เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562  เวลา 9.30 น. ณ ศาลาประชาคมปากชม อำเภอปากชม จังหวัดเลย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขงและประชาชน 7 จังหวัดภาคอีสาน คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) และภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นปัญหาแม่น้ำโขงหลากหลายองค์กร และภาคส่วนราชการโดยกรมประมงในส่วนของ 7 จังหวัดแม่น้ำโขง ร่วมกันจัดเวทีเสวนา “เขื่อนไซยะบุรี กับคำถามต่อความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลของกลไกระดับประเทศและระหว่างประเทศ” โดยมีภาคประชาสังคมและนักวิชาการร่วมแลกเปลี่ยนและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานโครงการ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งเห็นได้ชัดนับแต่เขื่อนไซยะบุรีเริ่มทดลองกัดเก็บน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ก่อนที่จะมีการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นับตั้งแต่มีนาคม 2562 พร้อมทั้งร่วมกันเสนอทางออกต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากเขื่อนไซยะบุรี ตลอดจนการสร้างความตระหนักและฟื้นฟูอาชีพประมงแม่น้ำโขงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ โดยภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน

กฤษฎา บุญชัย จากสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ผู้ดำเนินรายการของเวทีเสวนาในครั้งนี้เริ่มด้วยประเด็นการเกิดขึ้นของเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้งไทยและจีน ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศของแม่น้ำ และวิถีชีวิตของชุมชนริมโขง เขื่อนไซยะบุรีเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าจะสร้างผลกระทบรุนแรง ประเด็นสำคัญคือเขื่อนนี้มีธรรมาภิบาลในการจัดการหรือไม่ ประเด็นที่สอง คือ เรื่องความโปร่งใสเกี่ยวกับข้อมูลโครงการที่ผู้ได้รับผลกระทบได้รับ และประเด็นที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ ความรับผิดชอบต่อโครงการและผลกระทบโครงการ ประเด็นประสิทธิภาพการผลิตและความมั่นคงทางพลังงาน

มนตรี จันทวงศ์ สมาชิกกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) ได้ชี้แจงให้เห็นถึงประเด็นต้นทุนจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน คือ 1) ต้นทุนโครงการ ซึ่งประกอบไปด้วยต้นทุนด้านงานโยธาหรืองานก่อสร้าง ต้นทุนทางสังคม เช่น การอพยพหมู่บ้านทีอยู่เหนือเขื่อน  และ 2) ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อนหรือต้นทุนที่ไม่ถูกคิดคำนวณในการดำเนินโครงการ เช่น ต้นทุนผลกระทบของชุมชนที่อยู่นอกขอบเขตของโครงการทั้งในลาวและไทย ซึ่งในส่วนนี้นับรวมถึงผลกระทบข้ามพรมแดนด้วย กล่าวคือการคำนวณต้นทุนของโครงการนั้นมีความคับแคบและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ท้ายน้ำ

IMG_9172

ผลตอบแทนจากการลงทุน คือ รายได้จากการก่อสร้าง สำหรับบริษัทสร้างเขื่อน ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ช การช่าง และรายได้จากการขายไฟฟ้า ซึ่งส่วนหนึ่งเอาไปใช้หนี้ธนาคาร อีกส่วนจะกลายเป็นรายได้ของบริษัทที่ถือหุ้นในโครงการ อย่างไรก็ตามข้อมูลต่าง ๆ ไม่อาจเปิดเผยได้

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบท้ายเขื่อนเขื่อนไซยะบุรีเช่นเดียวกัน โดยในรายงานการศึกษานี้ระบุควรมีการทำการศึกษาผลกระทบไปไกลถึง 200 กม ท้ายเขื่อน พร้อมทั้งมีการแนะนำและประเมินว่าหากมีการสร้างเขื่อนไซยะจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำถึงสองเมตรครึ่งต่อวัน และจะส่งผลกระทบกับชุมชนริมโขงนั่งไทยท้ายเขื่อน ซึ่งเป็นผลกระทบข้ามพรมแดน นอกจากนั้นแล้ว การศึกษา Council Study ที่สนับสนุนโดย MRC ระบุว่าความเร็วการปล่อยน้ำจะเป็นอันตรายต่อพันธุ์ปลาอพยพในแม่น้ำโขง อย่างมาก ซึ่งจะสงผลกระทบกับความมั่นคงทางอาหารของผู้คนในภูมิภาคแม่น้ำโขง

ตอนนี้การคัดค้านหรือบังคับให้ทางบริษัททำตามความต้องการของเราเป็นไปได้ยาก เพราะแม้จะเป็นบริษัทไทย แต่เขื่อนนี้สร้างในประเทศลาว เพราะฉะนั้นอำนาจที่จะทำให้ทางบริษัทฟังในขณะนี้มีเพียงรัฐบาลาว เพราะฉะนั้นการพูดในเวทีครั้งนี้จึงอาจเป็นการส่งเสียงให้ทางรัฐบาลลาวและบริษัทได้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

“อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้จะมีการเปิดเขื่อนแล้ว แต่รับรองว่าขาดทุนแน่นอน เพราะอัตราการไหลของน้ำในขณะนี้น้อยมากจนไม่สามารถปั่นไฟได้ตามความต้องการดังที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม เขื่อนไซยะบุรีก็จะได้ผลตอบแทนจากการขายไฟฟ้า เนื่องจากในสัญญาซื้อขายไฟฟ้านี้ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายเดียวรับประกันการจ่ายค่าไฟฟ้าเต็มจำนวน แม้ว่าเขื่อนจะผลิตไม่ถึงก็ตาม ซึ่งค่าไฟฟ้าในส่วนนี้กระทบกับประชาชนไทยผู้ใช้ไฟโดยตรง”

ไพรินทร์ เสาะสาย มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ กล่าวว่า แผนการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างมีทั้งหมด 11 เขื่อน ในส่วนอำเภอปากชมและเชียงคานมีประวัติการต่อสู้ที่น่าสนใจจากการคัดค้านเขื่อนปากชม ชาวบ้านมีความเข้มแข็งมากทำให้ผู้พัฒนาโครงการ คือ กรมพลังงานทดแทนและพัฒนาพลังงานทางเลือก กระทรวงพลังงาน ต้องชะลอโครงการออกไป โดยมีเวทีชี้แจงข้อมูลจัดขึ้นในช่วงปี 2550 – 2551 ซึ่งชาวบ้านคัดค้านและโต้แย้งหนักมาก ซึ่งในปัจจุบันเขื่อนนี้ยังไม่ถูกสร้าง แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตจะกลับมาอีก

IMG_9189

ประเทศไทยนับเป็นผู้ซื้อไฟฟ้าหลักจากโครงการเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้งหมด 8 เขื่อนจาก 11 เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง ดังนั้นไทยจึงเป็นตลาดใหญ่และเป็นผู้ควบคุมไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาคแม่น้ำโขง

เมื่อพิจารณากำลังการผลิตทั้งประเทศแล้วพบว่าไทยมีกำลังการผลิตล้น และมีกำลังไฟฟ้าสำรองเหลือถึง 30% ซึ่งโดยปกติแล้วต้องไม่เกิน 15% ฉะนั้นจึงถือว่ากำลังไฟฟ้าสำรองล้นเกินความจำเป็น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อไฟฟ้าเพิ่ม แต่ประชาชนยังต้องจ่าย

ไทยนำเข้าไฟฟ้าและมีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านทั้งในพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย โดยในส่วนของลาวนั้นไทยรับซื้อไฟฟ้าจากลาวทั้งหมด 9 เขื่อนที่ได้มีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไว้แล้ว รวมทั้งหมด 5900 เมกะวัตต์ ซึ่งเหลืออีกราว 3000 เมกะวัตต์ที่จะรับจากประเทศลาว

อย่างไรก็ตามในขณะนี้ทาง กฟผ. ไม่ได้มีแผนที่จะเป็นผู้สร้างเท่านั้น แต่ยังมีแผนที่จะเป็นผู้ขายไฟฟ้าในระดับภูมิภาค โดยมีความตั้งใจที่จะเป็นสายส่งกระแสไฟฟ้าในภูมิภาค

ไพรินกล่าวชี้ให้เห็นถึงการมีกำลังสำรองไฟฟ้าของไทยว่า ไทยไม่จำเป็นต้องรับซื้อไฟฟ้าไปอีกอย่างน้อย 30 ปี เพราะมีกำลังไฟฟ้าล้นเกินความต้องการแล้ว อีกทั้งเขื่อนถือเป็นเทคโนโลยีกว่า 100 ปี แล้วซึ่งหลายประเทศยกเลิกการสร้างเขื่อนและมีการระเบิดเขื่อนทิ้งแล้ว เพราะสร้างผลกระทบทางนิเวศและวิถีชีวิตอย่างมาก แต่ภูมิภาคแม่น้ำโขงกลับเป็นกลุ่มประเทศที่มีการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่สวนทางและกลายเป็นสวรรค์ของบรรดานักสร้างเขื่อน

นอกจากนี้แนวทางการผลิตไฟฟ้าอื่น ๆ อีกมากที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบนิเวศน้อยกว่ามาก เช่น การทำโซล่า เซลล์ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประชาชนเองสามารถผลิตเองได้ รวมถึงการอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น

“ไทยมีกำลังไฟฟ้าล้นเกินแล้ว ไม่ได้ขาดแคลนไฟฟ้าแต่อย่างใด แต่ประชาชนยังต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นหรือล้นเกินนั้นด้วย”  ไพรินทร์ กล่าว

ส. รัตนมณี พลกล้า จากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า หลักสิทธิมนุษยชน เป็นหลักการหลักที่จะทำให้เกิดการปกป้อง คุ้มครอง และเยียวยา พร้อมกล่าวถึงกระบวนการต่อสู้ของชุมชนริมโขงผ่านกระบวนการศาลว่า ชาวบ้านต่อสู้และทักท้วงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนล่างมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เริ่มกระบวนการสร้างเขื่อนไซยะบุรีเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว

IMG_9193

ในมุมกฎหมายนั้นมีหลักการและกฎหมายหลายส่วนที่สามารถปกป้องและเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ในแง่ของการต่อสู้ทางคดีได้ เช่น กฎหมายเรื่องการละเมิด แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องมีการดำเนินโครงการและสร้างผลกระทบแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องรอให้มีการสร้างเขื่อนหรือดำเนินโครงการไปก่อน จึงจะสามารถใช้การต่อสู้ในทางคดีได้

จริง ๆ แล้วเขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนไทยที่ไปตั้งในประเทศลาว เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการ ผู้ให้เงินกู้ และผู้รับซื้อเป็นหน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ ในไทย เพียงแต่ผู้ลงทุนไปเจรจาตกลงกับรัฐบาลลาวเพื่อขอใช้พื้นที่แต่เพียงเท่านั้น รัฐบาลลาวในความเป็นจริงแล้วมีสถานะแต่เพียงผู้ให้สัมปทาน ผลประโยชน์ที่แท้จริงไปตกอยู่กับนักลงทุนไทยเพียงส่วนน้อย

ในกระบวนการต่อสู้ทางคดีความนั้น ส. รัตนมณี กล่าวต่อไปว่า ชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังกรรมการสิทธิ และใช้กลไกต่างประเทศร้องเรียนไปยังประเทศฟินแลนด์ เนื่องจากว่าบริษัทที่ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA )นั้นเป็นบริษัทฟินแลนด์ โดยรายงานการศึกษานี้มีการจำกัดขอบเขตการศึกษาในรัศมี 5 กิโลเมตรเท่านั้น…กล่าวคือประเทศหรือบริษัทแม่เองก็ไมสามารถทำให้บริษัททนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบได้

นอกจากนี้ยังร้องเรียนไปยังหน่วยงานในประเทศออสเตรีย เนื่องจากบริษัทสัญชาติออสเตรียเป็นผู้จำหน่ายเครื่องปั่นไฟในโครงการเขื่อนไซยะบุรี ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกลไกและกดดันในประเทศต้นทางเพื่อให้มีความรับผิดชอบ แต่ก็ไม่เป็นผล

ต่อมาจึงมีการใช้กลไกภายในประเทศ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบจากหน่วยงานรัฐโดยการฟ้องคดีไปยังศาลปกครอง โดยมีการฟ้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กฟผ. และคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2555 เพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อไฟ โดยให้เหตุผลถึงการไม่ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ การคุ้มครองแม่น้ำ การไม่เปิดเผยข้อมูลในสัญญาต่อสาธารณะ แต่ศาลกลับไม่รับฟ้อง เนื่องจากโครงการอยู่นอกประเทศ ไม่สามารถฟ้องคดีได้ แต่อย่างไรก็ตามได้มีการอุทธรณ์ไปโดยศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้รับฟ้องคดีนี้ เนื่องจากศาลมองว่ากรณีเขื่อนไซยะบุรีอาจมีผลกระทบข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ตาม วันที่ 25 ธันวาคม 2558 ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมีเหตุผลว่ากระบวนการทุกอย่างทำไปโดยถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาตัวแทนชาวบ้าน 7 จังหวัดริมโขงก็ได้มีการอุทธรณ์ไปในปี 2559 ซึ่งในขณะนี้คดียังอยู่ในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งการต่อสู้ทางการศาลในคดีผ่านมากว่า 7 ปี แล้ว

รัฐบาลได้มีการนำเอาหลักการชี้แนะแห่งสหประชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principle on Business and Human Rights: UNGP) มาใช้ โดยจะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการประกาศใช้แผนดังกล่าวแต่อย่างใด

“คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission: MRC  เป็นเพียง เสือกระดาษ เพราะไม่มีกระบวนการส่งเสริมและควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำโขงได้เลย มีแต่การพูดคุยและการทำการศึกษา ที่ไม่สามารถนำไปแก้ปัญหาอะไรได้” ส. รัตนมณี กล่าว

เขื่อนมีการก่อสร้างแล้ว สิ่งที่จะต้องคิดต่อไปคือกระบวนการเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบและระบบนิเวศที่สูญเสียไปแล้ว ในส่วนนี้นักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ และภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องมีมาตรการรองรับ

นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ต้นทุนทางสังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้นทุนที่ไม่ถูกคำนวณในการสร้างเขื่อนและจะไม่มีการคำนวณเพราะว่าชดใช้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ไม่มีทางฟื้นฟูทรัพยากรและระบบนิเวศที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้เหมือนเดิม จนถึงตอนนี้หากเราดูในกรณีเขื่อนปากมูน จะพบว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการสร้างเขื่อน เช่น บันไดปลาโจน และการอธิบายว่าเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่านนั้นไม่สามารถทำได้จริง จนถึงตอนนี้แม่น้ำมูนและระบบนิเวศยังไม่กลับมาเหมือนเดิม

IMG_9202

ขณะนี้ทางสหรัฐอเมริกาทุบเขื่อนทิ้งเป็นพันแห่งเพราะเขื่อนเทคโนโลยีเก่าที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก และหันไปให้ความสำคัญกับการผลิตพลังงานอื่น ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน้อยกว่าและสะอาดกว่า เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น

การดำเนินการโครงการเขื่อนนี้นับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน หลังจากที่ได้มีการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิไทยที่ผ่านมา จนนำไปสู่กระบวนการต่อสู้ทางศาล ซึ่งกระบวนการตรวจสอบลักษณะนี้ถือเป็นความก้าวหน้าในการทำงานในกาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ข้ามพรมแดน

ต่อไปนี้อย่ากลัวที่จะไปต่อสู้กับเขื่อน ในทางกลับกันยิ่งมีการสร้างเขื่อนและผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว ยิ่งดี เพราะจะได้เห็นผลกระทบกันชัด ๆ ไปเลย จะได้ไม่ต้องอ้างอะไรได้อีก

“ทางออกที่สำคัญของปัญหา คือ การจัดตั้งสภาประชาชนลุ่มน้ำโขง ที่เป็นการจัดการระบบสิทธิชุมชน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองต่อผู้มีอำนาจทั้งภาครัฐและทุน และต้องมีการลุกขึ้นมาพูดและร่วมมือกับสถาบันวิชาการต่าง ๆ ในการแสดงข้อมูลให้เห็นในเชิงประจักษ์และน่าเชื่อถือในการพูดถึงปัญหาและทางออกต่าง ๆ และต้องมองไปถึงการทำงานข้ามพรมแดนกับผู้ได้รับผลกระทบในประเทศเพื่อนบ้านด้วยทั้งในลาว กัมพูชา และเวียดนาม” นพ. นิรันดร์ กล่าวเสนอทางออกทิ้งท้าย

พิภพ พานิชภักดิ์ รองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ให้ข้อมูลว่า แม่น้ำโขงมีความหลากหลายอย่างมาก ไม่ใช่แค่ตัวแม่น้ำแต่เป็นลุ่มน้ำ ที่แม่น้ำโขงเข้าไปมีอิทธิพลต่อความอุดมสมบูรณ์และปริมาณน้ำด้วย

IMG_9224

“เขื่อนไซยะบุรีส่งผลกระทบโดยตรงอย่างมากต่อพื้นที่ที่มีการสร้างเขื่อน ระบบนิเวศและพื้นที่ความเชื่อในพื้นที่อย่างแก่งหลวงและศาลเจ้าพ่อผาแดง ได้รับผลกระทบจากเขื่อนโดยตรง กล่าวคือ ทั้งสองแห่งถูกท่วมจากการสร้างเขื่อน นับเป็นการเผชิญหน้าระหว่างความโลภของนักลงทุนและความศรัทธาของชุมชน” พิภพ กล่าว สะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของพลังความเชื่อและเทคโนโลยียุคเก่า

นอกจากนี้พิภาพยังชี้ให้เห็นความสำคัญของการใช้เครื่องมือสื่อสารและส่งสารสู่สังคมว่าในปัจจุบันเครื่องมือการสื่อสาร เช่น สมาร์ทโฟนและเครื่องมืออื่น ๆ ชุมชนและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และประชาชนสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ต่อสู้กับวาทกรรมของการสร้างเขื่อนได้ ด้วยการทำงานสื่อสาร เผยแพร่ข้อเท็จจริงออกมาให้สาธารณะชนได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นในมุมมองของประชาชน และต้องเอาความรู้ ข้อมูลข้อเท็จจริงมาต่อสู้และทำงานกับสาธารณะ

เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ก่อตั้งโปรเจกเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เขื่อนไซยะบุรีไม่ได้เป็นเขื่อนแรกที่ภาคประชาชนคัดค้าน แต่เป็นเขื่อนดอนสะโฮง ในช่วงปี 2551 มีการเคลื่อนไหวทำงานรณรงค์ในเมืองด้วย จนเขื่อนดอนสะโฮงระงับการก่อสร้างไป แต่แล้วก็มีเขื่อนไซยะบุรีเข้ามาแทน ซึ่งช่วงที่มีการต่อสู้ดุเดือดที่สุด คือ ช่วงปี 2554

IMG_9240

จริง ๆ แล้ว MRC มีการศึกษาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างว่าจะส่งผลกระทบกับพันธุ์ในแม่น้ำโขงอย่างมาก และแม้จะมีการสร้างบันไดปลาโจนก็ไม่สามารถรักษาจำนวนและพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงได้

“กระบวนการสร้างเขื่อนไม่มีธรรมาภิบาลมาตั้งแต่แรก ชี่ให้เห็นว่ากลไกระหว่างประเทศ กลไกระดับรัฐไม่สามารถทำอะไรได้เลย สะท้อนถึงความล้มเหลวชัดเจนของหน่วยงานภาครัฐ และองคาพยพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประชาชนไม่อาจฝากความหวังไว้ที่ผู้มีอำนาจเหล่านี้ได้อีกต่อไป” เปรมฤดี ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของอำนาจรัฐและกลไกภูมิภาค

เขื่อนน้ำเทิน 2 เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโครงการชุดของเขื่อนทั้งหมดในประเทศลาว ซึ่งเขื่อนไซยะบุรีเองก็มีสถานะของจุดเริ่มต้นของการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างเช่นเดียวกัน เมื่อเขื่อนแรกสำเร็จ เขื่อนต่อไปจึงเกิดขึ้น

จนถึงตอนนี้เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักทั้งตอนบนและตอนล่างรวมกัน มีทั้งหมด 10 เขื่อน ในจีน 9 เขื่อน และในแม่น้ำโขงตอนล่างที่สร้างเสร็จแล้ว 1 เขื่อน คือ เขื่อนไซยะบุรี

เราเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ไม่ได้เป็นคนกลุ่มน้อย แต่เรากลับเคราะห์กรรมจากคนกลุ่มเล็ก เพียงหยิบมือเดียว ที่เรียกว่านักสร้างเขื่อน

นอกจากนี้ เปรมฤดียังเสนอให้มีเสาสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นมาเป็นเสาที่สี่ในประชาคมอาเซียน เพื่อให้รัฐบาลอาเซียนให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในภูมิภาคส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่โครงการ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s