ทำกินชาวบ้านแล้ว จึงถือว่าการแจ้งเตือนตลอดมาของทางการไม่เคยมีประสิทธิภาพเลย

อำนาจ ยังกล่าวเพิ่มอีกว่า ชาวบ้านต้องการมีกองทุนช่วยเหลือกันเอง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของภัยพิบัติ แต่มาจากมนุษย์เป็นผู้กระทำโดยไม่อาจพยากรณ์คาดการณ์ได้ ถ้าเราไม่มีเครือข่ายส่งข้อมูลก็ไม่มีการป้องกันแก้ไข หาดที่เคยมีร้านค้า มีการเตรียมงานช่วงหน้าแล้งไม่อาจเตรียมตัวเก็บข้าวของได้ทันเพราะน้ำมาเร็วมากโดยปราศจากการแจ้งเตือน สรุปแล้วเราชาวบ้านต้องช่วยตัวเอง สร้างเครือข่ายกองทุนเกาะกลุ่มกันให้เหนียวแน่น เราต้องหาทางป้องกันและแก้ไขเอง เราไปต่อต้านไปทุบเขื่อนไม่ได้ แต่ภาครัฐต้องช่วยเราแก้ไขด้วยไม่ใช่ปล่อยให้เราดิ้นรนกันเองเพียงลำพัง ต้องมีการเยียวยาผลกระทบและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสียหายไป

เมื่อสายน้ำถูกควบคุม

มนตรี จันทวงศ์ ให้ข้อมูลว่าปริมาณน้ำที่ไหลสู่แม่น้ำโขงนั้นไม่ได้มีแค่จากฝั่งลาวเท่านั้น แต่มาจากไทยด้วย แม้ไม่ได้เป็นแม่น้ำสายใหญ่นัก เช่น ห้วยโมง ห้วยหลวง แม่น้ำสงคราม แม่น้ำก่ำ เส้นใหญ่ที่สุด คือ แม่น้ำมูน เมื่อเทียบกับทางฝั่งลาวที่มีแม่น้ำใหญ่สามเส้น คือ น้ำปูน น้ำงึม น้ำคำ เส้นใหญ่สุด คือ น้ำงึม ซึ่งน้ำงึมนี้มีลำน้ำสาขาย่อยของตนเองด้วย และยังมีน้ำจากน้ำเทิน ที่ไหลออกปากแม่น้ำที่เรียกว่า “ปากกระดิ่ง” นอกจากนี้ยังมีเซโดน เซบั้งไฟ เซเหียน ที่สำคัญคือแม่น้ำหลายสายที่กล่าวไปในลาวนั้นมีเขื่อนที่ไทยมีหุ้นส่วนและรับซื้อไฟฟ้าอยู่หลายเขื่อน

43005102_2242728795756788_8689965046043770880_n

กรมทรัพยากรน้ำได้ทำแบบจำลองท้องน้ำโขงไล่จากเชียงแสนลงมาถึงโขงเจียม ซึ่งเส้นสมมตินี้แสดงความชันด้วยว่า ตรงไหนชันมากจะหมายถึงน้ำบริเวณนั้นจะไหลเร็ว เช่น ในช่วงหนองคายไปมุกดาหารจะไหลช้าเพราะความชันน้อยมาก ส่วนตั้งแต่มุกดาหารจนถึงโขงเจียมน้ำจะไหลเร็ว เพราะมีความชันมาก ด้วยความที่น้ำในช่วงหนองคายไปมุกดาหารไหลช้าเพราะความชันนี้เอง และหากมีน้ำจากแม่น้ำสาขาซึ่งมีปริมาณมหาศาลที่ไหลลงมาเติมหรือมาดันมากขึ้น ทำให้น้ำที่ไหลช้าอยู่แล้ว จะยิ่งช้ามากยิ่งขึ้น เหตุนี้จึงทำให้น้ำท่วมในช่วงหนองคายถึงมุกดาหารนั้นนานกว่าพื้นที่อื่น

จากข้อมูลของ MRC ในปีนี้น้ำในเขื่อนจีนมาสมทบน้อยมากเมื่อวัดจากสถานีเชียงแสน แต่จากสถานีหลวงพระบาง จะเห็นว่าน้ำขึ้นสูง ในส่วนของหนองคายมีน้ำล้นตลิ่ง ซึ่งในหนองคายน้ำพ้นตลิ่งไม่มาก แต่นครพนมมีน้ำขึ้นในช่วงเวลากว้างขึ้น โดยเฉพาะกลางเดือนสิงหาคมขึ้นยาวนานนับเดือนจนถึงอาทิตย์ที่สองของเดือนกันยายน ที่นครพนมน้ำจะไหลมากกว่าสองหมื่นลูกบาศก์ต่อวินาที โดยช่วงก่อนถึงนครพนมมีน้ำจากแม่น้ำสาขาจากเขื่อนในลาวมาเสริมอัดให้ปริมาณน้ำมากขึ้นไปอีก

ตัวอย่างของการแก้ปัญหาน้ำล้นในฤดูฝน เช่นที่เขื่อนน้ำอูนของฝั่งไทยซึ่งไหลลงแม่น้ำโขงที่นครพนมนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมารับฝนตกหนักในเวลาอันสั้น เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหา และเขื่อนในไทยเองก็ไม่มีเขื่อนไหนที่ออกแบบมาเพื่อรับน้ำฝนตกหนักปริมาณมากเฉพาะพื้นที่ ต้องใช้การแก้ปัญหาโดยวิธีกาลักน้ำ และเมื่อย้อนดูข้อมูลในปี 2560 เขื่อนน้ำอูนระบายน้ำออกมามหาศาลมากกว่าปีนี้สองเท่าเกือบสามเท่า แต่กลับไม่ได้สร้างผลกระทบมากนักเพราะฝนไม่ได้ตกมากและน้ำในแม่น้ำโขงมีปริมาณไม่สูงนัก ดังนั้นการระบายน้ำของเขื่อนน้ำอูนในปีนี้จึงยิ่งทำให้น้ำโขงสูงขึ้นและมีสถานการณ์น้ำท่วมหนักขึ้นและย่ำแย่ขึ้น เพราะฉะนั้น วาทกรรม “เขื่อนป้องกันน้ำท่วม” และ “เก็บกักน้ำในหน้าแล้ง” จึงไม่เป็นจริงและสมควรถูกหักล้างไปเพราะเขื่อนอาจสร้างปัญหาให้เกิดน้ำท่วมมากกว่าเดิม

“ลาว มักจะบอกว่าเขื่อนไม่มีต้นทุนการบริหารจัดการเหมือนพวกโรงไฟฟ้าถ่านหิน
แต่จริง ๆ แล้วการบริหารจัดการเขื่อนนั้นมีต้นทุนเสมอ ต้นทุนพวกนี้ไม่ใช่เงิน
แต่เป็นชีวิตของผู้คนในลาวเองที่จะได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการเขื่อนทั้งการกักเก็บน้ำและการปล่อยน้ำ”

การเยียวยาที่เป็นธรรม

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา ได้ย้อนรอยเขื่อนแตกทั่วโลก เพื่อให้เห็นว่าเขื่อนทิ้งผลลัพท์อันเลวร้ายให้แก่ผู้คนอย่างไรตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ทั้งในอังกฤษและอเมริกา ที่อ้างว่ามีเทคโนโลยีในการสร้างเขื่อน แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ หรือในอิตาลีที่เมื่อเขื่อนแตก ทำให้มีประชาชนสูญหายกว่า 2,000 กว่า ในจีนเองที่เป็นเจ้าของเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนบนก็ได้มีเขื่อนแตกครั้งใหญ่ ที่ต้องรอให้ผ่านไป 24 ปี จึงได้ยอมรับว่ามีคนตายไปกว่า 20,000 คน โดยที่ผ่านมาจีนปกปิดข่าวมาโดยตลอด และในลาวที่เพิ่งเกิดกรณีเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย ก็ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น หากภายในสามปีมีเขื่อนในลาวแตกมาสามเขื่อนแล้ว

ฟากความรับผิดชอบของไทย ที่ได้ไปลงทุนผ่านบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ กฟผ, นั้น บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง ได้ให้เงินช่วยเหลือไปยังรัฐบาลลาว 5 ล้านบาท และยื่นจดหมายสองฉบับที่แจ้งว่าบริษัททำอะไรในกรณีนี้ไปแล้วบ้าง ในจดหมายได้บอกว่าบริษัทได้ร่วมกับบริษัทในพื้นที่และหน่วยงานในพื้นที่ว่าได้แจ้งให้ประชาชนขึ้นที่สูงอย่างปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ในภาพที่ออกมาจากพื้นที่นั้นชัดเจนว่ายังมีผู้คนมากมายที่ต้องเสียชีวิตและพลัดพรากจากครอบครัวต่างจากรายงานในจดหมายอย่างสิ้นเชิง

ชาวบ้านจากอำเภอศรีวิไล ได้ให้ข้อมูลว่าบ้านตนมีแม่น้ำสาขา 6 สาย รวมกันที่หมู่บ้าน เมื่อเกิดน้ำโขงหนุนสูง ทำให้ไม่อาจกรีดยางได้ถึงสามเดือนเพราะน้ำท่วมขัง ขาดรายได้ พื้นที่ทำกินกว่า 60 ไร่ เสียหายสิ้นเชิง นอกจากสวนยางยังมีนาข้าวของชาวบ้านคนอื่นที่เสียหายเช่นกันจากน้ำท่วม

“มีการสร้างเขื่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแค่นั้นทุกประเทศเองก็มีโครงการใหญ่ทยอยเกิดขึ้น
ซึ่งเห็นชัดแล้วว่าทุกคนต่างก็ทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ไม่ได้เห็นถึงประโยชน์ร่วมกันแต่อย่างใด”

ตัวแทนผู้ใหญ่บ้านจากตำบลไคสี จ. บึงกาฬ เสริมว่า ในช่วงเวลาน้ำท่วมชาวบ้านก็ต้องเจอผลกระทบจากมวลน้ำ แต่ในช่วงหน้าแล้งเราเองกลับไม่มีน้ำใช้ นี่คือผลจากเขื่อนทั้งสิ้นซึ่งขัดกับคุณประโยชน์ของเขื่อนที่ต่างโฆษณากันไว้ จินตนา เกตุพิมล ได้สรุปข้อมูลผลกระทบในพื้นที่จากข้อมูลของเกษตรจังหวัด โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนั้น สำนักงานเกษตรแจ้งว่าข้อมูลยังไม่สิ้นสุด แต่เท่าที่ทำการสำรวจพบว่ามีพื้นที่เสียหายกว่า 400,000  ไร่ โดยบึงกาฬรับผลกระทบทั้งช่วงฤดูแล้งและช่วงฤดูฝน และเครือข่ายประชาชนได้ขอความช่วยเหลือไปยังสภาองค์กรชุมชนภาคอีสาน ซึ่งทางสภาฯ ได้ช่วยตามกำลังซึ่งไม่มากนักด้วยเป็นงบประมาณจากประชาชนเอง จึงไม่ครอบคลุมทั้งหมด ทำให้ขณะนี้ภาคประชาชนจึงต้องหาข้อมูลกันใน 8 อำเภอใหม่ทั้งหมดว่ายังมีพื้นที่เสียหายที่ 400,000 ไร่ จริงหรือไม่  เสียหายอย่างไรบ้าง เพื่อช่วยให้ข้อมูลกับหน่วยงานด้วยอีกแรงหนึ่ง สมาชิกสภาจังหวัดอุบลราชธานี ได้กล่าวเสริมถึงข้อมูลความเสียหายในท้องที่ของตนว่า ในช่วง 4-5 ปีมานี้ จ.อุบลราชธานี เสียหายมากเรื่องการท่องเที่ยว โดยแต่เดิมเราคิดว่าเป็นสาเหตุจากธรรมชาติ แต่ช่วงสามปีหลังนี้มีผลกระทบหนักกว่าเดิม เช่นน้ำโขงขึ้นมาช่วงหน้าแล้งจนพืชผักที่ชาวบ้านลงทุนปลูกไว้ต้องเสียหายตลอดแนวริมฝั่ง เครื่องทำมาหากินถูกน้ำพัดสูญหาย สถานที่ท่องเที่ยวเหลือน้อยเนื่องด้วยระบบนิเวศเปลี่ยนไปทั้งหาดทรายหรือโบกต่างๆ ทำให้ชาวบ้านขาดรายได้จนเกิดหนี้สิน วีระ ตัวแทนชาวบ้านจาก จ. อำนาจเจริญ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มว่า อำเภอชานุมาน บ้านเกิดตนนั้นมี 5 ตำบล และมี 3 ตำบลที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของแม่น้ำโขง คือ ต.โคกสาร ต.ชานุมาน และ ต.โคกก่ง ซึ่งมีพื้นที่ติดริมโขงรวม 38 กิโลเมตร ผลกระทบที่ได้รับคือเมื่อแม่น้ำโขงมีระดับสูงขึ้น แม่น้ำสาขาก็สูงขึ้นท่วมพื้นที่เกษตรกว่า 300 ไร่ ซึ่งจะท่วม 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน ส่งผลให้ข้าวในนาซึ่งชาวบ้านได้ลงทุนไปแล้วตายทั้งหมด ด้วยชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่หากินกับการกสิกรรม ดังนั้นเมื่อไม่อาจปลูกข้าวได้ชาวบ้านก็ไม่รู้จะทำอย่างไรอื่น เกิดเป็นความทุกข์ทางจิตใจนอกเหนือไปจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ถาโถมซ้ำเข้ามา

“น้ำโขงท่วมไม่ใช่ภัยพิบัติแต่เกิดจากมนุษย์ เกิดจากระบบทุนนิยม
ถ้าเขื่อนจีนแตก ลาวแตก เราจะทำอย่างไรในเมื่อทางการสรุปให้เป็นภัยพิบัติจึงไม่มีใครรับผิดชอบ
เราจะเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไรและจากใครได้
ถึงอย่างไรต้องมีการชดเชยและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น”

42957662_2242732712423063_4903546625491730432_n.jpg

เปรมฤดี ดาวเรือง ได้กล่าวในนามเครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนในเขื่อนลาวว่า ประชาชนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเขื่อนลาว อยากรู้ว่าความรับผิดชอบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดทั้งจากเขื่อนในจีนและลาวว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และเราประชาชนทำอะไรได้บ้าง และเราจะทำกันอย่างไร ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราสนใจเรื่องความรับผิดชอบ จะกี่พันกี่หมื่นล้านบาท จะต้องมีผู้รับผิดชอบและต้องมีกลไกรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะบริษัทผู้ดำเนินโครงการที่เหตุใดจึงเงียบเฉย อย่างไรก็ตามความรู้และทักษะในการติดตามสถาณการณ์ของพวกเราประชาชนมีประสิทธิภาพมากที่สุดในอาเซียนแล้ว ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ทำได้คือทำข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นระบบที่สุดและผลักดันให้ไปถึงกลไลการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ทั้งเรื่องช่องทางป้องกัน เยียวยา และแก้ไข เช่นที่ภาคประชาชนและประชาสังคมในที่นี้ได้เสนอแนะมาอย่างน่าสนใจ เพราะเสียงของประชาชนสำคัญที่สุดที่ต้องถูกรับฟังเพื่อจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง

42996067_2242771005752567_454717529181388800_o
นักข่าวลงพื้นที่สำรวจสวนและไร่นาของชาวบ้านบึงกาฬที่ถูกน้ำท่วมขังนานนับเดือน ภาพโดย (LDIM)

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s