เรื่องและกราฟิกโดย มนตรี จันทวงศ์

เสียงของหมาป่าจากต้นน้ำหลานชางเจียง[1]

ข่าวคำแถลงของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ว่าด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวกับจีนในปัญหาน้ำแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม[2] ประกอบกับข่าวการแจ้งเตือนของ MRC เกี่ยวกับการลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง ในวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา[3]  ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการวางจังหวะให้คำแถลงของสถานฑูตจีนในไทย  ให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง โดยอ้างผลประโยชน์ที่คนลุ่มน้ำโขงตอนล่างจะได้รับ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี โดยเฉพาะการอ้างว่า

“ฝ่ายจีนสร้างเขื่อนแบบขั้นบันไดตามแม่น้ำล้านช้าง เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ สถานีกำเนิดไฟฟ้าแบบขั้นบันไดนั้นปล่อยน้ำในหน้าแล้ง กักเก็บน้ำในหน้าฝน ซึ่งจะเป็นการ “ปรับลดน้ำท่วม เพิ่มน้ำหน้าแล้ง” ต่อแม่น้ำโขง หลังการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำที่ไหลออกนอกประเทศของแม่น้ำล้านช้างได้เพิ่ม 70% ในหน้าแล้ง และลดลง 30% ในหน้าฝนเมื่อเทียบกับสภาพแบบธรรมชาติเดิม ซึ่งได้ลดค่าเสียหายทางเศรษฐกิจของมวลประชาชนสองฟากฝั่งอันเกิดจากระดับน้ำแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงผิดปกติ” และอ้างถึง “เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนในภูมิภาค เพื่อความร่วมมืออันดีในอนุภูมิภาคฯ” รวมทั้งถ้อยแถลงที่ผ่าน MRC ยังระบุว่า การลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง จะไม่สร้างผลกระทบที่สำคัญต่อลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ผู้เขียนใคร่ขอแสดงทัศนะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ต่อคำแถลงของทางการจีนทั้งที่ผ่านสถานฑูตและMRC  ซึ่งเป็นการแถลงเข้าข้างตนเองเพียงฝ่ายเดียว ไม่ต่างกับนิทานหมาป่ากับลูกแกะ ด้วยเหตุผลดังนี้

ประการที่หนึ่ง จีนได้สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงเขื่อนแรกคือเขื่อนม่านวาน มาตั้งแต่ปี 2536 และสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำมาจนถึงปัจจุบันรวมถึง 9 เขื่อน (ทางการจีนจะพยายามเรียกในชื่อใหม่ว่า Cascade Hydropower Stations โดยไม่กล่าวถึงคำว่า “เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ” เลย) ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวมกันถึง 15,757.5 เมกะวัตต์[4] และสามารถเก็บน้ำไว้ได้รวมกันมากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร และรวมในแผนทั้งหมดทั้งที่สร้างแล้ว, กำลังก่อสร้างและแผนในอนาคต จะมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำมากถึง 37 เขื่อน มีกำลังการผลิตรวมกันถึง 31,467.50 เมกะวัตต์  สำหรับเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่มีการสร้างเรียงตัวแบบขั้นบันได ตามที่ทางการจีนอ้างถึง ที่มีความสำคัญ 6 เขื่อนได้แก่ เขื่อนกงกว่อเฉี่ยว(Gonguoqiao), เขื่อนเสี่ยววาน(Xiaowan), เขื่อนต้าเฉาซาน(Dachaoshan), เขื่อนม่านวาน(Manwan), เขื่อนนัวจาตู้(Nuozhadu) และเขื่อนจินฮง(Jinghong) ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำความจุ 510, 14,560, 920, 890, 22,400 และ 1,233 ล้านลูกบากศ์เมตรตามลำดับ[5] ทั้ง 6 เขื่อนนี้มีความจุรวมกันสูงถึง 40,513 ล้านลูกบาศ์กเมตร (หรือเก็บน้ำได้เท่ากับ 3 เท่าของอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล)

ที่ผ่านมาของการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงในประเทศจีนทั้งหมด เป็นการดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียวของทางการจีน ไม่เคยมีกระบวนการของการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมของประชาชนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เมื่อสร้างแล้วเกิดปัญหาผลกระทบตามมา จากการระบายน้ำของเขื่อนไปเปลี่ยนแปลงการไหลของแม่น้ำโขงอย่างมีนัยยะสำคัญ และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้น ทางการจีน พยายามหักล้างโดยใช้วาทกรรมในเรื่อง ปริมาณน้ำจากจีนมีสัดส่วนเพียง 13.5% เมื่อคิดที่ปากแม่น้ำโขง (The outflow of the Lancang River accounts for only 13.5% of the runoff at the estuary of the Mekong River.) และ การระบายเพิ่มในฤดูแล้งเพื่อการชลประทาน และการลดการระบายน้ำในหน้าฝน เพื่อลดความเสียหายจากการเกิดอุทกภัย และล่าสุดคือ การใช้วาทกรรม “เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนในภูมิภาค เพื่อความร่วมมืออันดีในอนุภูมิภาคฯ” หรือ “Shared River, Shared Future” เป็นเสมือนหนึ่งของการกล่าวอ้างบุญคุณต่อประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

ประเด็นที่ทางการจีนต้องทำความเข้าใจกับตนเองให้ถูกต้องคือ จีนได้ถือวิสาสะของการเป็นประเทศใหญ่ ที่อยู่ต้นน้ำของแม่น้ำโขง สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อประโยชน์ของประเทศจีนเอง โดยไม่ได้มีกระบวนการหารือใด ๆ กับประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง สิ่งนี้ต่างหากคือ การกระทำที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนในภูมิภาค เพื่อความร่วมมืออันดีในอนุภูมิภาคฯ และวาทกรรมที่ดูดีแบบ “Shared River, Shared Future” นั้น จึงไม่แตกต่างจากหมาป่ากับลูกแกะ

ประการที่สอง วาทกรรมที่ไม่รับผิดชอบ ของการให้ข้อมูลจากทางการจีน ในด้านหนึ่งเมื่อทางการจีนระบุว่า ปริมาณน้ำจากจีนมีสัดส่วนเพียง 13.5%  (เมื่อคิดที่ปากแม่น้ำโขง) เป็นการนำเสนอตัวเลขที่ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ประกอบ เพื่อต้องการสร้างการรับรู้ว่า สัดส่วนของน้ำโขงจากจีนเพียงเท่านี้ ย่อมไม่สามารถสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขงได้ ในขณะที่ตัวเลขสัดส่วนปริมาณน้ำโขงเฉลี่ยจากจีนที่ถูกต้องควรเป็น 16%[6] ตัวเลขสัดส่วนปริมาณน้ำโขงของจีน ได้สร้างความสับสนมาโดยตลอด เพราะสัดส่วนดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามตำแหน่งของสถานีวัดระดับน้ำ หากเป็นสถานีวัดระดับน้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน ซึ่งอยู่ใกล้จีนมากที่สุดเพียง 200 กิโลเมตร ปริมาณน้ำจากจีนที่นี่จะมีสัดส่วนมากถึง 95% ในฤดูแล้ง และมากกว่า 50% ในฤดูฝน สัดส่วนน้ำโขงจากจีน จะค่อย ๆ ลดน้อยลงไปตามระยะทาง ซึ่งจะมีน้ำจากลำน้ำสาขาไหลมาสมทบ จนเมื่อวัดที่ปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนามแล้ว สัดส่วนน้ำโขงจากจีนจึงจะมีเพียง 16% (โดยเฉลี่ยทั้งปี) ดังนั้นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศจีน ซึ่งสามารถควบคุมน้ำได้มากถึง 40,000 ล้านลูกบากศ์เมตรต่อปีนั้น จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมการระบายน้ำจากจีนลงมา โดยเฉพาะการที่จีนกล่าวอ้างว่า สามารถเพิ่มน้ำ 70% ในฤดูแล้ง และลดน้ำ 30% ในฤดูฝนนั้น เป็นรูปแบบการบริหารน้ำของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่ได้เกิดจากการปรึกษาหารือกับประชาชนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และการควบคุมปริมาณน้ำโขงจากจีนไม่ได้เกิดจากเขื่อนจินฮงเพียงเขื่อนเดียว แต่เกิดจากการบริหารน้ำและการควบคุมน้ำร่วมกันของเขื่อนใหญ่แบบขั้นบันไดทั้ง 6 เขื่อน

ตลอดระยะเวลา 26 ปีตั้งแต่เขื่อนม่านวานเริ่มเก็บกักน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า ในช่วงฤดูแล้ง ระดับน้ำโขงเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และได้ทำลายรูปแบบการไหลแบบธรรมชาติเดิมลงอย่างสิ้นเชิง ความเสียหายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่แม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงรายลงมาจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีระยะทางรวมกันประมาณ 1,500 กิโลเมตร ถึงแม้ว่าปริมาณน้ำโขงในฤดูแล้งจะเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นประโยชน์กับระบบนิเวศแม่น้ำโขงและประชาชนลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ตามที่ทางการจีนอ้างอยู่เพียงฝ่ายเดียว

ประการที่สาม ความเสียหายและผลกระทบกับระบบนิเวศและประชาชนลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งทางการจีนอ้างว่า “ได้ลดค่าเสียหายทางเศรษฐกิจของมวลประชาชนสองฟากฝั่งอันเกิดจากระดับน้ำแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงผิดปกติ” ในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ที่ไม่อาจพยากรณ์ได้จากการระบายน้ำของเขื่อนจากจีน กลับสร้างความเสียหายและผลกระทบที่รุนแรงทั้งกับระบบนิเวศ และเศรษฐกิจของประชาชน เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกในปีที่เขื่อนม่านวานเริ่มเก็บน้ำและผลิตไฟฟ้าในปี 2536 ส่งผลให้ระดับน้ำโขงที่สถานีวัดระดับน้ำเชียงแสนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และในช่วงปลายเดือนมีนาคม และปลายเดือนพฤษภาคม ระดับน้ำโขงได้ลดลงจนเกือบเท่ากับศูนย์เมตร (ที่ระดับอ้างอิง) การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำโขงได้เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในฤดูฝน เมื่อเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ในจีนได้ทยอยสร้างเสร็จจนครบ 6 เขื่อนในปัจจุบัน ในบทความนี้จะได้ชี้ให้เห็นตัวอย่างของความเสียหายและผลกระทบโดยสรุปจาก 3 เหตุการณ์ ได้แก่ (ดูภาพที่ 1 ประกอบ ทั้งสามกรณี)

กรณีที่หนึ่ง เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของจีนปล่อยน้ำมากผิดปกติในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2556

เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในจีนได้ปล่อยน้ำลงมาในปริมาณมากผิดปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำโขงโขงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระหว่างวันที่ 13 ถึง 17 ธันวาคม 2556 ซึ่งวัดได้ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยระดับน้ำโขงขึ้นต่อเนื่องประมาณ 5 วัน จากระดับ 3.76 ในวันที่ 13 ธันวาคม ขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 6.96 เมตรในวันที่ 17 ธันวาคม 2556 และลดลงสู่ระดับเดิมในวันที่ 21 ธันวาคม ที่ระดับ 3.78 เมตร รวมระยะเวลานับตั้งแต่น้ำโขงขึ้นจนลดลงสู่ระดับปกติใช้เวลาประมาณ 9 วัน

ผลจากระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้นที่เชียงแสน ทำให้ระดับน้ำโขงตอนล่างค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สถานีวัดระดับน้ำเชียงคาน จ.เลย ลงไปจนถึงสถานีวัดระดับน้ำโขงเจียม จ.อุบลราชธานี ระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร สร้างความเสียหายต่อการเกษตร การประมง และระบบสาธารณูปโภคริมน้ำโขง ตลอดแนวน้ำโขง

มีการศึกษารวบรวมข้อมูลความเสียหายในช่วงเวลานั้น  พบว่าช่วงเวลาดังกล่าวแม่น้ำโขงไหลแรงกว่าปกติ มีฟองฟอด มีเศษไม้ทั้งที่มาเป็นขอน ท่อน และเป็นต้นที่มีรากติดมาด้วย และขยะปนมามาก น้ำโขงมีสีขุ่นจนถึงแดง มีคราบน้ำมัน ช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีการสำรวจความเสียหายกับกลุ่มชาวบ้าน ในพื้นที่ 14 ตำบลที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงได้แก่ ประมง, เกษตรริมโขง และเลี้ยงปลากระชัง จำนวน 161, 140 และ 43 รายตามลำดับ พบว่าทุกกลุ่มต่างได้รับผลกระทบจากระดับน้ำโขงขึ้นผิดปกติ ซึ่งสามารถแยกประเภทของผลกระทบได้ดังนี้

กราฟน้ำโขงแก้ไข

  1. ผลกระทบต่ออาชีพประมง พบว่าสูญเสียรายได้จากการขายปลาประมาณ 8,495 บาทต่อราย และความเสียหายต่อเครื่องมือประมงขั้นต่ำประมาณ 1,426 บาทต่อราย
  2. ผลกระทบต่อการเกษตรริมฝั่งโขง พบว่าพื้นที่เกษตรริมโขงถูกน้ำท่วม เกิดความเสียหายในส่วนของทุนที่ลงไปแล้ว โดยมีต้นทุนขั้นต่ำ 2,964 บาทต่อราย และประเมินว่าหากสามารถขายผลผลิตได้ จะสร้างรายได้ขั้นต่ำที่ 9,245 บาทต่อราย
  3. ผลกระทบต่อผู้เลี้ยงปลากระชัง พบว่าต้องประสบกับการขาดทุนทันทีรวม 47,000 บาทต่อราย เนื่องจากปลาตาย

บริเวณพื้นที่ที่มีการสำรวจการขึ้น-ลง ผิดปกติของระดับ น้ำโขงในครั้งนี้ ยังมีความเสียในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายต่อระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร และเพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาของชุมชนเนื่องจากระดับน้ำโขงได้เพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สถานีสูบน้ำทุกแห่งติดค้างบนตลิ่ง ประกอบกับมีเศษไม้ ขอนไม้และขยะ จำนวนมากถูกพัดพามาสะสมไว้ ทำให้ต้องใช้งบประมาณของท้องถิ่นเป็นจำนวนมากในการเคลื่อนย้ายสถานีสูบน้ำต่าง ๆ เหล่านี้กลับลงแม่น้ำโขงในระดับปกติเช่นเดิม

กรณีที่สอง ระดับน้ำโขงขึ้นลงผิดปกติ ระหว่างเดือนมกราคม ถึง เมษายน 2562[7]

ระดับน้ำโขงยังคงขึ้นลงผิดปกติโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูแล้งของทุก ๆ ปี ในปี 2562 ระดับน้ำของแม่น้ำโขงระหว่างเดือนมกราคม ถึง เมษายน ได้ขึ้นลงตลอดเวลาในช่วง 4 เดือน เห็นได้ชัดเจนถึงความเสียหายและผลกระทบ ได้แก่

ระดับน้ำโขงซึ่งเพิ่มระดับในระหว่างวันที่ 5-11 มกราคม 2562 มีระดับสูงถึง 2.05 เมตรที่สถานีวัดระดับน้ำเชียงแสน ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการปลูกพืชริมโขง ซึ่งอยู่ในช่วงต้นฤดูปลูก ส่งผลให้พืชผักที่อยู่ในระดับน้ำท่วมถึง ได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด และภายหลังจากน้ำลดแล้ว ชาวบ้านก็ไม่มั่นใจที่จะลงทุนปลูกใหม่ในพื้นที่ริมตลิ่งเดิม เพราะเกรงว่าน้ำโขงจะขึ้นมาอีก

ระดับน้ำโขงที่ขึ้นมาในระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ถึง 30 มีนาคม 2562 ซึ่งเพิ่มระดับขึ้นมา 1.93 เมตร ที่สถานีวัดระดับน้ำเชียงแสน นับเป็นการเพิ่มระดับน้ำที่มีระยะเวลานานถึง 48 วัน ส่งผลให้หาดทรายและเกาะแก่ง ทั้งระดับบนและระดับล่างตลอดแนวริมแม่น้ำโขง ต้องจมอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงแหล่งท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น สร้างความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

ระดับน้ำโขงได้ลดลงในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่าง  7-11 เดือนเมษายน 2562 อันเนื่องมาจากเขื่อนในจีนได้ลดการปล่อยน้ำ เพื่อสนับสนุนเทศกาลสงกรานต์ของประชาชนท้ายน้ำ แต่ก็ไม่อาจฟื้นฟูสภาพหาดทรายและเกาะแก่งธรรมชาติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นได้เช่นเดิม นอกจากนี้ ในช่วงเวลานี้ของหลายปีที่ผ่านมา ทางการจีนได้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนจินฮง โดยให้เหตุผลในเรื่องการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า ดังเช่นที่เคยแจ้งไว้ในเดือนเมษายน 2561[8]

กรณีที่สาม การลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮงระหว่าง วันที่ 5 – 19 กรกฎาคม 2562[9]

ข้อมูลจากเว๊ปไซด์ของ MRC เมื่อวันที่  3 กรกฎาคม 2562 ระบุว่า เขื่อนจินฮงจะลดการระบายน้ำในช่วงวันที่ 5-9 กรกฎาคม จากที่เคยระบายน้ำ 1,050 – 1,250 ลูกบากศ์เมตรต่อวินาที เหลือเพียง 504 – 600 ลูกบากศ์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มการระบายเข้าสู่อัตราเดิมในช่วงวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2562 หัวเรื่องของข้อมูลนี้ ได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่าจะไม่ส่งผลกระทบอะไรที่สำคัญ (Water flow from China’s Jinghong station to fluctuate, but no major impact is expected)

อย่างไรก็ตาม ภาพกราฟระดับน้ำจากเขื่อนจินฮงของ MRC แสดงให้เห็นว่าเขื่อนจินฮงได้ลดการระบายน้ำมาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน 2562 ไม่ใช่เพิ่งมาลดในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และสิ่งที่พบได้จากภาพกราฟนี้คือ เป็นระดับที่ต่ำกว่าระดับน้ำที่เคยมีมาทั้งหมดตั้งแต่ปี 2551

สำหรับกรณีที่สามนี้ ไม่ว่าทางการจีนจะให้เหตุผลในการลดการระบายน้ำไว้อย่างไร แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดร่วมในภูมิภาคคือแม่น้ำโขงทั้งหมด คือ เกิดสภาวะฝนตกน้อยมากและทิ้งช่วงในช่วงต้นฤดูฝน เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา ดังนั้นการลดการระบายน้ำตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน คือ การรักษาน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนใหญ่ทั้ง 6 เขื่อนในประเทศจีน เพื่อผลประโยชน์โดยตรงของจีนเท่านั้น

กราฟน้ำโขงแก้ไข_2.png

ระดับน้ำที่แห้งลงทั้งที่เป็นช่วงฤดูฝน ได้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของจีน ต่อการควบคุมการไหลของน้ำโขง ที่ไม่อาจใช้วาทกรรมอย่างไม่รับผิดชอบว่า จีนแชร์น้ำโขงเพียง 13.5% ได้อีกต่อไป

ในเดือนกรกฎาคม จะเป็นช่วงที่ระดับน้ำโขงกำลังเริ่มหลากเข้าสู่ลำน้ำสาขาต่าง ๆ ปลาในแม่น้ำโขงเริ่มอพยพ และหาพื้นที่ผสมพันธุ์ วางไข่ และแหล่งอนุบาลปลาวัยอ่อน แต่เมื่อระดับน้ำโขงแห้งลงอย่างมาก และไม่มีน้ำหลากไหลเข้าสู่ลำน้ำสาขา จึงเท่ากับเป็นการลดพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ผสมพันธุ์ วางไข่ไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของชนิดและพันธุ์ปลาน้ำโขงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ในหลายพื้นที่ เช่น ที่ตำบลบ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย พืชไม้ที่เกิดในน้ำโขง เช่น ต้นไคร้น้ำ เริ่มแห้งตาย และน้ำในบุ่งหรือหนองน้ำติดกับแม่น้ำโขงได้แห้งลง ส่งผลให้ปลาและสัตว์น้ำตายลงเป็นจำนวนมากแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน[10]

การที่น้ำโขงแห้งลง ยังส่งผลระยะยาวต่อการทำเกษตรริมฝั่งโขง เพราะวัชพืชที่ขึ้นในพื้นที่ริมฝั่งโขงจะไม่ตาย เนื่องจากน้ำโขงไม่ท่วม หรือท่วมก็มีระยะเวลาไม่นานพอ ดังนั้นชาวบ้านที่อาศัยริมโขงจะเสียโอกาสในการใช้ที่ดินริมโขง หรือหากจะใช้ ก็ต้องใช้สารเคมีซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนและสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม

โดยสรุปแล้ว เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจากจีน ได้ควบคุมการไหลของน้ำโขงในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนล่างลงมาจนถึงเขต จังหวัดหนองคายของไทยไว้เกือบสมบูรณ์ การระบายน้ำจากเขื่อนตลอดทั้งปี ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลของน้ำโขงที่ไม่อาจหวนคืน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็น หาดทราย, แก่งหินและระบบนิเวศย่อยอื่น ๆ และความอุดมสมบูรณ์ของชนิดพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ นอกจากนี้เขื่อนในจีนยังได้กักตะกอนไว้มากกว่า 90% ของตะกอนในแม่น้ำโขง[11] ซึ่งตะกอนเหล่านี้คือแหล่งของธาตุอาหารสำคัญของการเกษตรในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และประการสำคัญการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ได้ทำลายระบบเศรษฐกิจของท้องถิ่นที่ได้พึ่งพาอาศัยอยู่ตามลำน้ำโขงตอนล่าง ไม่มีส่วนใดเลยที่จะกล่าวได้ว่า เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างที่จีนได้กล่าวอ้าง

วันนี้จีนไม่ได้มีศักดิ์ศรีอะไรมากไปกว่าหมาป่าที่อยู่ต้นน้ำหลานชางเจียง ที่พยายามกำหนดความถูกต้องทุกอย่างแก่ประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง โดยเฉพาะการใช้วาทกรรมให้ประชาชนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ต้องยอมรับกับชะตากรรมของการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงที่ไม่อาจหวนคืน คนจีนเองได้เรียกการกระทำในลักษณะเช่นนี้ว่า ภาษาจีน

ซึ่งมีความหมายว่า เป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ ไม่เคยจะแบ่งปัน และนี่คือจีนในวันนี้กับแม่น้ำโขงครับ.

………

[1] ฉบับเต็ม โดย มนตรี จันทวงศ์, กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง, 17 กรกฎาคม 2562

[2] http://www.chinaembassy.or.th/eng/sgxw/t1678896.htm?fbclid=IwAR2_nEQ3eWmoCArJqjU-ZQuvZSwkOn-_xMMWHdFKcKvD5_RvvKT0FONfh-U

[3] http://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/water-flow-from-chinas-jinghong-station-to-fluctuate-but-no-major-impact-is-expected/

[4] The Council Study on Hydropower, MRC, December 2017

http://www.mrcmekong.org/assets/Publications/Council-Study/Council-study-Reports-Thematic/Impacts-of-Hydropower-Development-29-December-2017.pdf p.18

[5] Yunan Hydropower Expansion ; Update on China’s energy industry reforms & the Nu, Lancang & Jinsha hydropower dams , Chiang Mai University’s Unit for Social & Environmental Research & Green Watershed, Kunming, PR of China, March 2004 https://understandchinaenergy.org/wp-content/uploads/2012/11/Dore-Yu-Yunnan-Hydropower-Expansion.pdf

[6] State of the Basin report, MRC, 2010 http://www.mrcmekong.org/assets/Publications/basin-reports/MRC-SOB-report-2010full-report.pdf

[7] โครงการวิจัยและพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาวะ บนฐานความมั่นคงทรัพยากรทางอาหารและทรัพยากรธรรมชาติ ในลุ่มน้ำโขง และความสามารถในการปรับตัวจากปัจจัยเสี่ยงด้านภัยพิบัติ,  สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  https://www.facebook.com/1846963272098695/posts/2039274069534280/

[8] http://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/press-release-mrc-escir-3/

[9] http://www.mrcmekong.org/news-and-events/news/water-flow-from-chinas-jinghong-station-to-fluctuate-but-no-major-impact-is-expected/

[10] https://www.facebook.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%87-1846963272098695/?epa=SEARCH_BOX

[11] State of the Basin report, MRC, 2010, หน้า 73

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s