เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน[1]เรื่องพายุดีเปรสชันที่ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนเซินติญ (SON-TINH) โดยส่งผลให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ของประเทศไทยจะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 18-21 กรกฎาคม และในช่วงวันที่ 17 สิงหาคม ก็มีพายุโซนร้อนเบบินคา (BEBINCA) [2] ที่พัดเข้าประเทศลาวจนทำให้ไทยได้ผลกระทบจากมรสุมนี้เช่นกัน พายุในช่วงเวลานี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งในการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคอีสานครั้งใหญ่โดยเฉพาะจังหวัดติดแม่น้ำโขงเมื่อเดือน กรกฎาคม-ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนจากการสูญเสียไร่นาแปลงเกษตรและบ้านเรือนที่ต้องเสียหายจากน้ำเอ่อขังนานร่วมสามเดือน

ทว่ามิใช่เพียงเหตุผลจากพายุซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลในแต่ละปีเท่านั้น หากปัญหาจากระบบจัดการน้ำอันเป็นสาเหตุภายในที่ซ้ำเติมให้ชาวบ้านต้องรับเคราะห์จากการดูแลจัดการน้ำที่ไม่เป็นระบบและความไม่เข้าใจธรรมชาติของระบบนิเวศทั้งจากรัฐและเอกชนที่ผุดโครงการพัฒนาอันส่งผลต่อทิศทางการไหลของน้ำในพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งการสร้างเขื่อนในลำน้ำสาขาและฝายในลำห้วยซึ่งเชื่อมสู่แม่น้ำโขง แม้กระทั่งการถมที่ดินเพื่อสร้างสถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า และการสร้างพนังกันน้ำในพื้นที่ป่าบุ่ง-ป่าทาม ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญในภาคอีสานจนสูญเสียพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ โดยปัจจุบันป่าบุง-ป่าทาม ถูกทำลายเสียหายไปแล้วเกินกว่า 50% [3]  เมื่อไม่มีพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงทั้งหมดตกอยู่ที่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อันโฆษณาว่าคุณูปการหนึ่งคือจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแก่ประชาชน หากเมื่อปริมาณน้ำฝนอันมหาศาลไหลลงสู่เขื่อนอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องเร่งระบายน้ำออกเพื่อรักษาสภาพไม่ให้เขื่อนพังทลาย โดยเมื่อพายุเซินติญลูกแรกสงบลง ปรากฏว่าปริมาณน้ำในเขื่อนน้ำอูนพุ่งสูงจนล้นเกิน 100% ของความจุเขื่อน เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม [4] จนต้องเร่งปล่อยน้ำออกมาอย่างเร่งด่วน ทั้งยังใช้กาลักน้ำถึง 50 เครื่อง เพื่อช่วยระบายน้ำเพิ่มจากการปล่อยออกอีก 1 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็น 2 ล้าน ลบ.ม. ทว่าการระบายน้ำอย่างต่อเนื่องตลอด 2 เดือนครั้งนี้ทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนน้ำอูนบริเวณ จ. สกลนคร ถูกน้ำเขื่อนท่วมจนบ้านเรือนไร่นาเสียหาย เรื่อยไปจนถึงแม่น้ำสงครามในพื้นที่ จ.นครพนมอันเป็นที่ลุ่มรับน้ำก่อนมวลน้ำมหาศาลจะไหลระบายลงสู่แม่น้ำโขง แต่ในครั้งนี้น้ำที่ปล่อยมาไม่อาจไหลลงสู่แม่น้ำโขงได้อย่างปกติ ด้วยน้ำโขงเองนั้นก็กำลังเอ่อล้นจนดันน้ำกลับเข้าสู่ลำน้ำสาขาและลำห้วยใหญ่น้อยจนท่วมทำลายพื้นที่ริมโขงเป็นวงกว้างเช่นเดียวกัน แต่เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? คำถามนี้ชาวบ้านต่างรู้คำตอบอย่างดีด้วยต้องพบเจอปรากฏการณ์อันไม่ธรรมชาติเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

เขื่อนน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันในนามการพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่งคั่งทางการเกษตร กลับให้ผลกลับมาเป็นมวลน้ำขึ้นลงผิดฤดูกาล ดินทรายไร้ตะกอนแร่ธาตุ และระดับน้ำเอ่อตลิ่งเมื่อถึงคราวที่หาดทรายควรปรากฏ เมื่อถึงฤดูมรสุมพาดผ่านตรงกับช่วงเวลาดำกล้าข้าวของชาวนา น้ำที่ไหลบ่าจากห้วยและผสมกับน้ำฝนจะท่วมเอ่อในพื้นที่อยู่ประมาณ 2-3 วัน จนเมื่อน้ำลดตะกอนดินอุดมสารอาหารจะปกคลุมไปทั่วไร่นาและแปลงเกษตร แต่ครั้งนี้ที่น้ำได้ท่วมสูงอยู่นานถึงสามเดือนได้อธิบายชัดในตัวเองว่าไม่ใช่มีแค่เพียงธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นตัวแปร เมื่อเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในไทยต้องเร่งระบายน้ำออกอย่างที่กล่าวไปข้างต้น แต่มรสุมที่พัดมายังส่งผลกว้างถึงลาวซึ่งใช้แม่น้ำโขงเป็นพรมแดนร่วมกับไทยจนทำให้เขื่อนในลำน้ำสาขาของลาวเองแบกรับมวลน้ำที่เพิ่มขึ้นไม่ไหวจนต้องเร่งระบายออกสู่แม่น้ำโขงเช่นเดียงกัน โดยวันที่ 29 กรกฎาคม บริษัทน้ำงึม 5 ได้ส่งเอกสารขอให้ภาครัฐดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนรับทราบเกี่ยวกับการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนน้ำงึม 5 ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคมเป็นต้นไป[5] ด้วยระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทจึงต้องปล่อยน้ำในอ่างเก็บน้ำออกตลอดฤดูฝนเพื่อรับประกันไม่ให้น้ำในอ่างล้นสันเขื่อน ในปริมาณ 65-3,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นเวลาเดียวกับที่น้ำโขงบริเวณ จ.นครพนม และริมฝั่งโขง ใน จ.อุบลราชธานีได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เนื่องจากการเร่งปล่อยน้ำออกจากเขื่อนน้ำเทิน 2 ในลาวและไหลออกแม่น้ำเซบั้งไฟที่เชื่อมกับแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และไม่นานนักในวันที่ 18 สิงหาคม ห้องว่าการปกครองนครหลวงเวียงจันทน์ ได้ออกประกาศคำเตือนถึงประชาชน 2 ฝั่ง แม่น้ำงึม [6]  ว่าปริมาณน้ำในอ่างของเขื่อนน้ำงึม 1 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงขั้นระดับเตือนภัยแล้วหลังจากที่รองรับน้ำจากเขื่อนน้ำงึม 5 และ 2 มาร่วมเดือน

ห้องว่าการปกครองนครหลวงเวียงจันทน์ออกประกาศเตือนประชาชนกรณีเขื่อนน้ำงึม 1 มีระดับน้ำเพิ่มสูงเข้าขั้นวิกฤติ

วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่มีเพียงประชาชนไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่รวมถึงลาวเพื่อนบ้านใกล้ชิดของเราเช่นกันที่ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงทุกรูปแบบเพื่อให้ทุนและนโยบายของรัฐบาลดำเนินต่อไปอย่างไม่ติดขัด และเมื่อกล่าวถึงตัวแปรใหญ่บนแม่น้ำโขงสายหลักก็ไม่พ้นยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมเขื่อน นั่นคือจีนที่เป็นผู้ควบคุมแม่น้ำโขงทั้งสายไว้ในกำมือ เพราะเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม[7] ศูนย์ควบคุมแม่น้ำล้านช้างได้แจ้งว่ามีการปล่อยน้ำอย่างต่อเนื่องจากเขื่อนจิ่งหง ซี่งเป็นเขื่อนสุดท้ายก่อนแม่น้ำโขงจะพ้นพรมแดนประเทศจีนที่เขตยูนนาน โดยระบายน้ำ 1,461 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และวันที่ 23 สิงหาคม ที่อัตราการไหลเข้าอ่างลดลงเหลือเพียง 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่อัตราการปล่อยออกสูงถึง 2,432 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที[8] สูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ไม่เกิน 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

หลังจากมีการสร้างเขื่อน อัตราส่วนของน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนประเทศจีนไปจนถึง อ. บุ่งคล้า จ. บึงกาฬ อยู่ที่ 80%  ก่อนจะรวมกับน้ำจากลำน้ำสาขาและห้วยต่างๆ นับเป็นอัตราส่วนที่สูงเกินกว่าจะปัดความรับผิดชอบใดๆ ได้ ประกอบกับปัจจัยลักษณะของท้องน้ำแม่น้ำโขงที่ความชันไม่เท่ากันในแต่ละช่วงระยะก็ล้วนส่งผลต่อการไหลของน้ำทั้งสิ้น กล่าวคือความชันท้องน้ำโขงจาก จ.หนองคายไปถึง จ.มุกดาหาร มีความชันต่ำมากจนเกือบเป็นพื้นระนาบ ส่งผลให้น้ำไหลช้ามีอันตราความเร็วอยู่ที่ 5-6 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น เหตุนี้เองเมื่อสภาพท้องน้ำส่งให้น้ำโขงไหลช้าในช่วงพื้นที่ริมโขงประเทศไทยโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีฝนตกร่วมกับการปล่อยน้ำมาเพิ่มจากเขื่อนจึงทำให้น้ำโขงเอ่อล้นได้ง่าย ยิ่งมีน้ำจากลำน้ำสาขาปล่อยมาดันกับแม่น้ำสายหลัก น้ำที่ไหลช้าอยู่แล้วจึงยิ่งช้ามากขึ้นจนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติน้ำท่วมครั้งใหญ่นี้

Screenshot 2018-12-08 06.48.57
แผนภาพอธิบายทิศทางการไหลของน้ำและที่ตั้งเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักและลำน้ำสาขา จากจ.เลย ถึงจ.อุบลราชธานี

พื้นที่สำคัญที่ต้องรับน้ำทั้งจากน้ำงึม น้ำเทิน และน้ำจากฝั่งประเทศไทย ทั้งจากห้วยหลวงและแม่น้ำสงคราม คือพื้นที่ จ.บึงกาฬ ซึ่งน้ำท่วมที่ผ่านมาพื้นที่ใกล้โขงต้องอยู่ใต้น้ำเป็นเวลา 2-3 เดือน และในบางจุดมีน้ำสูงร่วม 2-3 เมตร ส่งผลให้ไร่นา บ้านเรือน และพื้นที่เลี้ยงสัตว์ต้องถูกน้ำพัดพาเสียหายไปทั้งสิ้น แม้ชาวบ้านในจ.บึงกาฬ โดยเฉพาะ ต.โคกกว้าง ต.บุ่งคล้า และต.หอคำ ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำโขงจะขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรและถือครองโฉนดที่ดินไว้ในมือกันส่วนใหญ่ก็ตาม ซึ่งตามหลักเกณฑ์แล้วจะต้องได้รับการชดเชยเยียวยาจากภาครัฐ แต่เมื่อสอบถามจากชาวบ้านกลับพบว่าการประเมินความเสียหายนั้นไม่ครอบคลุมและคิดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กล่าวคือเกษตรกรหลายรายไม่ได้ค่าชดเชยจากที่นา สวนปาล์ม หรือสวนยางที่จมน้ำ จากคำบอกเล่าของพ่อคำแพง เกษตรกร ต.โคกกว้าง จ.บึงกาฬ ที่มีนา 10 ไร่ แต่เจ้าหน้าที่คิดความเสียหายเพียง 8 ไร่ ได้อธิบายว่าที่ชาวนาไม่ได้รับเงินเยียวยาเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยเหตุเพราะขณะที่เจ้าหน้าที่มาตรวจยังอยู่ในช่วงแรกของการท่วม โดยในบางพื้นที่คือ 1 สัปดาห์ให้หลังหลังจากที่เริ่มท่วมเท่านั้นจนความเสียหายยังไม่ปรากฏชัดเจน ทั้งระดับน้ำยังไม่ท่วมมิดยอดข้าว หรือสวนยางและปาล์มยังเหลือใบโผล่พ้นน้ำขึ้นมา หากความเป็นจริงแล้วแม้ข้าวจะเหลือยอดแต่ก็ต้องเฉาตายในท้ายที่สุด ซ้ำร้ายน้ำที่ท่วมกินเวลากว่าสามเดือนก็ทำให้พ้นฤดูทำนาปีไปแล้ว ทั้งยังต้องปรับสภาพดินกันใหม่ ปาล์ม ยาง และพืชสวนอื่นๆ ก็เช่นกัน ที่ไม่อาจทนต่อน้ำขังเป็นเวลานานได้ แม้จะยืนต้นแข็งแรงขณะที่เจ้าหน้าที่มาตรวจ แต่ไม่นานรากก็จะเน่าและทยอยตายในที่สุด ชาวสวนยางก็ต้องหยุดชะงักการเก็บเกี่ยวและรอเวลาเปลือกยางฟื้นตัวอีกครั้งเพื่อผลิตน้ำยางรอบใหม่ แต่ในหลายต้นก็ไม่ทันการ

DSC01692
พ่อคำแพง หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ต.โคกกว้าง จ.บึงกาฬ

สิ่งที่ทุ่มเทไปทั้งค่าบำรุงรักษา ทั้งปุ๋ย ค่าแรง ค่าพันธุ์พืช ที่ลงทุนไปทั้งฤดูกาล ค่าเสียโอกาสที่ต้องขาดรายได้เป็นเวลานาน และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทั้งหมดนี้ล้วนคือการลงทุนด้วยหยดเหงื่อและเม็ดเงินที่หวังให้เกิดกำไรมาเลี้ยงครอบครัว แต่สุดท้ายต้องถูกละลายไปกับกระแสน้ำเชี่ยว

ในกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยก็ไม่ถือว่ามีโอกาสดีกว่าเท่าใดนัก ด้วยราคาประเมินจากกระทรวงเกษตรฯ นั้นให้นาข้าวที่เสียหายโดยสิ้นเชิงเพียงไร่ละประมาณ 1,100 บาทเท่านั้น ไม่พอกับเงินที่ลงทุนไปซึ่งมากกว่าเท่าตัว ปัญหาสำคัญที่ตามมาอีกข้อคือการที่ข้าวล้มตายก่อนถึงฤดูเกี่ยวทำให้เกษตรกรไม่อาจเก็บพันธุ์ข้าวไว้สำหรับปลูกในฤดูถัดไปได้ และต่อเนื่องไปสู่การสูญหายไปของพันธุ์ข้าวท้องถิ่นที่ยังมีเกษตรกรปลูกสำหรับบริโภคกันอยู่ในหลายครัวเรือน

dsc01679.jpg
แบบประมวลความเสียหายด้านพืชและการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย พิมพ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561

ไม่เพียงแต่ชาวนาชาวสวนมืออาชีพเท่านั้นที่ต้องทุกข์ทนกับน้ำท่วมในปีนี้ หากยังมีเกษตรกรหน้าใหม่ที่หวนกลับมาบ้านเกิดเพื่อหวังพลิกฟื้นผืนดินในที่นาของตัวเองด้วยเช่นกัน เสริมพงศ์ อ่อนคำตัน เป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจหันหลังจากกรุงเทพมหานครสู่บ้านเกิดที่ ต.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ด้วยมีความเห็นว่าการทำเกษตรจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะสร้างอนาคตและเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะกลับมาอยู่ใกล้ชิดครอบครัว

DSC01755
เสริมพงศ์ อ่อนคำตัน เริ่มต้นใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรในพื้นที่ ต.บุ่งคล้า ได้เพียงไม่นานก่อนไร่นาเสียหายจากเหตุน้ำท่วม

เสริมพงษ์เริ่มตระเตรียมสำหรับทำเกษตรผสมผสานที่มีทั้งนาข้าว 4 ไร่ มะม่วง 100 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 100 ต้น ยางพารา 1,000 ต้น บ่อปลา 1 ไร่ และเป็ดไก่อีกชนิดละ 70 ตัว เงินลงทุนรวมประมาณ 80,000 บาท โดยวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนตามลักษณะพื้นที่ที่จะมีน้ำหลากมาทุกปี คือใช้วิธียกร่องสูงให้พ้นน้ำเพื่อปลูกพืชสวน คือมะม่วงและมะพร้าว ซึ่งจะใช้เวลา 1-2 ปีที่จะหยั่งรากลึกและแข็งแรงพอ เมื่อมีน้ำหลากมาอีกแม้จะมีระดับเพิ่มมากขึ้นพืชเหล่านี้ก็จะทนทานไม่ตายง่ายๆ แต่ยังไม่ทันที่ต้นไม้จะโต เพราะผ่านไปเพียงหนึ่งปีหลังจากพืชทุกชนิดลงดินในปี 2559-2560 ก็เกิดภัยพิบัติในพื้นที่ จนแม้แต่พื้นที่สวนที่เป็นเนินสูงในหมู่บ้านก็ยังถูกน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตรกว่า เงินเก็บที่ทุ่มไปกับผืนดินจึงหายวับไปทันทีภายในเวลาเพียงปีเดียวโดยไม่ทันได้ผลผลิตใดๆ จนยากที่จะตั้งตัวกับการทำเกษตรใหม่อีกครั้ง ซ้ำร้ายการประเมินความเสียหายในพื้นที่ ต.บุ่งคล้า ซึ่งเป็นทีมงานคณะกรรมการหมู่บ้านยังสำรวจและเก็บข้อมูลเฉพาะนาข้าวและบ่อปลาเท่านั้น โดยไม่นับสวนยางและพืชไร่พืชสวนชนิดอื่นๆ หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ซึ่งขนหนีน้ำไม่ทันจนล้มตายไปมาก ชาวบ้านก็ได้แจ้งเรื่องไปกับปศุสัตว์จังหวัด แต่ไม่ได้รับความคืบหน้าหรือส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบแต่อย่างใด เสริมพงศ์เล่าเพิ่มอีกว่าน้ำท่วมครั้งนี้ตนและชาวบ้านคนอื่นไม่ได้รับข่าวสารถึงสถานการณ์น้ำล่วงหน้ามาก่อน เพียงเห็นจากข่าวว่าเขื่อนจะปล่อยน้ำเท่านั้นแต่ไม่อาจประเมินอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนได้ว่าน้ำที่ปล่อยมาในปริมาณตามที่แจ้งจะส่งผลกระทบมากเพียงใด

DSC01764
แผนที่ซึ่งชาวบ้าน ต.บุ่งคล้าร่วมกันวาด เพื่อระบุตำแหน่งจุดสำคัญในตำบลและทิศทางการไหลของน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ จะเห็นได้ว่าแม้ในพื้นที่ห่างจากแม่น้ำโขงก็ถูกท่วมด้วยเช่นกันเพราะอยู่ใกล้กับห้วยที่มีมากในตำบลนี้

เช่นเดียวกับแม่สุภาพร ทีหอคำ อายุ 58 ปี เกษตรกร ต.หอคำ ที่ย้ำว่าน้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงที่สุดตั้งแต่เธอเคยประสบมา ทั้งให้ความเห็นว่าสมัยก่อนที่จะมีเขื่อนหรือฝายใดๆ พื้นที่ก็อุดมสมบูรณ์ดี เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำก็ช่วยพัดพาเอาตะกอนแร่ธาตุจากป่าเขามาสู่ไร่นาและไม่เคยท่วมขังหลายวันเพราะจะไหลระบายลงสู่แม่น้ำโขงได้โดยสะดวก หลังน้ำลดคุณภาพดินจึงเหมาะแก่การทำเกษตรอย่างมาก แต่เมื่อมีฝายและเขื่อนทำให้เกิดการไหลของน้ำผิดธรรมชาติ เช่นครั้งนี้ที่กักน้ำไว้เกินควรแล้วปล่อยออกมาพร้อมกันทุกเขื่อนไม่ว่าจะสาขาหรือในน้ำโขงสายหลัก จนทำให้สวนยาง ไร่นา และวัวที่ตนเลี้ยงไว้เสียหายไปเป็นจำนวนมาก น้ำที่มาจากเขื่อนก็ไม่พัดพาแร่ธาตุมาอย่างเดิม ทั้งยังมีทรายปนจนหลายพื้นที่ไม่อาจปลูกพืชผักได้งามเหมือนในอดีต ปลาที่เคยอยู่ในห้วยและบุ่งตามธรรมชาติก็ลดถอยลงไปเนื่องด้วยแหล่งหากินและแหล่งวางไข่ถูกขวางกั้นไม่อาจว่ายอพยพย้ายที่ได้อีก

DSC01882
แม่สุภาพร เกษตรกร ต.หอคำ จ.บึงกาฬ

แม่สุภาพรและชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างเห็นพ้องกันว่าน้ำท่วมครั้งนี้ทางการไม่มีการจัดการที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เช่นการสร้างคันกั้นน้ำหรือฝายโดยไม่ถามความเห็นประชาชนในพื้นที่ก่อนทำให้สร้างผิดตำแหน่งจนสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ การไม่แจ้งเตือนใดๆ แก่ชาวบ้าน ตนและชาวบ้านคนอื่นได้แต่ตามข่าวจากวิทยุกระจายเสียงเท่านั้น โดยปัจจุบันชาวบ้านต้องเตรียมรับมือกันเองด้วยการหาพื้นที่หลบภัยด้วยตัวเอง เช่นการหาที่ดอนในหมู่บ้านไว้ขนย้ายปศุสัตว์ไปพักไว้สำหรับภัยน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต

DSC01857
ชาวบ้าน ต.หอคำ ร่วมกันวาดแผนที่เพื่อทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ร่วมกัน และล้อมวงหารือถึงวิธีการรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต

ทั้งที่จริงแล้วหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและรับมือภัยพิบัติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์[9] ล้วนครอบคลุมสิ่งที่ชาวบ้านต้องดิ้นรนด้วยตัวเองดังที่กล่าวไปทั้งสิ้น ตามแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรในช่วงฤดูฝน ซึ่งแผนฉบับล่าสุดคือสำหรับปี 2561 ประกอบด้วย 1. การป้องกันและเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบ 2. การเผชิญเหตุ 3. การหยุดยั้งความเสียหาย และ 4. การ ฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะกระจายอำนาจสู่ฝ่ายบริหารในท้องถิ่นเพื่อดูแลประชาชนตามเป้าประสงค์ว่าทุกหน่วยงานจะสามารถปฏิบัติงานและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วงเวลาที่ทีมงาน The Mekong Butterfly ลงไปตรวจสอบสถานการณ์ก็ล่วงเลยถึงเดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่เกษตรกรทุกตำบลติดแม่น้ำโขงในจ.บึงกาฬก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ ทั้งด้านการเงินหรือในด้านการให้ความรู้เพื่อเตรียมการรับมือในอนาคต

DSC01858
สวนยางที่เหลือรอดจากน้ำท่วม ในต.หอคำ จ.บึงกาฬ
DSC01972
ตลิ่งของห้วยที่เชื่อมแม่น้ำโขงใน ต.หอคำ ถูกใช้ประโยชน์เป็นแปลงผักในช่วงน้ำลด

มีแนวโน้มสูงว่าสถานการณ์น้ำท่วมเช่นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกไม่ช้าก็เร็วด้วยหลายปัจจัยที่เอื้ออำนวย ทั้งมรสุมและพายุที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจากความแปรปรวมของสภาพภูมิอากาศโลก เขื่อนไซยะบุรีในแม่น้ำโขงสายหลักที่จะเปิดใช้งานในปี 2562 เขื่อนในแม่น้ำสาขาทั้งฝั่งไทยและลาวที่หากเจอฝนตกหนักจนรับไม่ไหวก็ต้องปล่อยน้ำออกมาพร้อมๆ กัน และหากทางการไทยไม่รีบปรับตัวรับมือกับภัยพิบัติในรูปแบบใหม่เช่นในครั้งที่ผ่านมานี้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มรับน้ำในภาคอีสานและพื้นที่ติดแม่น้ำโขงคงต้องเป็นเหยื่อรับเคราะห์แทนเหล่าผู้ใช้ไฟและนักลงทุนพัฒนาเขื่อนอยู่เช่นนี้ไม่จบสิ้น โดยเรื่องเร่งด่วนที่ควรปรับแก้คือการเพิ่มอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดจากเขื่อนในเป็นภัยพิบัติที่ต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยา และต้องถูกหยิบยกมาเป็นสถานการณ์เร่งด่วน เพื่อทำให้ชัดว่าภาครัฐเห็นว่าภัยจากเขื่อนเป็นปัญหาสมควรต้องจัดการและรับมืออย่างเป็นระบบ เฉกเช่นเดียวกับภัยพิบัติจากธรรมชาติอื่นๆ

DSC01678
แบบสำรวจความเสียหายที่จำเพาะแต่ภัยจากธรรมชาติ โดยละเลยผลกระทบจากการระบาย/กักน้ำของเขื่อนทั้งจากแม่น้ำโขงสายหลักและลำน้ำสาขา 

ด้วยความเชื่อมโยงของระบบนิเวศที่เกาะเกี่ยวกันโดยไม่มีพรมแดนประเทศขวางกั้น แม่น้ำโขงซึ่งเป็นเสมือนพรมแดนธรรมชาติที่แตกกิ่งก้านสาขาเป็นลำน้ำน้อยใหญ่นับลงจากประเทศจีนเรื่อยมาถึงเมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม นับเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่เชื่อมร้อยกันไว้ด้วยแม่น้ำสายใหญ่ แต่เมื่อความอุดมสมบูรณ์ที่แม่น้ำโขงได้มอบให้ถูกตีมูลค่าเป็นความมั่งคั่งทางการค้าและพลังงานที่เมื่อมองผิวเผินแล้วไม่ต้องใช้ต้นทุนใดเพื่อแลกมา หากแท้จริงแล้วต้นทุนอันมหาศาลนั้นมีอยู่แต่เหล่าผู้ดำเนินโครงการไม่เคยต้องจ่าย เมื่อแม่น้ำและห้วยละหารใหญ่น้อยตายลงไปเพราะเขื่อนกั้น ระบบนิเวศถูกทำลาย ประชาชนที่อาศัยหากินจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติจึงเหมือนถูกฉกฉวยอนาคตไปอย่างสิ้นเชิง และอุทกภัยครั้งนี้ได้ทำให้เห็นว่าแรกเริ่มที่มนุษย์หวังจะจัดการน้ำด้วยวิธีต่างๆ เพราะคิดว่ามนุษย์จะสามารถควบคุมธรรมชาติได้โดยง่าย แต่จวบจนบัดนี้เมื่อธรรมชาติดำเนินตามวิถีทาง ปรากฏว่ามนุษย์เองกลับไม่อาจรับมือได้อย่างที่หวังไว้จนต้องทำทุกวิถีเพื่อรักษาเขื่อนมากกว่ารักษาชีวิตคน แทนที่จะปล่อยให้กระแสน้ำได้ไหลอย่างอิสระโดยไม่มีคอนกรีตหรือกำแพงดินใดๆ ขวางกั้น และไม่เคยนับราคาความสูญเสียที่ประชาชนต้องจ่ายไปว่าคุ้มแล้วหรือไม่กับไฟฟ้าที่ถูกส่งไปให้ภาคอุตสาหกรรมและปรนเปรอเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ที่อุดมด้วยห้างสรรพสินค้า สวนทางกับการพัฒนาความเจริญสู่ท้องถิ่นที่ชะงักงันมาเนิ่นนาน

             —————————————————————-

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s