เรื่องและภาพ โดย
ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

ศูนย์ปฏิบัติการวิชาการ ถุงปุ๋ยชีวภาพ และกองขวดสารเคมีเกลื่อนกลาด ที่มีข้อความกำกับและอธิบายเป็นภาษาไทยนี้ข้ามเขตแดนไทยมาปรากฏอยู่บนพื้นที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ที่แต่เดิมเต็มไปด้วยอ้อยจำนวนมากมายมหาศาลกว่าเกือบ 20,000 เฮกตาร์ ในพื้นที่อำเภอสเรอัมเบล จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่สัมปทานเพื่อปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลของบริษัท เกาะกงการเกษตร จำกัด (Koh Kong Plantation Company Limited : KPT) และ บริษัท น้ำตาลเกาะกง จำกัด (Koh Kong Sugar Industry Company Limited : KSI) บริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ทุนน้ำตาลที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย ซึ่งเข้ามาปักหลักลงทุนในพื้นที่นี้ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท

IMG_1372

IMG_1378

แต่น่าแปลกที่สภาพของอาคารศูนย์ปฏิบัติการ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ เช่น อาคารสำนักงาน บ้านพักคนงาน หรือบ่ออาบน้ำ ดูราวกับว่ามันถูกทิ้งร้างมานาน และมีการทุบทำลายเกิดขึ้นอย่างขนานใหญ่ ไร้วี่แววการบูรณะเพื่อใช้งานต่อในอนาคต ประหนึ่งว่าจะไม่มีการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ในพื้นที่นี้มานานนับปีแล้ว

IMG_1293

IMG_1290

ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีมงาน The Mekong Butterfly ได้มีโอกาสเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว เพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการและสำรวจสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบให้เห็นกับตา สัมภาษณ์กับปาก ถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบ และชวนกันไล่เรียงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้ว จนถึงขณะนี้ที่ดูเหมือนว่าปัญหาที่ดินทำกิน การทำมาหากิน ตลอดจนความรับผิดชอบของบริษัทต่อสิ่งที่เกิดขึ้นยังคงเป็นปัญหาคาราคาซัง ไม่รู้จะไปจบที่ตรงไหน

ภาพที่เห็นตรงหน้าอาจไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของตัวอักษรและตัวเลขกำไรขาดทุนที่ปรากฏบนเว็บไซต์และรายงานประจำปีของบริษัทผู้ลงทุน จากการตรวจสอบรายงานประจำปี 2560 – 2562 ของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น พบว่าบริษัท KPT และ KSI ซึ่งเป็นบริษัทลูก มีรายได้รวมกันว่าในรอบสามปีประมาณ 809 ล้านบาท ยังคงดำเนินกิจกรรมในพื้นที่อยู่ ไม่มีการแจ้งปิดกิจการแต่อย่างใด เว็บไซต์ของทั้งสองบริษัทยังคงเข้าสืบค้นได้ตามปกติ

สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า สร้างความสับสนอลหม่าน ขัดแย้งกับข้อมูลตามรายงานประจำปีที่ถูกส่งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและปรากฏบนสื่อสาธารณะที่เปิดทางให้สาธารณะชนเข้าตรวจสอบได้อยู่

ชาวบ้านจากหมู่บ้านชุก (Chhouk) หมู่บ้านจีกา (Chikor) และหมู่บ้านตระเพียงกันดาล (Trapaing Kandal) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่สัมปทาน และตัวแทนขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่าง กัมพูชาที่เป็นธรรม (Equitable Cambodia) ช่วยไขความกระจ่างให้เราเพิ่มเติมว่า ทางบริษัทไม่ได้ดำเนินการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลมากว่า 2 ปี แล้ว เครื่องจักรทั้งหมดหยุดนิ่ง ไร่อ้อยที่ไม่มีอ้อย อยู่ในสภาพเช่นนี้มาอย่างยาวนาน

IMG_1240

เพื่อนร่วมทางของเราคนหนึ่งคาดว่าจะได้เห็นอ้อยจำนวนมหาศาลในพื้นที่ขนาดมหึมา ไร่อ้อยกว้างไกลสูดหูลูกตา แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นพื้นที่โล่งเตียน ที่ในบางส่วนยังพอเห็นซากอ้อยไหม้ที่เกิดจากการเผาอยู่บ้าง

ความย้อนแย้งระหว่างสิ่งที่ปรากฏในเอกสารและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องผลกำไรขาดทุนและการดำเนินการในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเด็นความรับผิดชอบและการที่ทางบริษัทถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนในพื้นที่ด้วย

ก่อนที่ไร่อ้อยจะเข้าแทนที่ ผืนดินนี้นี้เต็มไปด้วยผลผลิตทางการเกษตรหลากหลายชนิดของชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักสวนครัว เช่น แตงโม ข้าวโพด มันสำปะหลัง มะม่วง ข้าว และอื่น ๆ รวมทั้งการทำปศุสัตว์ พื้นที่นี้ถูกบุกเบิกอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ของชาวบ้านแต่ละครอบครัว รวมทั้งยังเป็นพื้นที่ส่วนรวมของชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างต่อเนื่องและสงบสุข แม้แต่ในยุคสมัยกัมพูชาประชาธิปไตยหรือยุคเขมรแดงครองอำนาจที่ปกครองกัมพูชาอยู่สามปีกว่า ในช่วงระหว่างปี 2518 – 2522 ซึ่งมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชากว่าค่อนประเทศ สร้างความเสียหายในการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเศรษฐกิจอย่างมาก และทรัพย์สินของปัจเจกตกเป็นของรัฐ แต่ชาวบ้านที่นี่ยังคงสร้างผลผลิตอยู่ในที่ดินของตน ไม่ได้ถูกโยกย้าย หรือถูกส่งไปใช้แรงงานในคอมมูนอื่น เพียงแต่พวกเขาต้องส่งผลผลิตให้รัฐเท่านั้น

หลังยุคเขมรแดงและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลกที่ฝ่ายโลกเสรีมีชัยเหนือฝ่ายคอมมิวนิสต์ กัมพูชาเองมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่รัฐที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในเชิงรูปแบบ มีการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานของสหประชาชาติอย่างองค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา (United Nations Transitional Authority in Cambodia: UNTAC) การเข้ามาขององค์กรโลกบาลต่าง ๆ ได้ส่งผลให้กัมพูชาเปิดตัวเองสู่ประชาคมโลก น้อมรับนโยบายทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม และมีกฎหมายที่ก้าวหน้าหลายฉบับ หนึ่งในนั้น คือ กฎหมายที่ดินกัมพูชา (Land Law 2001) ที่กำหนดให้บุคคลใดบุคคลที่ครอบครองที่ดินซึ่งไม่ใช่ที่ดินสาธารณะของรัฐอย่างเปิดเผยและปราศจากข้อโต้แย้งเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี อาจได้รับเอกสารสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเด็ดขาดได้

แต่พอรัฐบาลกัมพูชาออกกฎหมายสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2548 (Sub – decree on Economic Land Concessions) หน้าที่ของรัฐที่ควรจะปกป้องประชาชน ประกันสิทธิเสรีภาพและกรรมสิทธิ์ของชาวบ้านและชุมชน ก็กลับส่งผลให้ชาวบ้านต้องประสบกับการรุกไล่ที่ดิน เอาที่ของชาวบ้านที่รัฐอ้างอภิสิทธิ์ของตนตามกฎหมายมายกให้กับกลุ่มทุนต่างชาติ ทั้งที่ความจริงในอีกด้านหนึ่งกฎหมายนี้ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษต่อนายทุนที่จะได้ผืนดินไปประกอบกิจการเท่านั้น แต่ยังระบุไว้ด้วยว่าการอนุมัติสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจแก่บุคคลหรือนิติบุคคลใดนั้น ที่ดินที่จะสามารถถูกนำมาให้สัมปทานได้จะต้องเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่มีการใช้อยู่ก่อน แต่ทั้งสามชุมชนเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่เข้ามาตั้งรกรากมาช้านานอย่างต่ำ 70 ปี โดยดำรงชีพด้วยการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติเนื่องจากเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เป็นพื้นที่ที่ถูกจัดสรรตามนโยบายการใช้ที่ดินอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Land Use Planning – PLUP) ตามกฎหมายแล้วชาวบ้านที่นี่จึงอยู่อาศัยในที่ดินของตนมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี โดยไม่มีข้อทักท้วง และเป็นการครอบครองอย่างเปิดเผย สงบ เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ พื้นที่ที่บริษัทได้รับสัมปทานจึงไม่ใช่ดินว่างเปล่าไม่มีเจ้าของแต่อย่างใด ตามกฎหมายที่ดินของกัมพูชา ดังนั้นชาวบ้านจึงมีสิทธิ์ครอบครองและมีคุณสมบัติในการขอรับโฉนดที่ดินและมูลค่าตลาดสำหรับที่ดินในกรณีที่มีการเวนคืน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะระบุไว้เช่นนั้น และแม้ว่าชาวบ้านเองก็ได้รับใบอนุญาตใช้ที่ดินหรือที่เรียกว่า “ใบเหยียบย่ำ” จากรัฐก็ตาม ในทางปฏิบัติและความเป็นจริงกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม พื้นที่ของชาวบ้านถูกมองจากรัฐและทุนว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม รกร้างว่างเปล่า ไม่สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นพื้นที่ทุรกันดาร การเข้ามาของทุนน้ำตาลจึงเป็นการนำความเจริญมาให้ และจะสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านที่นี่

ชาวบ้านจึงถูกแปลงสภาพจากเกษตรกรผู้หาเลี้ยงชีพจากผลผลิตที่พวกเขาเองเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต กลายมาเป็นแรงงานภาคการเกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตของนายทุน ชาวบ้านกลายเป็นแรงงานในที่ดินของตัวเอง ภายใต้บริษัท KPT และ KSI ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนกันระหว่างนายทุนไทย นายทุนไต้หวัน (ในนามของบริษัท Ve Wong Corporation) และนายทุนและเจ้าพ่อท้องถิ่น ที่มีสัดส่วนการลงทุนเริ่มต้นที่ร้อยละ 50, ร้อยละ 30 และร้อยละ 20 ตามลำดับ และในเวลาต่อมาลี ยง พัท ได้ขายหุ้นให้กับบริษัท น้ำตาลขอนแก่น โดยมีระยะเวลาสัญญาสัมปทานอายุยาวนานกว่า 90 ปี

นี่ไม่ต่างอะไรกับการค้าอธิปไตยบนผืนดินของประเทศและประชาชนตัวเอง โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มานานนับชั่วอายุคน

“พอที่ดินถูกยึด พวกเราอยู่กันอย่างยากลำบาก ชาวบ้านหลายคนแทบไม่มีรายได้ ฉันเองและเพื่อนบ้านหลายคนไม่มีทางเลือกต้องไปรับจ้างเป็นคนงานไร่อ้อย ได้ค่าจ้างเพียงวันละ 70 – 80 บาท เพื่อใช้ประทังชีวิตในครอบครัว บางคนรายจ่ายไม่เพียงพอ ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ เป็นหนี้เป็นสิน นี่หรือคือความเจริญที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความยากจน” หญิงวัยกลางคน สมาชิกหมู่บ้านชุก กล่าวกับเราอย่างออกรสท่ามกลางบริเวณเพิงพักกลางไร่พืชผักสวนครัวที่เคยเป็นพื้นที่ไร่อ้อย

IMG_1266

เธอและเพื่อนย้อนความหลังให้เราฟังว่าก่อนหน้าที่ทุนต่างชาติจะปักธงชัยชนะของพวกเขาด้วยอ้อยและโรงงานน้ำตาล ชาวบ้านบางรายได้รายได้จากการทำเกษตรที่ค้าขายกันในชุมชนและส่งออกนอกชุมชนกว่าพันเหรียญต่อปี หรือตกเดือนละประมาณ 83 เหรียญ ซึ่งมากกว่ารายได้ในฐานะแรงงานของบริษัท

การเคลียร์พื้นที่เพื่อตระเตรียมแปลงปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ แน่ ๆ หากไม่มีการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่รัฐ นายทุนท้องถิ่น และเจ้าพ่อเกาะกงอย่างลี ยง พัท สมาชิกวุฒิสภาคนสนิทจากพรรคประชาชนกัมพูชาและที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของสมเด็จฮุน เซน  นายกรัฐมนตรี

ที่จริงแล้ว พื้นที่สัมปทานของบริษัทน้ำตาลดังกล่าวนั้นเคยเป็นพื้นที่ของธุรกิจ duty free shop และ  Koh Kong International Resort Club ที่มีลี ยง พัท เป็นเจ้าของธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว โดยมีพื้นที่บริษัทละ 10,000 เฮกตาร์ แบบพอดิบพอดี การเปลี่ยนจากธุรกิจสินค้าและรีสอร์ทของเขามาเป็นการร่วมทุนในธุรกิจน้ำตาลจึงทำได้โดยง่ายในเชิงเอกสาร แต่ที่ลี ยง พัท ต้องจัดการคือกรุยทางให้กับบริษัทเข้ามาปักหลัก โดยการเอาชาวบ้านออกจากพื้นที่ ยึดครองผืนดินของชุมชนไปเป็นของตนในนามของรัฐ

เตง กาว หนึ่งในผู้นำของหมู่บ้านและผู้นำการต่อสู้ของชุมชนผู้ได้รับผลกระทบกว่า 400 ครัวเรือน กล่าวว่า หลังจากเขาและชาวบ้านคนอื่น ๆ ถูกยึดที่ดินไปเมื่อ 12 ปีก่อน รวมแล้วกว่า 5,000 เฮกตาร์ พวกเขาพยายามเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากทางบริษัทและรัฐบาล เนื่องด้วยการดำเนินโครงการนี้มีความไม่ชอบมาพากล ไม่โปร่งใส และไม่สนใจชาวบ้านเลยตั้งแต่ต้น ทั้งที่ชาวบ้านเองเป็นผู้อยู่อาศัยและเป็นเจ้าของที่ดินที่มีประวัติศาสตร์การทำกินมาหลายสิบปี ทางบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ไม่มีเวทีปรึกษาหารือหรือขอความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ทั้งยังมีการทำร้ายร่างกาย กำจัดพืชผล และฆ่าสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน หนำซ้ำขณะที่มีการดำเนินการปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาล กิจกรรมของธุรกิจน้ำตาลยังส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งน้ำอย่างมาก

IMG_1234

“หากจะทำการเกษตรอย่างอื่น พื้นที่หลายแห่งไม่สามารถเพาะปลูกได้เต็มที่ เพราะแหล่งน้ำลำห้วยและลำธารหลายสายถูกอ้อยทับถม สารเคมีที่ปนไปกับอ้อยรั่วไหลลงบึงหรือคลองที่เหลืออยู่ทำให้สัตว์น้ำพวกปลาหรือแม้กระทั่งเป็ด ไก่ วัว ก็ไม่กล้ากินน้ำ น้ำมีกลิ่นเหม็น บางแห่งแทบไม่มีปลาเลย คนก็พลอยไม่กล้ากินไปด้วย” เตง กาว กล่าว

ด้วยหมดหนทางการทำมาหากิน ที่ดินถูกยึดอย่างไร้ความปราณีจากรัฐและทุน ชาวบ้านกว่า 200 ครอบครัวจึงรวมตัวกันส่งเสียงและข้อเรียกร้องของพวกเขาที่ให้มีการคืนที่ดินทำกินและการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ออกไปไกลจากนอกหมู่บ้านของตัวเอง และเคลื่อนไหวหลายระดับ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยใช้วิธีการตรวจสอบไล่เรียงตามห่วงโซ่อุปทานหรือเส้นทางการเดินทางของน้ำตาลที่ผลิตได้ ว่ากระบวนการทั้งหมดไปเกาะเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มใดบ้าง

เมื่อรู้ถึงการเดินทางของน้ำตาลในห่วงโซ่การผลิตและการบริโภคแล้ว ชาวบ้านจึงใช้วิธีการต่อสู้ที่หลากหลายทั้งการฟ้องร้องคดีความ การเดินเท้าเข้าสู่เมืองเพื่อบอกปัญหาของพวกเขาให้รัฐส่วนกลางเร่งแก้ปัญหา ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศต้นทางของทุนน้ำตาลชื่อดัง ให้ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ตลอดจนส่งเสียงดังไปไกลถึงสหภาพยุโรป และประเทศเมืองผู้ดีอย่างอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาที่เป็นปลายทางของน้ำตาลที่ผลิตได้จากเกาะกง กอปรกับมีการตรวจสอบของคณะผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติในกัมพูชา และการตรวจสอบจากธุรกิจน้ำตาลเกาะกงของตัวแทนจากสหภาพยุโรป

ดูเหมือนการต่อสู้ของพวกเขาจะได้ผลไม่มากก็น้อย แม้ว่าศาลในกัมพูชาจะยกคำฟ้องและให้เหตุผลว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาล แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กลับปรากฏให้เห็นบ้างในพื้นที่นอกประเทศ หลังจากที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทยได้ดำเนินการตรวจสอบพบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจริง และมีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีไทยให้บริษัทผู้ลงทุนชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่สูญเสียไป และเสนอให้คณะรัฐมนตรีจัดตั้งกลไกกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของไทย พร้อมกับที่ทางคณะผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติก็ยืนยันว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นประกอบกับการฟ้องศาลในกรุงลอนดอนและการร้องเรียนต่อ Bongsucro หรือ โครงการริเริ่มว่าด้วยอุตสาหกรรมน้ำตาลที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืนว่าบริษัท Tate & Lyle Sugar ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งและเป็นสมาชิก Bongsucro ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับซื้อน้ำตาลเลือดจากเกาะกง ที่ผลผลิตของน้ำตาลนั้นได้มาจากหยาดน้ำตาและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่  และนอกจากนี้ชาวบ้านและองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องยังมีการร้องเรียนต่อไปยัง National Contact Point หรือ NCP ซึ่งเป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนของกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ของสหรัฐอเมริกา หลังจากที่บริษัท American Sugar Refining เข้าซื้อกิจการของบริษัทค้าน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ความหวานอื่น ๆ แห่งเมืองผู้ดี

แน่นอนว่าเรื่องนี้ดังไกลไปทั่วโลก ส่งผลให้สหภาพยุโรปขู่ตัดตัดสิทธิพิเศษทางการค้าต่อกัมพูชาหลายครั้ง ด้วยเหตุผลการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในปัญหาที่ดินบวกกับปัญหาการเมือง โดยเฉพาะการกลั่นแกล้งพรรคฝ่ายค้านและการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนในช่วงที่มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2561 และในท้ายที่สุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 คณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปก็แจ้งคำเตือนครั้งสุดท้ายว่าจะทำการตัดสิทธิพิเศษทางการค้าในมาตรการ “ทุกอย่างยกเว้นอาวุธ” (Everything But Arms: EBA) ที่เอื้อประโยชน์ให้สินค้าต่าง ๆ เช่น สิ่งทอ รองเท้า น้ำตาล ยกเว้นอาวุธ จากประเทศยากจนที่สุดบางประเทศที่ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปไม่ต้องจ่ายภาษี การันตีผลกำไรได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มาตรการนี้เองที่ดึงดูดให้ทุนน้ำตาลไทยหลั่งไหลเข้ามาตั้งอาณานิคมการค้าของตนในประเทศเพื่อนบ้าน

จนในอีกหนึ่งปีถัดมา ไม่ขาดไม่เกิน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 EU ก็ประกาศตัดสิทธิทางภาษีต่อกัมพูชาไปเป็นที่เรียบร้อย จริงอยู่ที่ว่ากัมพูชายังสามารถส่งออกสินค้าไปขายยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้เช่นเดิม แต่อัตราภาษีปกติที่ต้องจ่ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมากว่าสองทศวรรษก็ส่งผลต่อสินค้า 1 ใน 5 ของการส่งออกประจำปีของกัมพูชาไปยังสหภาพยุโรป คิดเป็นตัวเลขประมาณ 1 พันล้านยูโร หรือ 3.4 หมื่นล้านบาท มีการประมาณการณ์กันว่าภาษีที่เพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 12% โดยเฉพาะสินค้าจำพวกเสื้อผ้า รองเท้า และน้ำตาล นั้น  หากคำนวณเป็นตัวเลขคร่าวๆ จะตกราว 120 ล้านยูโร หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ที่สินค้ากัมพูชาจะต้องจ่ายภาษี ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมของกัมพูชาที่ผูกโยงอยู่กับการลงทุนของต่างชาติและการลงทุนโดยทั่วไปภายในประเทศที่สร้างกำไรจากสินค้าส่งออก

ถึงกระนั้น สมเด็จฮุน เซน เองก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจการลงดาบของคู่ค้ารายใหญ่ที่ให้สิทธิพิเศษนี้มากว่า 20 ปี แต่อย่างใด เพราะในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา กัมพูชามีคู่ค้าใหม่ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกรองรับสินค้าส่งออกของกัมพูชาอยู่ นั่นคือ พี่ใหญ่แห่งภูมิภาคแม่น้ำโขงอย่างจีน

หากย้อนกลับไปพิจารณาแนวทางจริยธรรมในการประกอบธุรกิจและคำชี้แจงด้วยวาจาที่ให้ไว้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จะพบว่าบริษัทมีนโยบายอนุรักษ์ธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงคำนึงถึงชุมชนท้องถิ่นเป็นสำคัญ เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน แต่ในทางกลับกันก็ปฏิเสธต่อการกระทำที่รุนแรง ฉ้อฉล ของเจ้าหน้าที่รัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจะมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในกัมพูชา แต่บริษัทก็ควรจะหาวิธีการที่เป็นธรรมและถูกต้องในการประกอบธุรกิจ หรือแสดงความไม่เห็นด้วยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่มีผลเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตนดำเนินไปได้ และหากยึดมั่นตามจริยธรรมและนโยบายการประกอบธุรกิจของตัวเองจริง ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมและควรถอนตัวจากการดำเนินธุรกิจในพื้นที่ หรือปรับเปลี่ยนมาตรฐานการลงทุนให้ดีขึ้น

ย้อนกลับไปที่ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทยที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าให้ทางบริษัทชดเชยเยียวยาความเสียหาย คืนที่ดินให้กับชาวบ้าน และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสียหายอันเป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท แต่ก็ดูเหมือนว่าในปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมจากทางบริษัทให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องด้วยว่าข้อเสนอแนะนั้น แม้มีมติคณะรัฐมนตรีรับรองในชั้นต่อมา ก็ไม่มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมายและไม่มีบทลงโทษต่อทุนไทยที่ไปกระทำการละเมิดนอกประเทศ จากประเทศต้นทางเอง

แม้ว่าในภายหลังคณะรัฐมนตรีไทยจะมีมติให้มีการจัดตั้งกลไกการกำกับดูแลการลงทุนของไทยในต่างประเทศ โดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ที่ประกอบไปด้วยสามเสาหลัก ได้แก่ คุ้มครอง เคารพ และเยียวยา มาปรับใช้ จนพัฒนาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาหนึ่งฉบับ นั่นคือ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน หรือเรียกย่อ ๆ ว่า NAP (National Action Plan on Business and Human Rights) ซึ่งในเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมาก็ได้มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ โดยแผนนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ระหว่างปี 2562 – 2566 ซึ่งมีประเด็นเร่งด่วนสี่หัวข้อหลัก ได้แก่ 1) แรงงาน 2) ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และชุมชน 3) นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ4) การลงทุนของบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงการลงทุนของธุรกิจไทยในต่างประเทศด้วย แต่ถึงกระนั้นการดำเนินการนำแผนฯ ไปใช้ก็ผ่านมาได้หนึ่งปีแล้ว และเมื่อพิจารณาจากแผนฯ ก็พบว่า Action Plan ก็อาจทำไม่ได้จริงสำหรับในปีนี้ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดตั้งกลไกหรือหน่วยงานที่ชัดเจนที่มีอำนาจกำกับ ดูแล หรือแม้กระทั่งให้คำแนะนำต่อทุนไทยในต่างประเทศให้สามารถดำเนินการหรือประกอบธุรกิจอย่างเคารพสิทธิมนุษยชนได้ และโดยเฉพาะในกรณีนี้ของน้ำตาลเกาะกงนี้เอง ภาครัฐก็ดูจะเงียบไปเฉยๆ อย่างน้อยต้องมีการออกคำสั่งหรือบังคับให้ทางผู้ลงทุนดำเนินการชดเชยเยียวยาบ้างไม่มากก็น้อย

IMG_1246

การต่อสู้ของชาวบ้านที่ยาวนานนับทศวรรษ ส่งผลให้ในปัจจุบันพวกเขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น ได้รับที่ดินคืนเพื่อบุกเบิกเริ่มต้นชีวิตใหม่ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดที่สูญเสียไป ชาวบ้านหลายคนได้กลับมาเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในพื้นที่ของตน และริเริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า ซึ่งนี่เป็นวิถีการผลิตทางการเกษตรที่พวกเขาต่างมีองค์ความรู้เดิมอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ไม่หยุดเพียงแค่นั้น หลายคนเรียนรู้เพิ่มเติมจากเครือข่ายเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์จากประเทศไทย แม้ว่าจะได้ผืนดินคืนมาบ้าง แต่แน่นอนว่าพวกเขายังต้องสู้ต่อไป ท่ามกลางอนาคตที่ไม่แน่นอน แม้นายทุนไทยจะถอนอาณานิคมของตัวเองออกไปจากพื้นที่แล้ว แต่ความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่ยังไม่เกิดขึ้น

IMG_1391

ศูนย์ปฏิบัติการวิชาการ โรงงานร้าง และกองสารเคมี จึงไม่ใช่เพียงเศษซากของเหลือใช้ที่กำจัดไปไม่หมด แต่มันยังเป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบที่ยังไม่เกิดขึ้น นั่นคือการชะล้างสิ่งสกปรกของการลงทุนและการประกอบธุรกิจออกไปจากพื้นที่ที่ชีวิตของชาวบ้านในสเรอัมเบลทั้งสามหมู่บ้านยังคงต้องอยู่กับภาพจำในอดีตที่โหดร้าย และในอีกด้านพวกเขาก็ต้องหาหนทางดำเนินชีวิตของพวกเขาเองอย่างมีความหวัง ทวงคืนความเป็นธรรมและสร้างความรับผิดชอบของบริษัทให้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่าพลังของชุมชนเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ การกำกับดูแลและการสร้างความรับผิดชอบของบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดที่เกิดขึ้นจะต้องสร้างได้จริงด้วย “ขยะ” ที่ติดค้างอยู่ในเกาะกงจะต้องถูกเก็บกวดในอนาคต

IMG_1327

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงพื้นที่ทำข่าว

สนับสนุนโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s