สถานการณ์น้ำโขงท่วมสูงและต่อเนื่องในตลอดช่วง 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน 2561 โดยเฉพาะในลุ่มน้ำโขงตอนล่างที่เป็นชายแดนระหว่างประเทศไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับ สปป.ลาวนั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไม่เพียงพื้นที่ติดแม่น้ำโขงของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่แม่น้ำโขงได้ไหลย้อนกลับเข้าไปตามลำน้ำสาขาทุกสาย ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมขังลึกเข้าไปยังลำน้ำทุกสาย สร้างความเสียหายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งใน การประกอบอาชีพทั้งด้านการประมง และการเกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความมั่นคงด้านอาหาร, วิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งความเสียหายต่อสาธารณูปโภค และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติด้วยเช่นกัน

ภัยพิบัติน้ำท่วมของปีนี้ ไม่ได้มีสาเหตุหลักมาจากปริมาณฝนที่ตกหนักเพียงประการเดียว แต่ยังเป็นผลจากการระบายน้ำจำนวนมหาศาลและต่อเนื่อง ของเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาว ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงช่วงชายแดนไทย-ลาว ยังคงระดับสูงต่อเนื่องทุกสถานีวัดระดับน้ำตั้งแต่สถานีวัดระดับน้ำเชียงคาน จ.เลย ลงมาจนถึงสถานีวัดระดับน้ำโขงเจียม จ.อุบลราชธานี ข้อโต้แย้งว่าการระบายน้ำของเขื่อนไม่ได้เป็นสาเหตุของน้ำท่วมนั้น ได้หมดสิ้นไปทั้งจากสถานการณ์การระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานในประเทศไทย ที่สร้างความเสียหายอุทกภัยในลุ่มน้ำเพชรตอนล่าง และในกรณีแม่น้ำโขงท่วมนั้น คำแถลงของ ดร.สอนไซย สีพันดอน ประธานคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติฉุกเฉิน และรองนายกรัฐมนตรี ของประเทศ สปป.ลาว เมื่อ วันที่ 21 กันยายน 2561 ว่า รัฐบาลประกาศ “ไม่มีการจ่ายค่าชดเชย” จากเขื่อนไฟฟ้าที่ปล่อยน้ำเนื่อง จากเป็นเหตุจำเป็นทุกเขื่อนไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยให้หมู่บ้านที่อยู่ท้ายน้ำทางตอนล่างที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องปล่อยน้ำ ต้องรักษาระดับน้ำในเขื่อน คำแถลงดังกล่าวนี้ ยังเป็นการปกป้องผลประโยชน์ให้กับผู้ลงทุนในเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของลาวทั้งหมด ซึ่งรวมถึงในหลายเขื่อนที่รัฐบาลลาวเป็นเจ้าของโดยตรงด้วย ไม่ต้องเข้ามารับผิดชอบใด ๆ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในการบำรุงดูแลรักษาเขื่อนนั้น ที่ผ่านมาการระบายน้ำเพื่อรักษาความมั่นคง ปลอดภัยของเขื่อนทุกแห่ง ไม่ได้คิดคำนวณต้นทุนสำหรับการเยียวยาหรือชดเชยความเสียหายด้านท้ายน้ำ ส่งผล ให้เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในโครงสร้างของการคำนวณอัตราส่วนระหว่างต้นทุนกับรายได้ ส่งผลให้อัตราส่วนที่ได้อยู่ในระดับสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะได้ซ่อนต้นทุนเหล่านี้ไว้ และได้ผลักภาระต้นทุนความสูญเสียด้านท้ายน้ำทั้งหมดไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายน้ำ ที่ต้องเป็นผู้รับภาระต้นทุนที่ถูกซ่อนนี้  ถึงแม้จะมีการเยียวยาชดเชยจากทางรัฐบาลอยู่บ้าง ก็เป็นเพียงส่วนน้อย และเป็นเงินที่อยู่นอกระบบของการลงทุนสร้างเขื่อน แต่เป็นงบประมาณสาธารณะหรือภาษีของประชาชนทั้งประเทศ ได้ถูกผันมาใช้ทดแทน โดยผู้ลงทุนสร้างเขื่อนไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ

เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ที่ตั้งอยู่ลุ่มน้ำโขงช่วงพรมแดนไทย-ลาว และด้านเหนือที่ระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ได้แก่  เขื่อนน้ำทา, เขื่อนน้ำอู 2, 5 และ 6, เขื่อนน้ำคาน 2 และ 3 (Nam Khan 2 , 3), เขื่อนน้ำลิก 1, 2)  (Nam Lik), เขื่อนน้ำสอง (Nam Song), เขื่อนน้ำงึม 1, เขื่อนน้ำงึม 2, เขื่อนน้ำงึม 5, เขื่อนน้ำลึก (Nam Leuk), เขื่อนน้ำมาง 3 (Nammang 3), เขื่อนน้ำเงี๊ยบ 1, เขื่อนเทินหินบูนและส่วนต่อขยาย, เขื่อนน้ำเทิน 1 และเขื่อนน้ำเทิน 2 ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย มีเขื่อนน้ำอูน ในจังหวัดสกลนคร เป็นเขื่อนเพื่อการชลประทานได้ระบายน้ำลงมายังลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งไม่สามารถไหลออกแม่น้ำโขงได้ ส่งผลให้เกิดการท่วมขัง และมีระดับสูงเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน

การประกาศไม่รับผิดชอบของรัฐบาลลาว ส่งผลให้ภาระต้นทุนที่ถูกซ่อนไว้ทั้งหมดนี้ เป็นผลประโยชน์แฝงอย่างมหาศาลให้แก่บรรดาบริษัทที่ได้สัมปทานสร้างเขื่อนไฟฟ้าในประเทศ สปป.ลาว ซึ่งเป็นการร่วมทุนที่ซับซ้อน จากบริษัทที่มาจากประเทศ เช่น ลาว, ไทย, จีน, ฝรั่งเศส, สวีเดน และได้รับเงินกู้และการค้ำประกันความเสี่ยงจากสถาบันการเงินในหลายรูปแบบ อาทิเช่น ธนาคารโลก, ธนาคารพัฒนาเอเชีย, ธนาคารพาณิชย์ของไทย, ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกของไทยและจีน, กองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลของญี่ปุ่น เขื่อนไฟฟ้าส่วนใหญ่จะขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทย รองลงมาคือ เวียดนาม, จีน, กัมพูชา และการใช้ภายในประเทศลาว

ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เปรียบเสมือนต้นทุนการดูแลรักษาความมั่นคงของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ไม่สามารถประเมินได้ทั้งหมดในขณะนี้ เพราะมีทั้งความสูญเสียที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า กับการลงทุนด้านเกษตร ประมง ปศุสัตว์ บ้านเรือน สาธารณูปโภค และความสูญเสียต่อเนื่อง อาทิเช่น การลงทุนปลูกพืชในครั้งที่ 2 หรือ 3 และต้องสูญเสียไปทั้งหมดจากน้ำท่วมหลายระลอก, การสูญเสียโอกาสของรายได้ในฤดูกาลผลิตทั้งด้านเกษตรและประมง, การสูญเสียความมั่นคงทางอาหาร เพราะน้ำท่วมเป็นเวลานาน ส่งผลให้พืชอาหารตามธรรมชาติตายลงทั้งหมด, ต้นทุนของการซ่อมแซมบ้านเรือน เครื่องมือการเกษตรและประมง และสภาพจิตใจที่ท้อแท้ หมดหวัง

การรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้น บนความร่วมมือระหว่างกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) และ สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2561 ได้พบข้อมูลความเสียหายในระดับต่างๆ รวมถึงเสียงสะท้อนจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ตามรายงานที่แนบมานี้

final-report-on-flooding-study_thai

summary_flooding-study_english

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s