ธีรชัย ศาลเจริญกิจถาวร

ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บนหน้าสื่อสังคมออนไลน์ได้ปรากฏภาพของแม่น้ำโขงสีครามจากหลายพื้นที่ในจังหวัดริมโขง ไล่ลงมานับตั้งแต่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยจนถึงอุบลราชธานี ผู้คนในโลกเสมือนต่างพากันแสดงความตกตะลึงและชื่นชมความสวยงามนี้ และอยากจะลองไปเที่ยวชมความงามที่หาได้ยากจากที่ไม่ปรากฏในสถานการณ์ปกติ

โดยปกติแล้วน้ำโขงจะเป็นสีขุ่นหรือสีปูน แม้ว่าในช่วงฤดูแล้งผิวน้ำจะมีลักษณะที่ใสลงมาบ้าง แต่ก็ไม่มากจนเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์โขงครามทั่วท้องน้ำอย่างที่เห็น ราวกับเป็นกระจกใสเช่นนี้ในทุกพื้นที่ หากจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนเราจะเห็นความขุ่นของแม่น้ำโขงได้เมื่อไปยืนชมแม่น้ำโขงในจุดที่แม่น้ำโขงได้พบเจอกับแม่น้ำมูน หรือบริเวณที่เรียกว่า “แม่น้ำสองสี” แต่ขณะนี้น้ำโขงได้ใสเทียบเท่าและอาจจะมากกว่าแม่น้ำมูนไปแล้ว หรือหากมองไปในแม่น้ำโขงบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำจะมีสีขุ่นชัดเจน เมื่อเทียบกับพื้นที่กลางน้ำ

วลีที่ใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวและบ่งบอกธรรมชาติของสองสายน้ำที่ว่า “โขงสีปูน มูนสีคราม” จึงไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

ใต้ความสวยพิฆาตของแม่น้ำโขงในขณะนี้ ลึกลงไปในรายละเอียดเราจะพบว่าจริง ๆ แล้วแม่น้ำโขงกำลังหิวโหย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “hungry water effect” เกิดจากการที่น้ำไม่มีตะกอนให้กิน หรือไม่มีตะกอนพัดมากับน้ำเลย ทั้งนี้เนื่องจากว่าตะกอนที่ปกติพัดมากับการไหลของสายน้ำถูกกักไว้อย่างผิดธรรมชาติ โดยเขื่อนกั้นลำน้ำโขงสายหลัก ตะกอนปริมาณมหาศาลจมลงจากผิวน้ำลงสู่ใต้น้ำ เกิดภาวการณ์ตกตะกอน น้ำที่เล็ดลอดออกมาจากการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนที่ก่อนหน้านี้ถูกกักไว้จึงกลายเป็นสีครามอย่างที่เห็น

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการที่ติดตามความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ได้ร่วมกันจัดงานเสวนา “น้ำท่วมหน้าแล้ง น้ำแห้งหน้าฝน สู่โขงสีคราม: ปัญหา ผลกระทบ และความรับผิดชอบ” ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน (สะพานหัวช้าง) เพื่อชี้ให้เห็นว่าแม่น้ำโขงในปีนี้มีความผันผวนเป็นอย่างมาก เกิดปรากฏการณ์น้ำโขงท่วมน้ำแล้ง น้ำแห้งช่วงหน้าฝน และล่าสุดที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่สัปดาห์คือปรากฏการณ์น้ำโขงสีคราม อันเป็นผลจากการที่แม่น้ำถูกกักไว้เหนือเขื่อน การเสวนาในครั้งนี้จึงเป็นการอธิบายถึงสาเหตุของปัญหา ภาพรวมของผลกระทบในด้านต่าง ๆ และคำถามสำคัญคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในปัญหาที่เกิดขึ้นนี้

IMG_0366

 

อุบัติการณ์ของเขื่อนโขงและผลกระทบที่ตามมา

IMG_0422

มนตรี จันทวงศ์ ตัวแทนกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เริ่มต้นการอธิบายด้วย ภาพรวมของโครงการเขื่อนในภูมิภาคแม่น้ำโขงทั้งตอนบนในส่วนของประเทศจีนและตอนล่าง โดยกล่าวว่าทางจีนมีแผนจะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงทั้งหมด 37 เขื่อน ในปัจจุบันสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 10 เขื่อน ซึ่งมีปริมาณการกักเก็บน้ำกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณที่มากกว่า 90% ของแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ส่วนในลาวมีแผนที่จะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงทั้งในแม่น้ำโขงสายหลักและลำน้ำสาขากว่า 100 เขื่อน แต่ในแม่น้ำโขงสายหลักลาวได้สร้างเขื่อนแม่น้ำโขงไปแล้ว 2 เขื่อน คือ เขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง

มนตรี กล่าวต่อไปว่า ปรากฏการณ์ท่วมหน้าแล้งที่ปรากฏในสื่อหลายสำนักนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงปีนี้ แต่ท่วมมาหลายปีแล้ว ท่วมอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่มกราคม จนถึง พฤษภาคม แต่พอมาช่วงหน้าน้ำกลับไม่ท่วมอย่างที่เป็นปกติ ระดับน้ำโขงตำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งเกิดจากสองสาเหตุคือ 1.ฝนตกน้อยลง 2. การกักเก็บน้ำของเขื่อนในจีน  โดยจีนแจ้งว่ามีการปิด – เปิดน้ำทั้งหมดสี่ครั้ง แต่ที่จริงแล้วมีการปิด – เปิดมาตลอดทั้งปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งระบบประปา ระบบนิเวศวิทยาน้ำโขง และการประมงพื้นบ้าน ประชาชนในลุ่มน้ำโขงต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งในด้านต้นทุนการเพาะปลูก การบริโภคน้ำที่ไม่เพียงพอ และการทำประมง รวมไปถึงผลกระทบในเรื่องของการท่องเที่ยวจากการที่ระดับน้ำโขงผันผวน

นอกจากเขื่อนในจีนแล้ว เขื่อนไซยะบุรีเองก็มีผลกระทบต่อระดับน้ำโขงแม่น้ำโขงเช่นกัน โดยตลอดทั้งปีนี้เขื่อนไซยะบุรีมีการบริหารจัดการน้ำอยู่โดยตลอด แต่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ระดับน้ำที่เชียงคาน ซึ่งอยู่ใต้เขื่อนไซยะบุรีลงมากว่า 200 กิโลเมตรนั้น มีอาการผิดปกติมาตั้งแต่เดือนมกราคมของปีนี้ ในจดหมายข่าวของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงนั้นระบุว่าเขื่อนไซยะบุรีเริ่มทดลองเปิดปิดเขื่อนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 แล้ว ก่อนที่จะมีข่าวคราวความแห้งแล้งของแม่น้ำโขงซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่เขื่อนไซยะบุรีสร้างเสร็จ ในวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

“คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ได้ระบุไว้ในรายงานการศึกษาว่าเขื่อนไซยะบุรีกักน้ำไว้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ แต่จากปรากฏการณ์น้ำโขงสีครามที่เกิดขึ้นนั้นไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วกักไว้ 3 เปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่” มนตรี กล่าว

IMG_0395

ดร. สุริชัย หวันแก้ว ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาแม่น้ำโขงนั้นถือเป็นความขัดแย้งในยุคใหม่ที่ไม่ได้หมายถึงการใช้กำลังอาวุธพุ่งรบกันเพื่อสร้างความมั่นคงภายในประเทศเช่นยุคก่อน แต่เป็นความขัดแย้งหรือสงครามที่เกิดขึ้นจากที่รัฐและทุนทำสงครามกับความมั่นคงของทรัพยากรธรรมขาติ วิถีชีวิต และความมั่นคงของมนุษย์ที่ผูกโยงกับแม่น้ำและระบบนิเวศ ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญ คือ การสร้างสันติภาพ รวมถึงความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร

ดังนั้น ปรากฏการณ์น้ำโขงท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน จนล่าสุดแม่น้ำกลายเป็นสีครามนั้น คือสัญญาณแห่งสงครามของการแย่งชิงทรัพยากรและการควบคุมทรัพยากรอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงและชีวิตของผู้คน ปลา แหล่งน้ำ และระบบนิเวศ ที่เผชิญกับภัยคุกคามในมิติใหม่นี้

การเริ่มต้นแก้ไขปัญหานี้ คือ การพูดคุยและปรับองค์ความรู้และความเข้าใจของภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกันใหม่หมด ว่าจะวางบทบาทร่วมกันในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐไทยในฐานะประธานอาเซียนจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาแม่น้ำโขงด้วย ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่เป้าหมายกาาพัฒนาที่ยั่งยืน

“ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ไม่ใส่ใจคนที่ถูกเอาเปรียบ ก็จะเป็นเพียงยุทธศาสตร์ที่เลื่อนลอย” ดร. สุริชัย กล่าว

IMG_0428

ดร. ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประมง กล่าวถึงผลกระทบของเขื่อนต่อความหลากหลายทางชีวภาพของแม่น้ำโขง โดยกล่าวว่าแม่น้ำโขงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก จากการศึกษาเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของไทยโดยกรมทรัพยากรน้ำพบว่าการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงสายหลักจะส่งผลกระทบต่อปลาหลายชนิด โดยเฉพาะปลาบึก ปลาเอิน (ยี่สก) ปลาซวยสอ นอกจากนั้นแล้วแม่น้ำโขงยังมีปลาที่อยู่ในบัญชีแดงหรือมีสถานะใกล้สูญพันธ์อย่างมากของสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) คือ ปลาบึก ปลาเลิม (เทพา) และปลาเอิน (ยี่สก) ซึ่งปลาเหล่านี้สูญพันธ์ไปจากแม่น้ำเจ้าพระยากว่า 40 – 50 ปีแล้ว แต่ยังสามารถพบได้ในแม่น้ำโขง นอกจากนี้แม่น้ำโขงยังเป็นแหล่งพักพิงและแหล่งขยายพันธุ์ของนกหลายชนิด ซึ่งบางชนิดอยู่ในบัญชีแดงหรือมีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างมาก เช่น นางนวลแกรบแม่น้ำ นกกุลาดำหรือกุลายักษ์

นอกจากนี้ยังรวมถึงปลาข่า หรือ โลมาอิรวดี ด้วย ซึ่งเขื่อนที่ส่งผลต่อปลาชนิดนี้มากที่สุด คือ เขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งตั้งใกล้อย่างมากกับที่อยู่อาศัยและพื้นที่การขยายพันธุ์ของพวกมัน ยิ่งไปกว่านั้น เขื่อนยังส่งผลต่อปลาเล็กปลาน้อยและสัตว์น้ำขนาดเล็กอื่น ๆ ซึ่งเป็นอาหารของปลาขนาดใหญ่และประชากรในแม่น้ำโขง เข่น แพลงตอน หอย ปู กุ้ง และอื่น ๆ

ดร. ชวลิต ได้ชี้ให้เห็นถึงการคุกคามของเขื่อนต่อความหลากหลายทางชีวภาพว่า เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักในจีนได้ส่งผลกระทบให้ปลาบางชนิดสูญพันธ์ อย่างปลาตะเพียนบางสายพันธุ์ และในแม่น้ำโขงตอนล่างไม่พบปลาสะนากมานานแล้ว  แต่การสร้างเขื่อนจะส่งผลให้ปลาอย่างน้อย 5 ชนิดสูญพันธุ์

นอกจากปลาแล้ว ระดับน้ำโขงที่ผันผวนอันเกิดจากการสร้างเขื่อนยังส่งผลกระทบต่อนกด้วย จากการศึกษาของกลุ่มรักษ์นกบึงกาฬ รังของนกหลายชนิดโดยเฉพาะนกแอ่นทุ่งเล็กถูกทำลายและจมหายไปกับน้ำ หลังจากที่ระดับน้ำโขงขึ้นสูง เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งแน่นอนว่าในรอบภายใน 20 – 30 ปีนี้ หากระดับน้ำโขงยังคงผันผวนอยู่ก็จะทำให้ประชากรของนกแอ่นทุ่งเล็กลดลงถึงขั้นวิกฤตจนสูญพันธุ์ไปในที่สุด

“เป็นเรื่องน่าแปลกที่ว่าเรามีงบประมาณในการดูแลสัตว์บางชนิดกว่าแสนล้าน แต่เรากับไม่มีงบประมาณในการดูแลสัตว์ที่ให้ชีวิตของเรามานับแสนปี” ดร. ชวลิตกล่าวตัดพ้อถึงการให้ความสำคัญของภาครัฐและองค์กรระดับภูมิภาคที่ละเลยต่อการให้ความสำคัญของสัตว์ที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง

นอกจากนั้นแล้ว ดร. ชวลิต ชี้ให้เห็นว่าหากมีการสร้างเขื่อนตามแผนการก่อสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสายหลักครบทุกเขื่อน จะเกิดหายนะต่อทั้งลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะไม่มีตะกอนไปทับถมอีกต่อไป โดยอยู่ในระดับศูนย์เปอร์เซ็นต์

IMG_0433

อำนาจ ไตรจักร ตัวแทนชาวบ้านริมโขงจากจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ปรากฏการณ์น้ำโขงแปรปรวนนั้นส่งผลกระทบต่อชุมชนริมโขงในส่วนของจังหวัดนครพนมก็เผชิญกับผลกระทบหลายรูปแบบ เช่น ผลกระทบด้านการเกษตร ด้านการขนส่งทางเรือ ด้านการประมง ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และรวมถึงผลกระทบทางสังคม

อำนาจ ชี้ภาพให้เห็นชัดว่าในแง่ของการเกษตรนั้น การที่แม่น้ำขาดตะกอน โขงสีสวย กลายเป็นสีคราม แม้ว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่สำหรับเกษตรกรนั้นมีผลกระทบอย่างมาก ทั้งในแง่ของการเติบโตของพืช ปริมาณผลผลิตและความอุดมสมบูรณ์ของสารอาหาร

“เมื่อแม่น้ำโขงใส ไร้ซึ่งตะกอน นั่นคือความหายนะของพันธุ์พืช พืชที่ปกติชาวบ้านสามารถปลูกได้โดยอาศัยดินตะกอนจากแม่น้ำโขง ซึ่งไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ขุดดินลงไปแค่จอบเดียวก็ปลูกได้แล้ว ทุกวันนี้ต้องขุดลงไปลึกเป็นเมตรกว่าจะปลูกได้ เพราะตะกอนดินมีน้อยมากแล้ว นอกจากนี้เกษตรกรต้องอาศัยเติมปุ๋ยเคมีลงดินเข้าไปด้วย เพราะธาตุอาหารที่มาจากตะกอนดินนั้นน้อยลงมาก ส่งผลให้มีต้นทุนในการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น”

นอกจากนี้เกษตรกรผู้นี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่าในเรื่องของการทำประมงนั้นชาวบ้านเองก็มองเห็นถึงความผิดปกติต่อธรรมชาติของปลา ปลาหลายชนิดที่เคยพบว่าในช่วงฤดูแล้งหรือน้ำลดก็กลับพบได้เร็วและมีจำนวนมากขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงหน้าฝน จนถึงปัจจุบันก็ยังสามารถจับได้อยู่ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีความผิดปกติต่อแม่น้ำโขงอย่างมาก จนชาวบ้านหลายรายที่อาศัยอยู่กับแม่น้ำโขงกล่าวว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นคือ ปรากฏการณ์ปลาหลงฤดู

“จริง ๆ แล้ว ปลาไม่ได้หลงฤดู แต่มันหนีตาย เช่นเดียวกับคนที่ต้องอพยพโยกย้ายหลังจากที่มีวิกฤตทางธรรมชาติต่าง ๆ เมื่อน้ำแห้ง ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ปลาก็ต้องหนีตายไปตามน้ำ ลงน้ำลึก” อำนาจ กล่าวโต้แย้งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากผลกระทบด้านการประมงและการเกษตรแล้ว อำนาจยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบสืบเนื่องที่คาดไม่ถึงในแง่ของผลกระทบทางสังคม การลดลงอย่างมากของแม่น้ำโขงส่งผลให้ประชาชนสองฝั่งโขงไปมาหาสู่ได้ง่ายขึ้น แต่ก็ส่งผลให้การตรวจสอบการขนถ่ายสินค้าข้ามพรมแดนเป็นไปได้ยากขึ้น อันจะส่งผลให้การขนถ่ายสิ่งของผิดกฎหมายทำได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้

“ประชาชนจะหวังพึ่งแม่น้ำโขงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ทุกวันนี้ต้องปรับตัว ปัจจุบันชาวบ้านริมโขงเริ่มใช้พื้นที่ในวัดริมโขงเป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์ปลา ด้วยการสร้างเขตอภัยทาน มิเช่นนั้นปลาแม่น้ำโขงอาจสูญพันธุ์” อำนาจกล่าว ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะองค์ความรู้ที่ผ่านกาลเวลาและสั่งสมมาแต่บรรพบุรุษนั้นถูกกระแทกกระทั้นและสั่นคลอนจากอำนาจที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ นั่นคืออำนาจของรัฐและทุนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผ่านการควบคุมน้ำโดยนวัตกรรมยุคเก่าอย่างเขื่อน อันเป็นแนวคิดที่มองแม่น้ำเป็นเพียงท่อน้ำ ไม่ใช่แหล่งกำเนิดแห่งชีวิตของผู้คน

ผลกระทบอีกประการที่ไม่อาจมองข้าม คือ ผลกระทบด้านการขนส่ง จริงอยู่ที่ว่าการขนส่งระหว่างสองฝั่งไทย – ลาว หากเป็นการขนส่งเรือทางเรือขนาดเล็กที่ไม่ได้ขนของมาก และไม่ได้กินน้ำลึกมากนัก อาจไม่ได้รับผลกระทบ แต่การขนส่งขนาดใหญ่บรรทุกที่มีการบรรทุกของหนักไม่สามารถทำได้แน่นอน ดังนั้น จากที่ปกติต้องขนส่งด้วยเรือขนาดใหญ่ข้ามฝั่งไม่กี่รอบ กลายเป็นต้องเพิ่มรอบการขนส่งโดยใช้เรือขนาดเล็ก ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเสียต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มรอบการขนส่งมากขึ้น

ในด้านผลกระทบทางขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น อำนาจ กล่าวว่า ช่วงออกพรรษาจังหวัดนครพนม มักจะมีการแข่งขันเรือยาว แต่มาในปีนี้น้ำโขงลดระดับลงต่ำมากและเร็วกว่าปกติ ทำให้การแข่งขันเรือยาวไม่สามารถทำได้เช่นทุกปี แม้กระทั่งในช่วงซ้อมยังไม่สามารถกระทำได้ และแม้จะจัดแข่งไปก็จะไม่เกิดความยุติธรรม หากกระแสน้ำและระดับน้ำแต่ละที่ไม่สม่ำเสมอกัน พร้อมกันนั้นอำนาจยังได้กล่าวถึงความผีซ้ำด้ำพลอยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อแม่น้ำโขง จากการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้น

“เขื่อนไซยะบุรียังไม่แก้เลย รัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่าเขื่อนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงอย่างไร แต่วันที่ 24 ธันวาคมนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังจะทำประชาพิจารณ์เรื่องเขื่อนหลวงพระบางอีก” อำนาจ กล่าวย้ำให้เห็นถึงความละเลยต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นของหน่วยงานเกี่ยวข้อง ที่แม้จะเห็นปัญหาอยู่ตรงหน้า แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดเขื่อนอื่น ๆ บนแม่น้ำโขงสายหลักตามมา ผ่านกระบวนการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง หรือ PNPCA ซึ่งในปัจจุบันขั้นตอนนี้ถูกปฏิเสธจากภาคประชาสังคมและประชาชนริมโขงหลายภาคส่วนในไทย เนื่องจากมองว่ากระบวนการเป็นเพียงตรายางที่ประทับให้โครงการต่าง ๆ ยอมรับได้ แม้ว่าจะมีปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมายอย่างที่ปรากฏให้เห็น

IMG_0436

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา จากสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจว่าทางเครือข่ายแม่น้ำโขงพยายามส่งข้อมูลและร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด เกี่ยวกับข้อกังวลในเรื่องผลกระทบต่อแม่น้ำโขงจากการสร้างเขื่อน

อ้อมบุญ มีอาชีพเป็นแม่ค้าและเริ่มทำงานเคลื่อนไหวปกป้องแม่น้ำโขง หลังจากที่ตนเองสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยวและสภาพทางธรรมชาติของแม่น้ำโขง เธอกล่าวว่าปรากฏการณ์น้ำโขงท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในปีนี้ แต่เกิดขึ้นชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2556 แม้จะไม่แสดงอาการหนักเท่า แต่ในฐานะที่เป็นลูกแม่น้ำโขงเธอจับกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจน

“ในฐานะคนริมโขงที่ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ พวกเราต่อสู้กับโครงการเขื่อนมากว่าสิบปีแล้ว เคยเข้าร่วมเวทีของภาครัฐเกี่ยวกับเขื่อนไซยะบุรีมาตั้งแต่ปี 2553 ข้อกังวลในเรื่องผลกระทบต่าง ๆ ต่อระบบนิเวศวิทยา พันธุ์ปลา และเรื่องอื่น ๆ กว่าร้อยสองร้อยข้อ ภาครัฐไม่เคยตอบคำถามเหล่านี้ได้ อีกทั้งยังไม่มีวิธีแก้ไขปัญหาหรือทางออกใด ๆ ซึ่งนี่เป็นคำถามที่ไร้คำตอบ” อ้อมบุญ กล่าว

ณ วันนี้เห็นได้ชัดว่าความกังวลของชาวบ้านต่อผลกระทบของการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักในแทบทุกด้านนั้นได้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว มีเพียงน้ำโขงครามเท่านั้นที่เหนือความคาดหมายของพวกเขาและนั่นเป็นสัญญาณอันตรายที่แสดงให้เห็นว่านับจากนี้โขงจะยิ่งเจอวิกฤตที่หนักข้อขึ้น และในอนาคตผลกระทบต่าง ๆ ก็จะปรากฏขึ้นอีกมากมายมหาศาล หากเขื่อนหลวงพระบางถูกสร้าง ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนเปลือกโลก โดยในขณะนี้เขื่อนดังกล่าวอยู่ในกระบวนการ PNPCA

“จะต้องมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอย่างที่เกิดกับเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย ใช่ไหม จึงค่อยแก้ปัญหา…1,699 หมู่บ้าน 8 จังหวัดแม่น้ำโขง ไม่มีความหมายกับรัฐบาลหรืออย่างไร” อ้อมบุญ กล่าวทิ้งท้าย เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่มีการแก้ไขและไม่ถูกนำมาพิจารณาจากทั้งนักสร้างเขื่อนและภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

IMG_0413

มนตรี อุดมพงษ์ ผู้สื่อข่าวจากรายการข่าวสามมิติ กล่าวเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า

“โขงสีปูน มูนสีคราม ธรรมชาติเช่นนั้นเปลี่ยนไปแล้ว”  

มนตรี มีโอกาสได้ลงพื้นที่แม่น้ำโขงก่อนที่เขื่อนไซยะบุรีจะดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพานิชย์มาขายยังฝั่งไทยผ่านสายส่งกระแสไฟฟ้า ประมาณ 3-4 วัน เขาได้เห็นถึงปรากฏการณ์สองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันนั่นคือ ความแห้งแล้งที่มาก่อนกาล ซึ่งเผยให้เห็นแผลเป็นของแม่น้ำโขงที่ปรากฏผ่านเกาะแก่งและท้องน้ำปนทรายที่แผ่หลาอยู่กลางโขง กอปรกับน้ำโขงที่ขังอยู่ตามหลุมบ่อของแก่งต่าง ๆ ซึ่งมีความใสมาก และยังคงเหลือปลาและสัตว์น้ำที่หนีลงน้ำลึกไม่ทันในขณะที่น้ำลด ชาวบ้านจึงอาศัยจังหวะนี้ในการวางข่ายดักปลาตามบุ่งและหลุมบ่อต่าง ๆ เพื่อจับปลา ซึ่งแม้ชาวบ้านจะจับปลาได้มาก แต่นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดี

ไม่เพียงแต่แม่น้ำโขงสายหลักเท่านั้น แม่น้ำสาขา อันเปรียบเป็นมดลูกของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่ของปลาและเป็นแหล่งอนุบาลปลาขนาดเล็กนั้นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงสายหลัก ได้ฉุดกระชากให้แม่น้ำสาขาได้รับผลกระทบตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำเหือง แม่น้ำอู แม่น้ำอิง และแม่น้ำอื่น ๆ

 

จากผลกระทบของเขื่อนสู่การตามหาผู้รับผิดชอบ

ผู้เข้าร่วมเสวนาแต่ละคน ได้ชี้ให้เห็นถึงผู้ที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชาวบ้านริมโขงและต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงจากการสร้างเขื่อน

“หากถามว่าใครรับผิดชอบ ต้องดูว่าใครได้รับประโยชน์มากที่สุด ถ้าเทียบกับเรื่องยาเสพติด ไทยเป็นพ่อค้าใหญ่ แต่ลาวเป็นเพียงคนปลูกที่ป้อนผลผลิตให้กับพ่อค้าเท่านั้น ฉะนั้นผู้ได้รับผลประโยชน์มากสุดต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” ดร. ชวลิต ชี้ชัดให้เห็นว่าใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดของการซื้อขายไฟฟ้า จะพบว่าไทยถือเป็นผู้มีสัดส่วนการซื้อไฟฟ้าจากลาวมากที่สุด

ด้าน มนตรี จันทวงศ์ กล่าวลงรายละเอียดและชี้ให้เห็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้ชัดขึ้นว่า การสร้างเขื่อนนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่เกิดจากการทำสัญญาร่วมกันระหว่างผู้ผลิต คือ บริษัทสร้างเขื่อน และผู้รับซื้อไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพราะสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะกลายเป็นหลักประกันของบริษัทสร้างเขื่อนให้ธนาคารสามารถออกเงินกู้แก่บริษัทได้ ดังนั้น ธนาคารที่ให้กู้จึงมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย ฉะนั้นธนาคารในฐานะผู้ให้เงินกู้จึงไม่อาจปัดความรับผิดชอบนี้ได้ ซึ่งในกรณีเขื่อนไซยะบุรีนี้มีธนาคารไทยมากกว่า 6 ธนาคารที่ให้เงินกู้ยืม

นอกจากธนาคารแล้ว คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเองก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน ซึ่งในกรณีเขื่อนไซยะบุรีนั้น ทางบริษัทผู้สร้างเขื่อนเคยออกมาบอกว่าพวกเขาดำเนินการก่อสร้างเขื่อนตามแนวทางปฏิบัติว่าด้วยการสร้างเขื่อนที่ยั่งยืนของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ฉะนั้น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงก็ปัดความรับผิดชอบนี้ไม่ได้เช่นกัน

ซึ่งทั้งสองภาคส่วนนี้ยังคงเงียบเฉย และไม่ควรปัดไปให้กับทางรัฐบาลลาวรับผิดชอบเพียงอย่างเดียว ยิ่งไปกว่านั้นหน่วยงานที่มีต้องรับผิดชอบของในฐานะสำนักเลขาธิการ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงประจำประเทศไทยอย่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เองก็ปัดความรับผิดชอบนี้ไม่ได้ แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นจากเขื่อนไซยะบุรีนั้น ทางหน่วยงานดังกล่าวยังไม่มีปฏิกิริยาต่อปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด สทนช. ยังคงทำหน้าที่เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ที่รายงานระดับน้ำและการแจ้งเตือนการปล่อยน้ำจากจีนเท่านั้น ยังไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านี้

สำหรับอำนาจ ไตรจักร เขาต้องการให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ สทนช. แจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนในจีนให้ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น เพราะหากล่าช้าชาวบ้านและชาวประมงริมโขงจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำไม่ทันการณ์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อทั้ง

อ้อมบุญ ทิพย์สุนา กล่าวซ้ำทับว่า ตัวละครที่ต้องออกมารับผิดชอบมิได้มีเพียงที่กล่าวไป แต่ยังมีหน่วยงานที่สร้างสายส่งกระแสไฟฟ้าที่นำไฟฟ้าจากตัวเขื่อนมายังไทยเองก็ไม่สามารถไปพ้นจากความรับผิดชอบจากความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ พร้อมทั้งอ้างข้อตกลงแม่น้ำโขง ปี 2538 ว่า

“ในมาตรา 6 และมาตรา 7 ระบุไว้ชัดเจนว่าหากการสร้างเขื่อนเมื่อสร้างไปแล้วและเกิดผลกระทบผู้สร้างจะต้องรับผิดชอบ แต่ในปัจจุบันผู้สร้างไม่ได้ออกมารับผิดชอบอะไร แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงนี้ไม่มีผลด้านการบังคับใช้ให้ผู้กระทำผิดต้องแสดงความรับผิดชอบ”

มนตรี อุดมพงษ์ กล่าวว่าหากมองในมุมสื่อมวลชนแล้ว ต้องบอกว่าเข้าหาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเขื่อนและการจัดการน้ำในลุ่มน้ำโขงได้ค่อนข้างยาก ไม่แน่ใจว่าหน่วยงานภาครัฐให้ความจริงใจจริงจังกับเรื่องแม่น้ำโขงมากน้อยเพียงใด เพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากนัก หลายวันก่อนทาง สนทช. จัดงานเรื่องการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะในปัจจุบันภัยคุกคามต่อความสงบสุขและเสรีภาพของประชาชนไม่ใช่เรื่องการใช้กำลังอาวุธอีกต่อไป แต่สงครามในยุคใหม่ คือ สงครามแห่งการแย่งชิงและปิดกั้นการเข้าถึงทรัพยากร หรือการใช้ทรัพยากรเป็นเครื่องมือในการทำลายความมั่นคง โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหาร โดยในประเด็นแม่น้ำโขงนี้ หากทางการจีนต้องการกักน้ำโดยใช้เขื่อนแม่น้ำโขงตอนบนเป็นเครื่องมือ จะเกิดอะไรขึ้นในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในลุ่มน้ำโขง ทั้งต่อความสัมพันธ์กันเองและต่อความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าขบคิดอย่างจริงจังต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s