โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (ต่อไปนี้จะขอเรียกว่า “โครงการทวาย”) เป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ริเริ่มจากรัฐบาลสองประเทศ คือ ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา นับตั้งแต่ปี 2551 โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) ร่วมกัน โดยตกลงที่จะร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งของทั้งสองประเทศโดยเริ่มจากส่วนหัวงานโครงการทวายคือในส่วนท่าเรือน้ำลึกของโครงการฯ ไปยังท่าเรือแหลมฉบังของประเทศไทย  โดยคาดว่าโครงการจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ โดยเมียนมาจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย การลงทุนขนาดใหญ่ขณะที่ไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่โครงการพัฒนาชายฝั่งด้านตะวันออก หรือ อีสเทิร์นซีบอร์ด และในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทวายจะกลายเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้า การผลิต และการขนส่งที่สำคัญในระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้ด้วย (Southern Economic Corridor)  โดยมีบริษัทเอกชนไทยคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งได้รับสิทธิในการพัฒนาและดำเนินการบริหารโครงการฯ ตามระยะเวลาการเช่าที่ดิน 75 ปี ในพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตร (กว่า 1.5 แสนไร่ หรือประมาณเกือบ 10 เท่าของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด) รวมทั้งการก่อสร้างถนนเชื่อมโยงพรมแดนระหว่างไทย-เมียนมา  จากพื้นที่โครงการไปยังด่านพุน้ำร้อนที่ จ. กาญจนบุรี ในระยะทาง 138 กิโลเมตร ซึ่งจะเชื่อมต่อกับส่วนของประเทศไทยเข้าไปยังท่าเรือแหลมฉบัง โดยโครงการทวายนี้มีมูลค่าการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท และมีขนาดใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึงเกือบ 10 เท่าด้วยกัน

หลังจากที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ เข้าดำเนินโครงการทวายได้ 3 ปี นับจากปี 2553 – 2556 โครงการทวายก็ถูกปรับให้มีขนาดลดลงอยู่เป็นระยะ จนในปัจจุบันมีขนาดอยู่ที่ 196.5 ตารางกิโลเมตร หลังจากนั้นเป็นต้นมารัฐบาลเมียนมาและรัฐบาลไทยโดยกรมพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้สังกัดกระทรวงการวางแผนและการเงินของเมียนมา (Ministry of Planning and Finance) และสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย (สพพ.) หรือ Neighbouring Countries Economic Development Cooperation Agency (NEDA) ภายใต้สังกัดกระทรวงการคลังก็ได้เข้ามาเป็นผู้ประสานงานโครงการและเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone Management Committee: DSEZMC) เนื่องจากบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ไม่สามารถหาผู้ร่วมลงทุนในโครงการเพิ่มเติมได้ กอปรกับบริษัท แม็กซ์ เมียนมา (Max Myanmar) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในท้องถิ่นของเมียนมาถอนตัวออกจากการเป็นหุ้นส่วนภายใต้การดำเนินโครงการในบริษัท ทวาย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (Dawei Development Company Limited: DDC) ด้วยเหตุนี้ บริษัท อิตาเลียนไทยฯ จึงถูกยกเลิกสัญญาสัมปทาน ดังนั้นโครงการจึงกลายสถานะจากโครงการที่มีเอกชนเข้าดำเนินโครงการในระบบสัมปทานทั้งโครงการเป็นโครงการความร่วมมือแห่งรัฐในระดับทวิภาคีอย่างเต็มรูปแบบ โดยทั้งสองรัฐบาลลงทุนผ่านบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle: SPV) คือ บริษัท ทวาย เอสอีแซ็ท ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (Dawei SEZ Development Company Limited) และในภายหลัง ในวันที่ 14 ธันวาคม 2558 รัฐบาลญี่ปุ่น โดยธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) ได้เข้าร่วมลงทุนบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ ดังกล่าวด้วย นับได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้เข้าร่วมพัฒนาโครงการทวายอย่างเป็นรูปธรรมในเชิงสถาบันแล้ว โดยบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจมีหน้าที่ในการบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกโครงการทวาย รวมไปถึงจัดหานักลงทุนเข้ามาลงทุนในนิติบุคคลย่อย 7 สาขา ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน ประปา โทรคมนาคม ที่อยู่อาศัย และถนนและทางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อไปยังชายแดนไทย โดยการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจนี้เกิดขึ้นจากการประชุมครั้งที่ 2 ของคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงระหว่างไทย – เมียนมา เพื่อพัฒนาโครงการทวาย เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2555

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัท อิตาเลียนไทยฯ จะถูกยกเลิกสัญญาสัมปทานไป แต่ก็ยังได้รับสิทธิในการพัฒนาโครงการทวายในระยะแรก ภายใต้บริษัท เมียนทวาย อินดัสเทรียล เอสเตท จำกัด (Myandawei Industrial Estate Company Limited: MIE) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับสวนอุตสาหกรรมโรจนะ บนพื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร และส่วนนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีก 8 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี 2558 โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบไปด้วย สถานีเก็บก๊าซธรรมชาติ หรือ LNG Terminal เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่โครงการ โรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังก๊าซธรรมชาติ กำลังการผลิต 400 เมกะวัตต์ อ่างเก็บน้ำและระบบประปา ระบบโครงข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดิน และเขตที่อยู่อาศัย 2) ท่าเรือขนาดเล็ก 3) ถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายมายังชายแดนไทยที่บ้านพุน้ำร้อน โดยในปัจจุบันจากการสำรวจครั้งล่าสุดและข้อมูลจากภาคประชาสังคมในพื้นที่พบว่าทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างท่าเรือขนาดเล็ก และระบบสาธารณูปโภคบางส่วน เช่น ระบบไฟฟ้า อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและระบบประปา ระบบโทรคมนาคม เขตที่อยู่อาศัย เสร็จสิ้นแล้ว

ในปัจจุบัน บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ในคราบของบริษัทร่วมทุนดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นก็ยังคงดำเนินโครงการทวายระยะแรกตามสัญญาสัมปทานที่ลงนามกับคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายอยู่ แต่ดูเหมือนว่าโครงการยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องด้วย ก่อนหน้านี้ในปลายปี 2558 เมียนมามีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้พรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งและได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ซึ่งโครงการต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต้องหยุดชะงักลง ทั้งนี้เพื่อที่รัฐบาลใหม่จะได้พิจารณาและทบทวนโครงการต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมดว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้และสอดคล้องกับแนวทางนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ ด้วยเหตุนี้จึงมีผลให้โครงการทวายกลับมาชะงักอีกครั้งนับตั้งแต่รัฐบาลใหม่เข้ารับตำแหน่งในปี 2559 จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2560 จึงเริ่มมีสัญญาณว่ารัฐบาลเริ่มให้ความสนใจโครงการทวายและอนุญาตให้ทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ดำเนินโครงการต่อได้ โดยตลอดช่วงปี 2559 แม้ว่าโครงการทวายจะยังไม่มีความคืบหน้าในพื้นที่โครงการมากนัก แต่ทางการของไทยเองก็มิได้นิ่งเฉย โดยทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงย่างกุ้ง ได้นำตัวแทนจากทางการไทยอย่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และบริษัทที่ปรึกษาอย่าง Roland Berger มาให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามแก่ตัวแทนจากรัฐบาลเมียนมาในรายละเอียดและความสำคัญของโครงการทวายในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาคแก่คณะกรรมการเศรษฐกิจของพรรค NLD ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลที่เข้ามาใหม่นั้นอาจจะยังไม่มีความชำนาญและความเข้าใจต่อโครงการ อีกทั้งยังเป็นการรักษาความต่อเนื่องในการพัฒนาโครงการทวายด้วย แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม นอกจากนี้ในช่วงในวันที่ 15 – 16 สิงหาคม 2559  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของไทย (นายอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ) พร้อมด้วย นายจ่อ วิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและการเงิน และดร.ตัน มินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ของเมียนมาร่วมเป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อนโครงการทวาย ณ กระทรวงวางแผนและการเงิน กรุงเนปิดอว์ โดยมี ตัวแทน สศช. พร้อมทั้งคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง นายเนวิน สินสิริ ผู้อำนวยการของ สพพ. เข้าร่วมการประชุมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทางการเมียนมา โดยทั้งสองรัฐบาลยืนยันที่จะสานต่อความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการทวายร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ในการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมได้รับทราบสถานะปัจจุบันของการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายระยะแรก และความก้าวหน้าการดำเนินงานของรัฐบาลเมียนมา ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษระดับชาติแล้วเสร็จ โดยอยู่ระหว่างพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารระดับพื้นที่ และคณะกรรมการร่วมระหว่างไทย-เมียนมา เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (Joint High Level Committee: JHC/Joint Coordinating Committee: JCC) การประชุมดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามผลักดันสร้างความต่อเนื่องในระดับรัฐและสถาบัน

จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น เมื่อเข้าสู่ปี 2560 การพัฒนาโครงการทวายดูจะมีความคืบหน้ามากขึ้น มิใช่เพียงแค่การที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเมียนมาให้เข้าพื้นที่พัฒนาโครงการทวายต่อเท่านั้น แต่ในส่วนภาครัฐทั้ง 3 ประเทศคือไทย เมียนมา และญี่ปุ่น ก็มีความคืบหน้ามากขึ้น เริ่มเห็นความเข้มข้นและความต่อเนื่องของการพบปะและประชุมร่วมกันในหลายต่อหลายครั้งโดยในช่วงระหว่างวันที่ 2 – 3 กุมภาพันธ์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีนำทัพพานักธุรกิจไทยหลายสาขาพบปะกับทางผู้นำระดับสูงของเมียนมาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าในการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน ในส่วนของความร่วมมือกับทางญี่ปุ่นเองก็ดูจะมีความคืบหน้าเช่นกัน โดยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ทาง สพพ. เปิดเผยว่าเตรียมหารือในรายละเอียดของแผนแม่บทโครงการทวายร่วมกับญี่ปุ่นต่อยอดจากกรอบเดิมที่เคยเจรจากันไปเมื่อเดือนธันวาคม 2558 เพื่อร่วมพัฒนาโครงการฯ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการศึกษาเชิงเทคนิคและการเงิน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะแบ่งเป็นแผนระยะสั้น 5-10 ปี และแผนระยะยาว 10 ปีขึ้นไป จากเดิมที่กำหนดกรอบเวลาไว้ที่ระยะ 20 ปี อีกทั้งยังมีการจัดประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย – เมียนมา ครั้งที่ 8 ขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน หลังจากที่ไม่ได้มีการประชุมมานานนับตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งในการจัดประชุมครั้งที่ประชุมได้มีมติให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Joint Technical Taskforce) ขึ้นมาสองคณะ คือ คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายไปยังด่านพุน้ำร้อน และคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยโครงการทวายระยะแรก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและคล่องตัวในการขับเคลื่อนโครงการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากยิ่งขึ้น

และเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลเมียนมาเองก็มีท่าทีที่ชัดเจนในการประกาศถึงความตั้งใจที่จะให้มีการพัฒนาโครงการทวายทั้งโครงการ โดยจะเริ่มจากการพัฒนาโครงการถนนสองช่องทางเชื่อมต่อโครงการทวายไปยังด่านพุน้ำร้อนก่อน ซึ่งนับเป็นความสำคัญแรกสุดในการพัฒนาโครงการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยจะเริ่มเดินหน้าโครงการในช่วงครึ่งปีหลัง แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงการทวายทั้งระบบหรือแม้กระทั่งการดำเนินการในส่วนของถนนสองช่องทางเองก็ดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้เนื่องจากมีการคัดค้านจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่โครงการและตามแนวถนนสองช่องทาง ภาคประชาสังคมทั้งในทวาย ไทย และระดับสากล ตลอดจนสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการต่อต้านเหล่านี้เป็นผลมาจากการเข้าไปพัฒนาพื้นที่โครงการนับตั้งแต่ปี 2554 ที่ขาดหลักธรรมาภิบาลและการเคารพสิทธิมนุษยชน ชุมชนท้องถิ่น และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ รวมไปถึงการจ่ายค่าชดเชยและค่าความเสียหายต่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมของบริษัท อิตาเลียนไทยฯ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้โครงการถนนสองช่องทางซึ่งเป็นโครงการย่อยในการพัฒนาโครงการทวายระยะแรก (Initial phase) จึงเป็นที่น่าจับตาและติดตามอย่างยิ่งเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการทวายหลังจากนี้ ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งในส่วนของภาครัฐทั้ง 3 ประเทศ และบริษัทที่เป็นผู้พัฒนาโครงการ ทั้งนี้เนื่องด้วยถนนจะเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญ (backbone) อย่างยิ่งในการปูทางไปสู่โครงการทวายที่เป็นจริงในอนาคตและนับเป็นหมุดหมายแรกในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในอนาคตดังที่ได้กล่าวไป เพราะถนนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญโดยเฉพาะในด้านการขนส่งและความสะดวกรวดเร็วปลอดภัยให้กับสินค้าและบริการ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนมากนัก และเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งหลังจากนี้เช่นกันในแง่ของการดำเนินโครงการว่าจะสร้างผลกระทบให้กับชุมชนอย่างที่ผ่านมาหรือไม่ ฉะนั้นการติดตามธรรมาภิบาลการลงทุนและการดำเนินโครงการทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาลงทุนในโครงการถนนฯ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในส่วนของการดำเนินการภาครัฐไทยที่จะต้องถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยพิจารณาควบคู่ไปกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 เรื่อง สรุปผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานผลการพิจารณาคำร้องที่มีข้อเสนอแนะนโยบาย เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีการดำเนินโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงในการพัฒนา โครงการดังกล่าว ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวทวาย[1] โดยสาระสำคัญของมตินี้เน้นไปที่การมุ่งปรับเปลี่ยนธรรมาภิบาลการลงทุนของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ให้มีความสอดคล้องกับหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principle on Business and Human Rights: UNGP) ซึ่งให้ความสำคัญไปที่ 3 เสาหลัก ได้แก่ “คุ้มครอง เคารพ และเยียวยา” และมีการมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นแกนกลาง ในการจัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของผู้ลงทุนสัญชาติไทยให้เคารพต่อหลักการดังกล่าว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนเป็นระยะ ๆ เพื่อติดตามให้มั่นใจว่าการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยมีการเคารพหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน โดยในปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นรูปธรรม ยกเว้นแต่กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในขณะนี้กำลังจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights: NAP) และดำเนินการเสร็จสิ้นและประกาศใช้ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2561 นี้ และนอกจากการพิจารณาจากการดำเนินการของภาครัฐในส่วนของประเทศไทยแล้ว การพิจารณาจากทางผู้รับเงินกู้ผ่อนปรนอย่างรัฐบาลเมียนมานั้นก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งเช่นกันว่ามีการปฏิบัติสอดคล้องกับทางเงื่อนไข ข้อกำหนด ของผู้ให้กู้อย่างไรบ้าง และจะมีการตั้งข้อกำหนด กฎระเบียบ หรือนโยบายของตนเองเกี่ยวกับการนำเงินกู้ผ่อนปรนในส่วนนี้ไปใช้ในการดำเนินโครงการถนนสองช่องทางอย่างไร

ดังนั้นกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง หรือ The Mekong Butterfly และคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบในการลงทุนข้ามพรมแดน (Extra – Territorial Obligation Coalition Watch: ETOs Watch) จึงมีความประสงค์ที่จะดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับการติดตามการดำเนินงานของภาครัฐไทยในการให้เงินกู้ผ่อนปรน จำนวน 4,500 ล้านบาท ต่อรัฐบาลเมียนมา เพื่อปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมต่อระหว่างโครงการทวายและชายแดนไทยที่ด่านพุน้ำร้อน จ. กาญจนบุรี รวมถึงรวบรวมข้อมูลผลกระทบเพื่อที่จะสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้นมีความสอดคล้องหรือปฏิบัติตามกรอบ/ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ปรากฏในมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 หรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะสะท้อนถึงธรรมาภิบาลภาครัฐไทยในการลงทุนครั้งนี้ว่ามีความจริงใจต่อการปรับเปลี่ยนธรรมาภิบาลการลงทุนให้สอดคล้องกับหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงใด ซึ่งทางรัฐบาลไทยเองได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนไว้ในช่วงต้นปี 2561 โดยมุ่งหวังให้ “สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ”[2] อีกทั้งการดำเนินการวิจัยในครั้งนี้จะเน้นให้ความสำคัญของประเด็นการวิจัยไปที่พฤติกรรมการลงทุนของภาครัฐไทยและภาครัฐเมียนมาในการดำเนินการปรับปรุงโครงการถนนสองช่องทาง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการการดำเนินงานในการก่อสร้างโครงการถนนสองช่องทางที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและอาจจะเกิดขึ้น ตลอดจนข้อกังวลและข้อเรียกร้องของชุมชนเกี่ยวกับการดำเนินการปรับปรุงถนนสองช่องทาง โดยผลการศึกษาวิจัยที่เสร็จสิ้นแล้วจะถูกนำเสนอผ่านเวทีสาธารณะ และเป็นวัตถุดิบหรือต้นเค้าที่จะทำให้ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบในการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch) และองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงสถาบันวิชาการต่าง ๆ ได้นำไปใช้เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นแผนยุทธศาสตร์หรือแผนการทำงานในการติดตามและเสนอแนะให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติตามกรอบ/ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ปรากฏในมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และอาจรวมถึงติดตามธรรมาภิบาลการลงทุนและการทำงานของภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเมียนมาเองด้วย ซึ่งนับเป็นการสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งในการทำงานร่วมกันของภาคประชาสังคมข้ามพรมแดน

 

สามารถอ่านรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ด้วยการก๊อปปี้ลิ้งที่อยู่ด้านล่างได้เลยครับ

file:///C:/Users/Look%20Kate/Desktop/New%20folder/รายการโครงการถนนสองช่องทาง_1.html

 

…..

อ้างอิง

[1] สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, สรุปผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานผลการพิจารณาคำร้องที่มีข้อเสนอแนะนโยบาย เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีการดำเนินโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจทวาย ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงในการพัฒนา โครงการดังกล่าว ที่มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวทวาย, 17 พฤษภาคม 2559, เข้าถึงได้จาก http://www.cabinet.soc.go.th/soc/Program2-3.jsp?top_serl=99319369&key_word=%B7%C7%D2%C2&owner_dep=&meet_date_dd=&meet_date_mm=&meet_date_yyyy=&doc_id1=&doc_id2=&meet_date_dd2=&meet_date_mm2=&meet_date_yyyy2=

[2] รัฐบาลไทย, นายกรัฐมนตรีเป็นประธานงานวันสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อประกาศ “วาระแห่งชาติ: สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เข้าถึงได้จาก http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/10019

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s