ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน : ความสูญเสียจากน้ำโขง (น้ำเขื่อน) ท่วม ภัยพิบัติที่ไม่อาจละเลย

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมอุบัติภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในบริเวณเมืองสนามไชย แขวงอัตตะปือ ทางตอนใต้ของประเทศลาว จากการที่เขื่อนดินปิดกั้นช่องเขาต่ำส่วน D อันเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ราบบอละเวน เกิดแตกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น สร้างความเสียหายมหาศาล เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงต้นทุนแห่งชีวิตของผู้คนท้ายเขื่อนที่ต้องสังเวยชีวิตจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ผลผลิตของมันคือกระแสไฟฟ้ากว่า 410 เมกะวัตต์ ซึ่งกว่า 354 เมกะวัตต์ จะถูกส่งขายไปยังประเทศไทย และอีกเพียง 46 เมกะวัตต์ ใช้ในประเทศลาว แน่นอนว่าไทยเองไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้รับซื้อไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้ลงทุนในโครงการด้วย โดยบริษัท ราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เข้าถือหุ้นในโครงการกว่า 25% ร่วมกับบริษัทจากเกาหลีอีก 2 บริษัท และรัฐวิสาหกิจลาวอีกหนึ่งบริษัท

ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่าโศกนาฏกรรมเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ จำนวนเขื่อนที่มากขึ้นในทุก ๆ ปีในประเทศลาวเพื่อตอบสนองการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชียในการกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจของลาว การบริหารจัดการและตรวจสอบเขื่อนที่ยังไม่ทั่วถึงนั้นก็ยิ่งทำให้ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชีวิตผู้คนที่อาจสูญเสียเพิ่มในอนาคต

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ในหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการลาว ตลอดจนภาคประชาชนในภูมิภาคแม่น้ำโขงต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายการพัฒนาจากเขื่อนของตน เหตุการณ์นี้ยังเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการเขื่อนในลาวจะต้องมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ทางการลาวจึงได้มีการสั่งแขวน ทบทวนโครงการเขื่อนอื่น ๆ ที่จ่อรอจะอุบัติขึ้นเต็มไปหมดในประเทศลาว ซึ่งแทบทั้งหมดเป็นการลงทุนจากนักสร้างเขื่อนจากต่างประเทศ ทั้งเขื่อนที่ตั้งอยู่บนลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง และเขื่อนบนลำน้ำสายหลักของแม่น้ำโขง ผลที่ตามมาที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ทำให้บริษัทผู้พัฒนาและหน่วยงานที่ดูแลเขื่อนอื่น ๆ ทั้งในลาวและไทยในลุ่มน้ำโขงต้องเร่งระบายน้ำออกเพื่อรักษาตัวเขื่อน ไม่ให้เกิดรอยรั่วหรือรอยร้าว อันจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เขื่อนแตกเช่นเดียวกับเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย หากย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งหรือสองปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ เราจะพบว่าเขื่อนในลาวแตกติดกันมาแล้วกว่า 2 ครั้ง รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยเขื่อนที่แตกในสองครั้งแรกนั้นคือ เขื่อนเซกะมาน 3 ที่แตกในปี 2559 และเขื่อนน้ำอ้าว ในปี 2560[1]

ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากเหตุการณ์เขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย ได้ไม่นานนัก ข่าวคราวการระบายน้ำจากเขื่อนบนลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศลาวตามหน้าสื่อได้ปรากฏชัดมากขึ้น เขื่อนต่าง ๆ ในลาวได้ทยอยปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเป็นจำนวนมาก เพื่อรักษาตัวเขื่อน มีรายงานว่าเขื่อนน้ำงึม 5 และเขื่อนน้ำงึม 2 ได้ปล่อยน้ำออกมาทั้งสองเขื่อน ส่งผลให้เขื่อนที่อยู่ถัดมาอย่างเขื่อนน้ำงึม 1 ต้องเร่งระบายน้ำออกมาในปริมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที[2]

การเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนต่าง ๆ ในลุ่มน้ำโขง ส่งผลให้พื้นที่ชายฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งมีผู้คนริมโขงทั้งไทยและลาวอาศัยกว่าล้านคนได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำโขงล้นตลิ่งและมีระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรริมโขงในหลายพื้นที่ หลายจังหวัดในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานีดูจะเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ตำบลเวียงคุก อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำโขงท่วมท้นอย่างรวดเร็ว จากการระบายน้ำจากเขื่อนทั้งในไทยและในลาวดังที่ได้กล่าวไป แต่ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ผลกระทบระลอกแรกในปีนี้จากการท่วมสูงของน้ำโขง เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ พื้นที่ตำบลเสียงคุกเองก็ได้รับผลกระทบจากฝนฟ้าคะนองที่ตกรุนแรงอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากพายุดีเปรสชัน “เซินติญ” ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม โดยกรมอุตุนิยมวิทยาของไทยได้มีประกาศเตือนภัยออกมาในวันที่ 18 กรกฎาคม[3] ซึ่งในช่วงหลังจากที่มีประกาศดังกล่าวออกมาไปจนกระทั่งช่วงปลายเดือน ฝนที่ตกกระหน่ำถล่มทั่วภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่งผลให้น้ำโขงเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรริมโขงดังที่กล่าวไปข้างต้น และระดับน้ำก็ค่อย ๆ ลดระดับลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับการหายไปของพายุดังกล่าว ดังนั้นการเอ่อท่วมของน้ำโขงในช่วงเดือนสิงหาคมนั้นจึงเป็นปรากฏการณ์ “ผีซ้ำด้ามพลอย” หรือ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” ก็ว่าได้ ที่คนโขง โดยเฉพาะเกษตรกรริมโขงจะต้องเผชิญ ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งแน่นอนว่าเกษตรกรริมโขงในตำบลเวียงคุกก็มีชะตากรรมไม่แพ้เกษตรริมโขงที่อื่น ๆ

ที่ตำบลเวียงคุก เกษตรกรริมโขงปลูกพืชเศรษฐกิจหลักอยู่ชนิด 4 ด้วยกัน คือ ยาสูบ พริก ข้าวโพดและมะเขือเทศ นอกจากนั้นยังมีพืชสวนครัวอย่างอื่นที่สร้างรายได้ให้กับพวกเขาไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นผักกาด แตงกวา ถั่วฝักยาว มันเพา มันแกว และอื่น ๆ โดยผลผลิตทางการเกษตรเหล่านี้จะถูกส่งขายไปยังพ่อค้าคนกลางอีกทอดหนึ่ง แต่ยาสูบ พริก ข้าวโพดและมะเขือเทศ ดูจะเป็นพืชที่มีบริษัทหรือผู้ประกอบการมารับไปแปรรูปอีกทอดหนึ่ง สำหรับการปลูกยาสูบนั้น เกษตรกรต้องได้รับการอนุญาตจากกรมสรรพสามิตก่อนจึงจะสามารถปลูกได้ โดยทั่วไปแล้วยาสูบและพริกจะปลูกในช่วงเดือนกันยายน หลังจากที่น้ำโขงเริ่มลดระดับ และผลผลิตจากข้าวโพดออกผลเต็มที่แล้ว หลังจากนั้นก็ตามด้วยพืชผักสวนครัวอื่น ๆ

ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีมงาน The Mekong Butterfly พร้อมด้วยสมาคมลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ได้ลงพื้นที่ไปสำรวจผลกระทบที่เกิดจากน้ำโขงเข้าท่วมสองระลอกในตำบลเวียงคุก ณ บริเวณหมู่บ้านเวียงชัย ซึ่งมีดอนขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่เพาะปลูก เป็นจังหวะเวลาเดียวกับที่ชาวบ้านริมโขงกำลังเตรียมพื้นที่เพื่อเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่หวังจะสร้างรายได้ให้กับเขาและฟื้นฟูความมั่นคงของชีวิตและความมั่นคงทางอาหารให้กลับคืนมาหลังจากน้ำลด

ทีมงานได้มีโอกาสสนทนากลุ่ม นั่งจับเข่าคุยกับตัวแทนกลุ่มเกษตรริมโขงบ้านเวียงคุกเกือบ 10 ราย ชาวบ้านได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติในครั้งนี้ให้ฟังในหลากหลายประเด็นด้วยกัน

แม่ไพรัตน์ พชสวัสดิ์ หนึ่งในเกษตรกรบ้านเวียงคุก กล่าวว่าน้ำท่วมครั้งนี้ขังอยู่นาน ครั้งแรกช่วงเดือนกรกฎาคมอยู่นานประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์แต่ก็ลงเร็ว ครั้งที่สองน้ำโขงช่วงเดือนสิงหาคมถึงราวเดือนกันยายนและมีระดับที่สูงขึ้นมากน้ำสูงค่อนเสาบ้านของเธอที่ตั้งอยู่บริเวณดอน พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่าการที่น้ำโขงท่วมครั้งที่สองนี้เธอรับทราบจากการดูข่าวและบอกต่อ ๆ กันจากคนในชุมชนว่าสาเหตุหลักมาจากเขื่อนในประเทศลาว ที่เร่งระบายน้ำออก การรับรู้ข่าวสารที่ค่อนข้างกระชั้นชิดเช่นนี้ส่งผลให้ชาวบ้านริมโขงไม่มีเวลาได้เตรียมตัวหรือเตรียมความพร้อมในการวางแผนรับมือมากนัก

S0066233

พ่ออนุกูล ทะแพงพันธุ์ เกษตรกรริมโขง วัย 55 ปี ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก คือ ยาสูบ พริก มะเขือเทศและพืชผักสวนครัวต่าง ๆ เช่น ถั่วฝักยาว ผักกาด มันเพา มันแกว ได้เล่าให้ทีมงานฟังถึงผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรของเขา ในช่วงที่น้ำโขงขึ้นสองระลอกที่สองที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า เขามีพื้นที่จำนวน 7 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เช่า 6 ไร่ ซึ่งจะต้องจ่ายเป็นเงินปีละ 36,000 บาท แก่ผู้ให้เช่า และเป็นที่ดินของตนเองอีก 1 ไร่ พื้นที่เพาะปลูกในส่วนนี้ใช้ประโยชน์ทั้งปี ไม่ได้พักหน้าดิน ก่อนหน้าที่น้ำจะเข้าท่วม เขาปลูกข้าวโพดและสามารถเก็บผลผลิตได้ทัน แต่ถึงกระนั้นพืชอื่น ๆ ที่ปลูกหลังจากนั้นก็ไม่ถูกน้ำพัดหายไปหมด โดยหากคิดคำนวณค่าเสียหายแล้ว ก็รวมเป็นมูลค่านับหมื่นบาท

พ่อสมบัติ ปัญญาสอน เกษตรกรริมโขงอีกราย ที่ปลูกสวนยาสูบและพริกอยู่ในละแวกเดียวกัน โดยมีเนื้อที่ของตนจำนวน 2 ไร่ กล่าวถึงวัฒนธรรมการเพาะปลูก ต้นทุนและมูลค่าในการลงทุนเพาะปลูกพืชริมโขงในครั้งนี้ว่า ในการปลูกยาสูบนั้น ต้องเริ่มจากการเพาะเมล็ด หลังจากนั้นจึงเริ่มเพาะกล้าและนำไปปลูกในแปลงที่จัดเตรียมไว้ น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลให้ต้นยาสูบในแปลงขนาด 2 ไร่ของเขาตายเรียบ เงินจำนวน 20,000 บาทที่ใช้เป็นต้นทุนในการเพาะปลูกครั้งนี้จมหายไปกับน้ำ และมิใช่เพียงยาสูบเท่านั้น พริกของเขาที่กำลังเติบโตได้เต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวอีกเพียงไม่กี่วันก็ลอยไปกับสายน้ำเช่นเดียวกัน

47350887_305846090257929_1242873525832777728_n

พ่อสมบัติ กล่าวต่อไปว่า หากแจกแจงรายละเอียดของความสูญเสียในจำนวนเงิน 20,000 บาท ในครั้งนี้สามารถแบ่งได้เป็นค่าเมล็ดอย่างเดียว 10,000 บาท ต้นกล้าอีกราว 7,000 บาท ปุ๋ยกระสอบละ 1,200 บาท ซื้อมาทั้งหมด 5 กระสอบ รวมแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเกินกว่าที่คำนวณไว้มาก นอกจากนั้นแล้วยังมีค่าน้ำและค่าไฟสำหรับอยู่เฝ้าไร่ และดึงน้ำจากแม่น้ำมาใช้รดน้ำ อีกทั้งค่าน้ำมันที่ใช้สำหรับเครื่องไถอีก ซึ่งนี่เป็นต้นทุนที่นอกเหนือจากการเพาะปลูก อันเรียกว่าเป็นค่าบริหารจัดการ ตระเตรียม และดูแลพื้นที่ของตนเอง

ดูเหมือนว่าต้นทุนที่มองไม่เห็นในไร่ในนายังมีอีกมากสำหรับความเป็นเกษตรกร นอกเหนือจากต้นทุนในการบริหารจัดการพื้นที่แล้ว ชาวเกษตรกรริมโขงโดยเฉพาะผู้ที่ปลูกยาสูบจะต้องเสียภาษีในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้กับหน่วยงานของรัฐอย่างกรมสรรพสามิต พ่อสมบัติกล่าวว่า ในการปลูกยาสูบชาวบ้านจะต้องเสียภาษี 3 อย่างด้วยกัน อย่างแรก คือ ภาษีปลูก 100 บาท อย่างที่สอง ภาษีขนย้าย 100 บาท ภาษีหั่น 100 บาท และค่าธรรมเนียมในการดำเนินการอีก 100 บาท รวมเป็น 400 บาท นอกจากนี้ยังต้องเสียภาษีที่ดิน ไร่ละ 100 บาท/ปี ตามแต่จำนวนที่ดินที่ถือครองหรือได้รับสิทธิในการทำเกษตรกรรม เข

ชาวบ้านหลายรายกล่าวตรงกันว่าน้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ น้ำท่วมเป็นเวลานานมีข้อดีคือได้หน้าดินใหม่ซึ่งเป็นดินตะกอนที่ถูกพัดพามาพร้อมกับน้ำ โดยดินตะกอนนี้จะส่งผลให้หน้าดินมีความอุดมสมบูรณ์และมีแร่ตุที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ในบางพื้นที่อาจได้พื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นมาด้วย ส่วนข้อเสียคือทำให้พืชผลทางการเกษตรที่เพาะปลูกในขณะที่น้ำท่วมนั้นล้มตาย สร้างความเสียหายทางรายได้ให้กับการเกษตรกรที่ได้ลงทุนลงแรงปลูกพืชไปแล้วก่อนหน้านี้ และนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เนื่องจากในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมานับแต่ปี 2551 พื้นที่ริมโขงจังหวัดหนองคาย

น่าแปลกใจว่าในการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัตินี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนั้นไม่ได้มีการประกาศสาเหตุภัยพิบัติที่เชื่อมโยงถึงการปล่อยน้ำจากเขื่อนในประเทศลาว คือ เขื่อนน้ำงึม 1 และการปล่อยน้ำจากเขื่อนในไทยอย่างเขื่อนน้ำอูนแต่อย่างใด ซึ่งในแต่ละปีก็ได้มีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเพื่อระบายน้ำออกในช่วงฤดูฝนด้วยเช่นกัน หากแต่…กำหนดพื้นที่ภัยพิบัติที่ครอบคลุมอาณาเขตของการได้รับผลกระทบน้ำท่วมอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้เกษตรกรริมโขงบางส่วนที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ไม่ได้รับค่าชดเชยเยียวยาผลกระทบแต่อย่างใด แม้ว่าเกษตรกรบางรายจะมีเอกสารสิทธิ โฉนด หรือมีที่ ส.ป.ก. หรือแม้กระทั่งมีเอกสารที่แสดงว่าเป็นเกษตรกร หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกร (สมุดเล่มเขียว) ก็ตาม คงต้องย้อนกลับไปดูว่าหน่วยงานภาครัฐได้มีการตรวจสอบการลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างถ้วนทั่วเพียงใด เนื่องจากชาวบ้านหลายรายกล่าวกับเราพื้นที่ทำการเกษตรของพวกเขาไม่ได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ นั่นจึงส่งผลให้พวกเขาไม่ได้รับค่าชดเชยเยียวยาจากภัยน้ำท่วมซัดระลอกสองในครั้งนี้ แม้ว่าพวกเขาจะถือครองเอกสารสิทธิในรูปแบบต่าง ๆ อยู่ก็ตาม นั่นเพราะไม่เข้าองค์ประกอบของการได้มาซึ่งค่าชดเชย ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1) เอกสารสิทธิ 2) สมุดทะเบียนเกษตรกร และ 3) การได้รับการประกาศว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ถึงแม้ว่าเกษตรกรบางรายจะได้รับค่าชดเชยจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรของตนอยู่ในเขตที่มีการประกาศภัยพิบัติ แต่ค่าชดเชยที่ได้รับก็ดูเหมือนว่าจะไม่เพียงพอสำหรับค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น ยากที่จะได้ต้นทุนคืน

จากการสัมภาษณ์เกษตรกรริมโขงที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว จะเห็นได้ว่าประเด็นปัญหาหลัก ๆ ของผลกระทบในครั้งนี้นั้นคือการขึ้น – ลงอย่างผิดปกติของระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างรุนแรง อันเกิดจากนักสร้างเขื่อนที่เห็นแก่ผลประโยชน์แรกเริ่มของพวกเขาในการสร้างผลกำไรและไฟฟ้าจากเขื่อน นั่นทำให้ผู้พัฒนาเขื่อนเหล่านี้ต้องปกป้องตัวเขื่อนไว้ ซึ่งโดยปกติแล้วในช่วงฤดูฝนนี้เขื่อนส่วนใหญ่ก็ทยอยปล่อยน้ำเป็นปกติในทุกปี มิหนำซ้ำผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่ได้ถูกรับรองจากรัฐ แม้กระทั่งรัฐไทยเองที่ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการประกาศเขตภัยพิบัติแต่ก็ไม่ได้กล่าวถึงว่าภัยพิบัติในครั้งนี้มิใช่แต่เป็นผลกระทบจากภัยธรรมชาติเท่านั้น ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการปล่อยน้ำเพื่อรักษาเขื่อนมากกว่าวิถีและชีวิตของผู้คนริมโขง การมองข้ามปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนนี้ ด้วยการละเลยไม่เอ่ยถึงการปล่อยน้ำจากเขื่อนในลาวและไทยดังกล่าวในการประกาศเขตภัยพิบัติให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ นำมาซึ่งการมองไม่เห็นต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน (Hidden Cost) ของเกษตรกรริมโขงที่จะต้องสูญเสียไปซึ่งมีมูลค่าความเสียหายทั้งที่นับได้อย่างค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่าหว่านไถ ค่าน้ำ ค่าไฟ และมูลค่าความเสียหายที่นับไม่ได้อย่างแรงงานและหยาดเหงื่อ รวมถึงการบริหารจัดการที่ลงทุนแรงไปแต่ละครั้ง คงจะเป็นการดีหากในอนาคตภาครัฐจะให้ความสำคัญกับต้นทุนที่ถูกซุกซ่อนหรือเสียงที่ไม่ได้รับการได้ยินของผู้คนริมโขง สิ่งที่รัฐจะต้องแก้ไขในอนาคตคือการคำนึงถึงปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนจากเขื่อนอย่างจริงจัง ในเบื้องต้น ข้อมูลข่าวสารและระบบการคาดการณ์และแจ้งเตือนอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนในลุ่มน้ำโขงทั้งหมดเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การทราบข้อมูลล่วงหน้าจะทำให้ประชาชนริมโขงซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตั้งรับปรับตัวได้ทันท่วงที ทั้งในแง่การวางแผนการลงทุนเพาะปลูกพืช และการขนย้ายข้างของที่จำเป็น แต่ถึงสำคัญกว่านั้นหากเกิดผลกระทบเช่นนี้แล้ว ภาครัฐต้องยอมรับและชี้แจงให้ชัดเจนว่าผลกระทบจากน้ำโขงท่วมสูงในครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ และในครั้งถัด ๆ ไปนั้นสาเหตุสำคัญเกิดจากการระบายน้ำออกจากเขื่อนและต้องยอมรับว่าการระบายน้ำจากเขื่อนเองก็ถือเป็นภัยพิบัติเช่นกัน โดยพิจารณาประกอบกับภัยธรรมชาติอื่น ๆ ในแต่ละครั้งด้วย ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสามารถกำหนดการประกาศเขตภัยพิบัติได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ในส่วนของการชดเชยหลังได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติแล้วนั้น ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องคำนึงถึงความเป็นจริงของความเสียหายในแต่ละครอบครัวอย่างละเอียด ยิ่งไปกว่านั้นในการชดเชยความเสียหายต้องไปลืมที่จะคิดคำนึงถึงเกษตรกรริมโขงผู้ได้รับผลกระทบทุกประเภท ทั้งที่มีและไม่มีเอกสารสิทธิ เพราะพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตเชื่อมโยงกับความเป็นไปของแม่น้ำโขง และอีกนัยหนึ่งพวกเขาเป็นผู้ปกป้องความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญในลุ่มน้ำโขงด้วยเช่นกัน

อ้างอิง

[1] https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_1372299

[2] http://www.komchadluek.net/news/regional/339802 และ https://www.springnews.co.th/thailand/northeast/330126

[3] กรมอุตุนิยมวิทยา, ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุเซินติญ ฉบับที่ 3 (312/2561)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s