เรื่องและภาพโดย

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

กว่า 4 ทศวรรษที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ถูกจัดตั้งขึ้นในฐานะตัวจักรสำคัญภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่เน้นการผลิตด้านอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมหนักและเบา ซึ่งนับว่าเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขจีดีพีของไทยมีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น และในอีก 30 ปี หลังจากที่มันถูกจัดตั้งขึ้นจากการผลักดันของภาครัฐ มันก็ได้กลายเป็นต้นแบบที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา หลังจากที่เมียนมาเปิดประเทศและทางรัฐบาลเมียนมาออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 20 ปี (2554 – 2574) ในปี 2553 และกฎหมายการลงทุนต่างชาติในปี 2555 ซึ่งให้ความสำคัญกับภาคการค้าและการลงทุน และกาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนภายในประเทศ โดยมีตัวจักรสำคัญคือโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ หนึ่งในนั้นคือ โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แต่มีขนาดใหญ่กว่าถึง 8 เท่า

IMG_7917

ด้วยเหตุนี้ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากถนทวาย หนึ่งในโครงการ 3 โครงการสำคัญ (ได้แก่ 1) โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม 2) โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และ 3) โครงการถนนเชื่อมต่อ) ในโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจึงเดินทางไปพบผู้ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมซึ่งถือว่าเป็น “แฝดพี่” ของโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย  เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นผลกระทบจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและโครงการทวาย ในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และภาพรวมของการพัฒนา

โดยในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ ชาวบ้านทวายมีนัดกับกลุ่มตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  ภายในบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จัดสรรเป็นพื้นที่ตัวบ้าน และพื้นที่ปลูกพืชผักต่าง ๆ หลากหลายชนิด และแวดล้อมไปด้วยห้องแถวของคนงานที่อพยพโยกย้ายจากจังหวัดต่าง ๆ เข้ามาทำงานในนิคมอุตสาหกรรม…บ้านหลังนี้เป็นบ้านของน้อย ใจตั้ง หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก

IMG_7899

น้อย ชายชรา วัย 79 ปี ชาวชุมชนหนองตังเม  เล่าว่า เขาได้รับผลกระทบจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นรุ่นแรก ตั้งแต่มีการเวนคืนที่ดินราว 40,000 ไร่ ที่ดินของเขาถูกเวนคืนกว่า 20 ไร่ เพื่อนำไปเป็นที่ตั้งของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม เขาได้ค่าชดเชยจากทางรัฐบาลมา 3 แสนบาท จึงได้นำเงินชดเชยดังกล่าวไปซื้อที่ดินราว 2 ไร่ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน น้อย แม้ว่าจะได้ค่าชดเชยเยียวยามา แต่นั่นก็ไม่คุ้มกับผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากสูญเสียที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นที่อยู่ปัจจุบัน นอกจานี้เขายังสูญเสียอาชีพและรายได้จากการทำสวน ทำไร่ ผลผลิตจากสวนและไร่กว่า 20 ไร่ นั้น มีมูลค่าที่นับไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งที่มาของรายได้วันละกว่า 1,000 บาท แล้ว มันยังสามารถเป็นมรดกตกทอดสำหรับลูกหลานได้ด้วย ปัจจุบันน้อยมีรายได้จากการปลูกพืชผักสวนครัวส่งขายตลาด เฉลี่ยวันละ 100 – 120 บาท เท่านั้น

IMG_7888

“รัฐบาลมีความสามารถหาที่ดินให้นายทุนต่างชาติได้ แต่ไม่มีความสามารถหาที่ดินให้ประชาชนของตัวเองทำกินได้” น้อย กล่าวย้ำถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องเสียสละให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่มาบตาพุด

นอกจากผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินและที่ทำกินแล้ว ชาวบ้านที่นี่ต้องปรับตัวและรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายยิ่งขึ้นหลังจากที่นิคมอุตสาหกรรมตัวและมีโรงงานใหญ่ ๆ เข้ามาจัดตั้งมากขึ้น ซึ่งได้มีการขยายเฟสมากขึ้นในรอบกว่า 40 ปีที่ผ่านมา จนตอนนี้อยู่ในช่วงเฟสที่ 3 แล้ว

“ตั้งแต่มีโรงงานเข้ามา อากาศเสีย มีกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ ชุมชน  วัด และโรงเรียนใกล้ ๆ โรงงานอยู่แทบไม่ได้ เวลาฝนตกต้องรีบฉีดน้ำขึ้นไปในอากาศและพืชผลที่ปลูกตามบ้าน เพื่อลดการปนเปื้อนของสารพิษในอากาศและในผัก” น้อย กล่าว

เขากล่าวต่อไปว่าหลังจากที่โรงงานถูกจัดตั้ง น้ำและอากาศเน่าเสีย คนในชุมชนโดยรอบป่วยกันเยอะมาก คนป่วยเป็นมะเร็งมีเยอะมากอย่างน่าใจหาย บางคนก็เป็นมะเร็งปอด บางคนเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และเป็นอีกหลายโรค โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ หายใจลำบาก ผู้คนบริเวณโดยรอบโรงงานมีสุขภาพย่ำแย่ทั้งทางกายและจิตใจ

เมื่อเห็นถึงปัญหา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งน้อย ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญ จึงได้หาวิธีการต่าง ๆ เพื่อส่งเสียงให้ภาครัฐได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนที่พวกเขาได้รับ หลังจากทนทุกข์มากว่า 30 ปี ในช่วงปี 2552 ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเดินเท้าเข้ากรุงฯ บอกเล่าปัญหาที่พวกเขาพบเจอและเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ผลจากการเดินเท้าครั้งนั้นทำให้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ถูกประกาศจากศาลปกครองระยองให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ ตั้งแต่ปี 2552 แต่ดูเหมือนว่า ในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อในขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้กำลังมีการขยายตัวและขยายกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก ซึ่งเข้าสู่เฟสที่ 3 แล้ว และยิ่งน่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC

สว่าง กระจับเงิน วัย 52 ปี ชาวบ้านและตัวแทนเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก หนึ่งในผู้เข้าร่วมการพูดคุยในครั้งนี้กล่าวว่า ตนเคยเป็นพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตกาว ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ก่อนที่จะลาออกจากโรงงานมาทำอาชีพค้าขายอยู่ในชุมชนหนองตังเม ร่วมต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมจากภาครัฐและภาคธุรกิจ หลังจากที่เขาพบข้อมูลสำคัญที่มีการอธิบายว่าสารเคมีต่าง ๆ ที่ปล่อยออกมาจากโรงงานนั้นก่อมลพิษและสร้างผลกระทบทางสุขภาพอย่างมากต่อประชาชนและชุมชน

IMG_7902

เขาให้ข้อมูลที่น่าสนใจแก่ชาวบ้านทวายว่า อุตสาหกรรมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ล้วนปล่อยสารพิษออกจากปล่องโรงงานและการบำบัดน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ รวมถึงทะเล นอกจากนั้นแล้วยังสร้างผลกระทบอีกหลายด้าน ซึ่งสารพิษเหล่านี้มีมากกว่า 400 กว่าชนิด ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดโรคมะเร็งและโรคทางเดินหายใจชนิดต่าง ๆ แล้ว ยังส่งผลให้เกิดโรคจำพวกความดันและโรคโลหิตต่าง ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น สารจำพวก บิวท่าไดอีน เบนซิน และอื่น ๆ

เมื่อรับรู้ถึงความเลวร้ายจากสารพิษต่าง ๆ เขาจึงลาออกจากโรงงาน แล้วหาทำเลใหม่ในมาบตาพุด ยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบนับตั้งแต่ราวปี 2549 รวมแล้วกว่า 13 ปี และถือได้ว่าเขาเป็นตัวละครสำคัญที่ออกมาเปิดโปงข้อมูลความเลวร้ายดังกล่าวให้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและสังคมวงกว้างได้รับรู้

สารเคมีที่ปล่อยออกมาจากทางปล่องแฟร์และการระบายน้ำลงแหล่งน้ำนั้นก่อให้เกิดมลพิษที่ตามมาในหลายช่องทาง สว่าง กล่าวย้ำให้เห็นภาพว่า ในแง่ของผลกระทบทางน้ำ ในอดีตคนในชุมชนสามารถใช้น้ำใต้ดินและน้ำผิวดินได้โดยตรง แต่หลังจากมีโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมมาตั้ง ชุมชนไม่สามารถใช้น้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติได้อีกต่อไป ต้องไปซื้อน้ำจากที่อื่นมาใช้ ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้นแล้วยังส่งผลต่อการสร้างผลผลิตของพืชผักและผลไม้ด้วย เขากล่าวว่า ผลไม้ที่เคยออกดอกผลดีและเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ในตอนนี้ไม่สามารออกดอกผลได้อย่างที่ควรจะเป็น

ซอ เกโดะ ตัวแทนชาวบ้านจากทวาย กล่าวแสดงความเห็นใจกับทางผู้ได้รับผลกระทบจากมาบตาพุด และเห็นว่าผลกระทบทางน้ำนี้เป็นกระจากสะท้อนให้ชาวบ้านทวายเห็นภาพที่เกิดขึ้นกับชุมชนของตนเองได้ชัดขึ้น เพราะขนาดพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ก็รับรู้ถึงมลภาวะทางน้ำ เช่น การสูญเสียแหล่งน้ำ เพื่ออุปโภคและบริโภค และแหล่งขยายพันธุ์สัตว์น้ำไปอย่างมหาศาล จากการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อ ซึ่งถนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทวายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

IMG_7919

ในส่วนของผลกระทบทางทะเลนั้น สว่าง เล่าว่า ทางโรงงานมีการปล่อยน้ำเสียลงทะเล ทำให้สัตว์ทะเลชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา ได้รับสารปนเปื้อนไปด้วย สัตว์ทะเลหลายชนิดหายากขึ้นและมีราคาแพง การทำประมงชายฝั่งที่มีอยู่เดิมก็น้อยลงมาก ชาวประมงต้องออกไปจับสัตว์ทะเลไกลออกไปจากชายฝั่งราว 30 กิโลเมตร เพราะในบริเวณชายฝั่งใกล้นิคมอุตสาหกรรมแทบจะไม่มีเหลือแล้ว อาหารทะเลส่วนใหญ่ที่นี่ได้วัตถุดิบมาจากทะเลในจังหวัดชลบุรีเป็นหลัก

“เมื่อก่อนนี้ระยองมียุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ขา คือ อุตสาหกรรม เกษตร ท่องเที่ยว แต่ตอนนี้เหลือเพียงอุตสาหกรรมอย่างเดียว และยิ่งตอนนี้มีเฟส 3 แล้ว แทบไม่ต้องจินตนาการเลยว่าอนาคตของลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร”

“ในฐานะที่เคยเป็นพนักงานโรงงาน บอกได้เลยว่าชาวบ้านที่นี่น้อยมากที่จะสามารถเข้าไปทำงานในนิคมฯ ได้ เพราะโรงงานแบบนี้ต้องการแรงงานที่มีความรู้ความสามารถขั้นสูงและเฉพาะทาง อีกทั้งใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรเป็นหลัก อีกอย่างทางโรงงานเองไม่ต้องการจ้างคนท้องถิ่น เพราะกลัวจะรู้ถึงข้อมูลผลกระทบและจะนำข้อมูลไปบอกคนท้องถิ่น”

น้อย กล่าวเสริมว่า แรงงานในโรงงานส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นแรงงานต่างถิ่น ไม่ใช่คนในพื้นที่จริง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากภาคอีสานและแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยสัดส่วนแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีมากที่สุด คือ แรงงานชาวกัมพูชา เพราะราคาค่าแรงต่ำกว่าคนไทย

“คนท้องถิ่นจริง ๆ ตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว ส่วนใหญ่โดนเวนคืน และต้องไปอยู่ที่อื่น อยู่ที่นี่ไม่ได้เพราะบางคนก็ไม่มีที่แล้ว หรือได้เงินชดเชยมาซื้อที่แต่ก็ต้องขายไป เพราะมลพิษเยอะมาก หลายคนไปเป็นแรงงานที่อื่น บางคนก็ไม่ซื้อที่ใหม่ที่จังหวัดอื่นเพื่อทำสวน”  น้อย กล่าวย้ำถึง

นอกจากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมแล้ว ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างการคุกคามแกนนำชาวบ้าน ก็เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นตามมา สว่าง ได้แลกเปลี่ยนให้ฟังว่าการลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องสิทธิของตัวเองต้องถูกคุกคามข่มขู่ คุกคามอย่างหนักจากผู้มีอำนาจ บรรดาแกนนำชาวบ้านหลายคนถูกขู่ฆ่าจากบรรดามือสังหารที่ถูกจ้างวานจากพวกนายทุนในบริษัทต่าง ๆ เรื่อยมา

หลังจากการแลกเปลี่ยนพูดคุย น้อยและสว่าง ได้นำชาวบ้านทวายไปดูพื้นที่ชายหาดทรายทอง ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในชายหาดที่สวยที่สุด ติด 1 ใน 10 ของไทย ชายหาดที่สวยงามและดึงดูดนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา กลับถูกแทนที่ ทับถมด้วยแนวกันตลิ่งพังขนาดยาว ที่ภาพเบื้อหน้าเต็มไปด้วยปล่องแฟร์โรงงาน กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม และนาเลี้ยงหอยเล็กๆ ซึ่งเป็นสัตว์ที่เติบโตได้ในน้ำตื้น ซึ่งลุงน้อย กล่าวว่าหอยพวกนี้ปนเปื้อนสารพิษทั้งนั้น คนที่นี่ไม่มีใครกล้ารับประทานอาหารทะเลของที่นี่แล้ว

IMG_7947

อู เย อ่อง ชาวทวายที่มาร่วมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้กล่าวว่า การได้มามาบตาพุดในครั้งนี้ทำให้เขาเห็นอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับบ้านของเขา หากโครงการทวายเสร็จสิ้นในระยะสมบูรณ์ เขากล่าวเสริมและชวนคิดว่า โครงการทวายที่มีลักษณะใกล้เคียงกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แต่มีขนาดใหญ่กว่าถึง 8 เท่า หากมีการลงทุนเต็มที่โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก ปิโตรเคมี และอื่น ๆ อย่างครบวงจร ลองจินตนาการดูว่ามันจะเป็นอย่างไร

แฝดพี่ อย่างโครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าโครงการทวายถึง 8 เท่า ยังส่งผลกระทบมากขนาดนี้ นี่คงเป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้ชาวทวายต้องกลับไปขบคิดว่าการพัฒนาในประเทศเมียนมาที่กำลังดำเนินไปตามแนวทางเศรษฐกิจการค้าและการผลิตที่เน้นการขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในรูปแบบของการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นจะสามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่ และคุ้มหรือไม่ที่จะต้องแลกทรัพยากรในพื้นที่กับการเข้ามาของเครื่องจักร โรงงาน และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะกระจายความมั่งคั่งเหล่านั้นไปยังคนในพื้นที่ได้ เพราะแม้ว่าในขณะนี้โครงการทวายจะเดินทางมาไกลกว่าทศวรรษแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความรับผิดชอบของผู้ดำเนินโครงการเองยังไม่ปรากฏ

IMG_7968

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s