การทำงานตรวจสอบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในอาเซียน: ว่าด้วยการตรวจสอบการลงทุนข้ามพรมแดนและผลกระทบต่อสิทธิชุมชน มนุษยชนและสิ่งแวดล้อม[1]

 

ในหลายบทความที่ผ่านมา กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงได้นำเสนอและชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องในธรรมาภิบาลการลงทุนของนักลงทุนไทยและภาครัฐวิสาหกิจไทยในการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV ที่พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อมผ่านการดำเนินโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น ทั้งในส่วนของภาคพลังงาน เหมืองแร่ การสัมปทานพื้นที่ทางการเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ หรืออุตสาหกรรมการผลิต โดยในหลายกรณี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยก็ได้มีการรับเรื่องร้องเรียนและได้มีการตรวจสอบไปแล้ว รวมถึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปยังคณะรัฐมนตรี

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้นได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบติดตามการลงทุนข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของการติดตามตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจของไทย แต่เรายังไม่ทราบว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ รอบข้างเราที่มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น มีท่าที ข้อกังวล และความสนใจต่อประเด็นการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและภายนอกประเทศของตนอย่างไรบ้าง

โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแต่ละประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ เมียนมา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยเน้นไปที่ประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชนของคนในพื้นที่โครงการ

 

เมียนมา

สำหรับในส่วนของเมียนมา หลังจากที่ได้เริ่มเปิดประเทศที่เริ่มมีบรรยากาศของสภาวะทางการเมืองที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อรับการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงปี 2555 ก็ได้มีการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น โดยธุรกิจเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ที่มีการลงทุนด้วย ทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเมียนมา (Myanmar National Human Rights Commission: MNHRC) มีบทบาทหน้าที่มากขึ้นในการตรวจสอบการเข้ามาลงทุนของต่างชาติที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน

ประเด็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีการร้องเรียนโดยประชาชนชาวเมียนมาไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเมียนมา คือ โครงการสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ที่ลงทุนโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างเมียนมาและบริษัทเอกชนจากมาเลเซีย ประชาชนได้ร้องเรียนว่าโครงการนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่โครงการ อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเมียนมาได้รับการส่งต่อเรื่องร้องเรียนจากสถาบันสิทธิมนุษยชนของมาเลเซีย (Suruhanjaya Hak Asasi Manusia Malaysia: SUHAKAM) ที่ได้รับคำร้องเรียนจากภาคประชาสังคมในเมียนมา ซึ่งหลังจากที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเมียนมาได้เข้าไปตรวจสอบโครงการแล้ว ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเมียนมาก็ได้แสดงความเห็นและข้อเสนอแนะไปยังประธานาธิบดี ทั้งนี้เพื่อให้รัฐบาล กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อไป

 

มาเลเซีย

ในส่วนของมาเลเซียนั้น ผู้มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน คือ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของมาเลเซีย (SUHAKAM) ซึ่งมีกรณีที่สำคัญที่สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของมาเลเซียได้รับเรื่องร้องเรียนและได้ดำเนินการตรวจสอบไปแล้ว ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการออกไปลงทุนของนักลงทุนสัญชาติมาเลเซียในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ กรณีโครงการสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมา และกรณีโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงในตอนใต้ของประเทศลาว โดยในแง่การดำเนินการตรวจสอบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาเลเซีย ในกรณีโครงการสวนปาล์มน้ำมันในประเทศเมียนมานั้น ทางสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของมาเลเซียและเมียนมาได้ดำเนินการตรวจสอบร่วมกันเป็นอย่างดี โดยแต่ละองค์กรรับผิดชอบส่วนการตรวจสอบภายในขอบเขตประเทศของตน กล่าวคือ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาเลเซียได้ทำการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโครงการดังกล่าวต่อบริษัทสัญชาติมาเลเซียที่เข้าไปลงทุนในโครงการ ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเมียนมานั้น ก็รับเรื่องร้องเรียนอีกทอดหนึ่งจากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาเลเซียให้ทำการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่โครงการซึ่งทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของเมียนมาก็ได้ตอบรับการร้องเรียนและทำการตรวจสอบไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ในการดำเนินการตรวจสอบกรณีโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงนั้น สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของมาเลเซียก็พบกับปัญหาสำคัญในการประสานการทำงานตรวจสอบร่วมกับภาครัฐของประเทศลาว ทั้งนี้เนื่องจากประเทศลาวไม่มีองค์กรหรือสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของตน ฉะนั้นจึงส่งผลให้การตรวจสอบในพื้นที่โครงการเป็นไปได้ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ได้มีการตรวจสอบและสอบถามข้อมูลจากผู้ลงทุนในโครงการอย่างบริษัท เมกะเฟิส์ท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของนักลงทุนสัญชาติมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการตรวจสอบทั้งสองโครงการแต่จะเห็นได้ว่าสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของมาเลเซียนั้น ก็มีข้อจำกัดในการเข้าไปค้นหา ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่โครงการด้วยตนเอง ทั้งนี้เนื่องจากภายใต้กฎหมายการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของมาเลเซีย ได้จำกัดอำนาจและหน้าที่การตรวจสอบของสถาบันฯ ให้อยู่ภายในขอบเขตพรมแดนของมาเลเซียเท่านั้น

 

ฟิลิปปินส์

ในส่วนของฟิลิปปินส์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการดำเนินงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่น่าสนใจโดยประเด็นที่ทางสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของฟิลิปปินส์ (CHRP) ให้ความสนใจคือ ประเด็นความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบจากภาวะดังกล่าวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง และนับว่าจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอย่างมากต่อการได้รับผลกระทบดังกล่าว ทางสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฟิลิปปินส์และองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องจึงได้เชื่อมโยงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีขนาดใหญ่มหึมาที่ไปไกลกว่าการข้ามพรมแดน แต่เป็นวิกฤตของทั้งโลกเข้าด้วยกัน โดยในปี 2558 ฟิลิปปินส์ต้องประสบภัยธรรมชาติครั้งใหญ่อย่างพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (Hai Yian) ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,000 คน เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องเข้าร่วมเห็นหุ้นส่วนที่ประชุมว่าด้วยความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Vulnerable Forum – CVF) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศที่รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้รัฐบาลประเทศสมาชิกได้มีส่วนร่วมกันในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาพรวมของกลุ่ม

โดยในการจัดการกับปัญหานี้นั้น สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของฟิลิปปินส์ได้ใช้กระบวนการไตร่สวนสาธารณะ (public inquiry) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี 2561 นี้ ซึ่งพบว่ามีข้อท้าทายหลายประการ เช่น การขาดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การถูกจำกัดในประเด็นขอบเขตอำนาจทางการศาลในการดำเนินการทางคดีที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดผลกระทบ และทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดในการดำเนินการดังกล่าวเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงโดยเฉพาะในส่วนของการปล่อยมลพิษโดยกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานขนาดใหญ่ โดยการสร้างมลภาวะจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น อุตสาหกรรมถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งมีการปล่อยมลพิษจากโรงงานและโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวทั่วโลก

 

อินโดนีเซีย

สำหรับอินโดนีเซีย นับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความน่าสนใจในแง่ของอำนาจและหน้าที่ในการตรวจสอบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซีย (Komnas HAM) กล่าวคือ ตามรัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียได้กำหนดให้รัฐบาลอินโดนีเซียมีหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคนในขอบเขตอำนาจของอินโดนีเซีย อีกทั้งในมาตรา 5 ในกฎหมายของอินโดนีเซีย ก็ได้มีการระบุให้ศาลมีอำนาจในการรับคำฟ้องและไต่สวนในกรณีที่บุคคลสัญชาติอินโดนีเซียไปดำเนินการละเมิดสิทธิมนุษยชนนอกอาณาเขตของอินโดนีเซีย โดยต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่อินโดนีเซียให้สัตยาบันไว้ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights: ICESCR) อนุสัญญาว่าด้วยการการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All forms of Radical Discrimination: CERD) เป็นต้น นับได้ว่ากฎหมายของอินโดนีเซียได้เปิดช่องและสนับสนุนให้องค์กรตรวจสอบอย่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียทำงานในด้านการตรวจสอบได้ง่ายทั้งภายในปละภายนอกประเทศ ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าเป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอินโดนีเซียเป็นองค์กรที่มีลักษณะเชิงรุกและก้าวหน้าอย่างมาก โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและสิทธิมนุษยชน รวมถึงสิ่งแวดล้อมนั้นมีหลายกรณีด้วยกันที่ทางสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอินโดนีเซียเข้าไปตรวจสอบ เช่น กรณีเกาะเบนจินา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหมู่โมลุกกะ ซึ่งบริษัทผู้ประกอบการจากต่างประเทศได้เข้ามาตั้งฐานหรือบริษัทประกอบกิจการบนเกาะดังกล่าวซึ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชุมชนพื้นเมืองและชนเผ่าพื้นถิ่นดั้งเดิม รวมไปถึงแรงงานชาวประมงจากต่างประเทศในหลายด้านทั้งในแง่ของสิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการสมรส เสรีภาพจากการตกเป็นทาส เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพจากการถูกทรมานหรือทารุณกรรม สิทธิในการได้รับสวัสดิการ ตลอดจนสิทธิเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างปี 2558 – 2561 สิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกว่า 57 เรื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นกรณีแรงงานชาวอินโดนีเซียที่เข้าไปทำงานในต่างประเทศแล้วถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากบริษัทหรือภาคธุรกิจในประเทศนั้น ๆ เช่น การไม่ได้รับค่าจ้าง การถูกทำร้ายร่างกาย การเสียชีวิตโดยฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ทางสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียให้ความสำคัญอย่างมาก

ในส่วนประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมนั้น สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียก็ให้ความสำคัญและได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเช่นกัน เช่น กรณีหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเผาถางพื้นที่ป่าเพื่อเพาะปลูกพืชใหม่บริเวณเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยเฉพาะในช่วงปี 2013 – 2015 ส่งผลให้มีหมอกควันปกคลุมเพิ่มมากขึ้น โดยปัญหาหลักเกิดจากการคอรัปชั่นในกระบวนการดำเนินธุรกิจและบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กลุ่มทุนมีพฤติกรรมการลงทุนที่ขาดธรรมาภิบาล ผลที่ตามมาคือ เกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสุขภาพ รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย โดยในกรณีดังกล่าวนี้ทางสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซียได้ทำการตรวจสอบแล้ว และทางภาครัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก้ปัญหาด้วยการบังคับใช้กฎหมายการเพาะปลูก (Plantation Law) อย่างจริงจังกับกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องด้วย

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าลักษณะการทำงานและประเด็นที่ห่วงกังวลโดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน รวมถึงสิ่งแวดล้อมโดยองค์กรธุรกิจของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของแต่ละประเทศ มีทั้งประเด็นที่เชื่อมร้อยและไม่เชื่อมร้อยกันแตกต่างกันไป โดยในแง่ของขอบเขตการทำงานตรวจสอบนั้น ดูเหมือนว่าสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ จะมีความก้าวหน้าในแง่นี้ กล่าวคือ สามารถดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและนอกเขตอำนาจของประเทศตนเองได้โดยมีขอบเขตตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ต้องมีพันธะกรณีกับกฎหมายระหว่างประเทศ และมีรูปแบบการตรวจสอบที่ค่อนข้างก้าวหน้าและน่าสนใจ เช่น การใช้กระบวนการไต่สวนสาธารณะ ในส่วนของการตรวจสอบการลงทุนข้ามพรมแดนนั้น ประเทศส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศของตนเป็นหลัก ยกเว้น มาเลเซีย ที่ให้ความสำคัญกับการออกไปลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มทุนสัญชาติมาเลเซีย เช่น ในกรณีโครงการสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของเมียนมา และโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮงในลาวตอนใต้ แต่ก็ยังพบข้อจำกัดในการตรวจสอบและการแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่โครงการซึ่งอยู่ในเขตพรมแดนของประเทศที่รับการลงทุน และยิ่งประสบความยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีกหากประเทศที่รับการลงทุนนั้นไม่มีสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของตนเอง ส่งผลให้การทำงานร่วมกันแบบข้ามพรมแดนขององค์กรตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นไปได้ยากขึ้น

 

อ้างอิง

[1] เนื้อหาที่ปรากฏในบทความนี้มาจากการสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การละเมิดสิทธิมนุษยชนและผลกระทบข้ามพรมแดน: การแก้ไขปัญหาช่องว่างของการคุ้มครองโดยผ่านกลไกความรับผิดชอบนอกอาณาเขต” เมื่อวันที่ 16 – 17 สิงหาคม 2561 ณ โรงแรมโนโวเทล เพลินจิต ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร และการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 8 ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน เมื่อวันที่ 6 – 10 กันยายน ณ โรงแรมเชียงของ ทีค การ์เด้นท์ ริเวอร์ฟร้อนท์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s