ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งเป็นบริษัทของนักธุรกิจไทยที่เข้าไปดำเนินกิจการเหมืองแร่ดีบุกเฮงดา ตั้งแต่ปี 2542 แพ้คดีในศาลชั้นต้นเมืองทวาย ต่อนาย ซอ ดา เชว (Saw Dah Shwe) ชาวบ้านหมู่บ้านกะบันเชาว์ (Kin Baung Chaung)ซึ่งได้ฟ้องร้องคดีต่อศาลเมืองทวายว่า ในปี 2556 เขาได้รับผลกระทบจากการที่เหมืองเฮงดา เหมืองแร่ดีบุกซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้านและพื้นที่สวนของเขานั้นปล่อยน้ำเสียและกากตะกอนหางแร่จากการทำเหมืองแบบเปิดของบริษัท ลงมาตามลำน้ำ ทำให้ ต้นไม้และพันธุ์พืชของเขาเสียหายอย่างมาก โดยศาลมีคำตัดสินให้ทางบริษัทชดใช้ค่าเสียหายต่อนายซอ ดา เชว จำนวน จ่ายค่าชดเชยเป็นเงินจำนวน 114,800,000 จั๊ต (หรือราว 2,400,000 บาท)

ความสำเร็จ (แม้จะในระดับศาลชั้นต้น) ในการชนะคดีของนายซอ ดา เชว ในครั้งนี้ นำมาซึ่งการขบคิดถึงการต่อสู้ในกระบวนการทางกฎหมายของประชาชนในประเทศเมียนมา ต่อการถูกละเมิดโดยบริษัทจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศและสร้างความเสียหายในทางทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อม

The Mekong Butterfly และเสมสิกขาลัย ได้มีโอกาสนทนาและถอดบทเรียนการต่อสู้ทางคดีในกรณีเหมืองเฮงดาต่อทนายซอว์ (นามสมมติ) และตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการฟ้องร้องคดีต่อศาลให้กับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของบริษัท เพื่อชวนกันทบทวนและถอดบทเรียนการต่อสู้ของชุมชนผ่านช่องทางการต่อสู้ของชุมชนภายใต้กระบวนการยุติธรรมแบบแกะกันทีละเปลาะ โดยเฉพาะกลยุทธในการฟ้องร้องคดี การเฟ้นหาประเด็นฟ้องร้องที่เฉียบคม ตรงจุด และการเก็บข้อมูลและรวบรวมหลักฐานที่ยุ่งยากและแม่นยำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นช่องโหว่ของกฎหมายและลำดับขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียกคืนความเป็นธรรมและการผลักดันประเด็นปัญหาให้มีการแก้ไขในเชิงนโยบายด้วย

82063448_2784618148263865_4212362048262111232_n
นายซอ ดา เชว ผู้ได้รับผลกระทบและโจทก์ผู้ฟ้องร้องค่าเสียหายจากบริษัท เมียนมา พงษ์พิพัทธ์

 

เหตุแห่งคดีความ

เหตุการณ์บ่อกักเก็บหางแร่ของเหมืองเฮงดารั่วไหลและกั้นทางน้ำของแม่น้ำเมียวพิว เริ่มขึ้นเมื่อปี 2556 หมู่บ้านกะบันเชาว์เองซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกัน การรั่วไหลของบ่อกักเก็บหางแร่ส่งผลให้ตะกอนหางแร่ที่ถูกกักเก็บไว้ไหลมากับน้ำและส่งผลกระทบพันธุ์พืชอันเป็นแหล่งอาหารและแหล่งสร้างรายได้ของครอบครัวของของนาย ซอ ดา เชว และเพื่อนบ้านอีก 4 ราย

 

การดำเนินการก่อนฟ้อง และการเตรียมการในคดี

ในปี 2557 ทางองค์กรภาคประชาสังคมที่ให้ความช่วยเหลือและ นาย Saw Dah Shwe และผู้ได้รับผลกระทบอีก 4 รายได้ทำการเก็บข้อมูลต้นไม้และพืชผลที่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินการของเหมืองรวมทั้งเอกสารและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยจัดทำขึ้นเมื่อ 14 สิงหาคม  เพื่อเตรียมฟ้องร้องต่อบริษัทเหมืองแร่ไทย เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ในปีเดียวกันนี้ ทางองค์กรเพื่อนแท้ ได้ยื่นจดหมายแจ้งเตือน  (notice) ครั้งแรกไปยังบริษัทฯ เกี่ยวกับการดำเนินการของเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านด้วยแล้ว และเสนอให้ทางบริษัทรับผิดชอบ แต่ทางบริษัทกลับนิ่งเฉย ไม่มีการตอบกลับแต่อย่างใด

แม้ในช่วงเริ่มแรกของการต่อสู้คดีจะมีผู้ฟ้องทั้งสิ้น 5 ราย แต่ในท้ายที่สุด  ผู้ฟ้องในคดีนี้ก็เหลือเพียง ซอ ดา เชว ที่ยังต่อสู้คดีจนถึงที่สุด ผู้ฟ้องอีก 4 ราย ถอนตัวไปเนื่องจากเหตุผลที่แตกต่างกัน ผู้ฟ้อง 2 ราย เป็นคนงานในเหมือง แม้ว่าพืชผลของพวกเขาจะได้รับผลกระทบ แต่ด้วยสถานะที่ทับซ้อนกันระหว่างการเป็นแรงงานในเหมืองและการเป็นเจ้าของพืชผลที่ได้รับความเสียหาย พวกเขาอาจจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในห้วงยามที่ขณะนั้นไม่มีอะไรมายืนยันได้ว่าพวกเขาจะชนะคดีความและได้รับความเป็นธรรมจากศาล สถานะความเป็นแรงงานในเหมืองอาจแน่นอนกว่า และยังคงสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ เมื่อเทียบกับต้นไม้และพืชผลที่สูญเสียไปแล้ว พวกเขาจึงเกรงว่าจะตกงาน จึงได้ถอนตัวไปในที่สุด  นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมผู้ร่วมฟ้องบางรายมีอาการทางจิตเภทระหว่างการเก็บข้อมูลความเสียหายและดำเนินการฟ้องร้องคดี จนไม่สามารถต่อสู้คดีต่อได้จึงส่งผลให้ต้องอนตัวออกไปในที่สุดเช่นกัน

แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อนและยุ่งยาก ตัวอย่างเช่น ในการเดินทางเพื่อไปให้การต่อศาล ชาวบ้านต้องเดินทางไปให้การต่อศาลอย่างน้อยเดือนละ 3 ครั้ง ซึ่งเป็นความเหนื่อยยากต่อชาวบ้านอย่างยิ่ง โดยในการเดินทางแต่ละครั้งมีต้นทุนค่าเสียโอกาสที่พวกเขาต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การสูญเสียเวลาในกระบวนการพิสูจน์และเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อให้ข้อฟ้องร้องของตนเองมีน้ำหนักและใช้ต่อสู้ในชั้นศาล ซึ่งแน่นอนว่าเวลาที่ทุ่มไปกับการต่อสู้คดีเหล่านี้ต้องสูญเสียเวลาในการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัวด้วย

4 กันยายน 2558 ทางองค์กรภาคประชาสังคม และทนายซอว์ ได้ยื่นจดหมายแจ้งเตือน  ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการยกเลิกจดหมายแจ้งเตือนครั้งแรกและตามด้วยการแจ้งละเมิดไปยังบริษัทฯ โดยในจดหมายระบุให้ทางบริษัทจ่ายค่าเสียหาย หากไม่ทำตามจะฟ้องดำเนินการฟ้องร้องคดีต่อศาล แต่บริษัทยังคงนิ่งเฉย อย่างไรก็ตาม นอกจากการยื่นจดหมายแจ้งเตือนไปยังบริษัทแล้ว  ทางทีมทนายยังได้ส่งข้อมูล เอกสาร และภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในระดับภูมิภาค และองค์กรภาคประชาสังคมต่าง ๆ ด้วย ก่อนที่จะมีการฟ้องคดีด้วย เพื่อชี้ให้ทางภาคส่วนราชการและองค์รภาคประชาสังคมเห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ และเป็นการสร้างน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับหลักฐานในทางอ้อม

DSCN6008

 

การฟ้องคดี ประเด็นฟ้องร้อง และการกลยุทธการต่อสู้เชิงคดี

วันที่ 28 กันยายน 2558 ทางองค์กรภาคประชาสังคม และทีมทนาย ได้ยื่นฟ้องร้องคดีละเมิดต่อบริษัท โดยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นในระดับเขต (District Court) ซึ่งเป็นการพิจารณาตามจำนวนค่าชดเชยที่เรียกร้องไปซึ่งการฟ้องร้องในคดีนี้เกิดขึ้นก่อนการฟ้องในคดีที่ชาวบ้านเมียวพิวหลายสิบรายฟ้องต่อศาลให้ทางบริษัท เมียนมา พงษ์พิพัทธ์ จ่ายค่าชดเชยความเสียหายต่อทรัพย์สินและพันธุ์พืชเช่นเดียวกัน และให้มีการฟื้นฟูแหล่งน้ำและสภาพแวดล้อม คดีนี้สู้กันไปถึงชั้นศาลอุทธรณ์ แต่ศาลก็มีคำตัดสินพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง เนื่องจากหมดอายุความ

ในการต่อสู้ทางกฎหมายและเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านกระบวนการทางศาลนั้น เป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนและต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะในการตั้งประเด็นการฟ้องร้อง สำหรับคดีนี้ประเด็นที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบและทีมทนายใช้ต่อสู้ในคดีเพื่อยื่นฟ้องบริษัทต่อศาล คือ การที่บ่อกักเก็บหางแร่ของบริษัทสิบแห่งรั่วไหล ส่งผลให้เกิดการทำลายแหล่งน้ำและสร้างความเสียหายต่อต้นไม้และพันธุ์พืชของชาวบ้าน ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2556 โดยเป็นการฟ้องเรียกค่าชดเชยความเสียหายโดยอ้างกฎหมายละเมิด (Tort Law) เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัทในจำนวน 1,148 laks (1 laks = 100,000 จั๊ต) การเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวนั้น อ้างอิงอัตราค่าชดเชยที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการถนนเชื่อมต่อโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (ซึ่งในขณะนี้ปัญหาการจ่ายค่าชดเชยแก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบก็ยังไม่แล้วเสร็จและมีหลายรายยังไม่ได้รับค่าชดเชยแต่อย่างใด)

ในการต่อสู้คดีนี้ทางทีมทนายกล่าวว่าต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการหมดอายุความ (ดังที่เกิดขึ้นกับคดีชาวบ้านเมียวพิวฟ้องบริษัทเดียวกัน) ซึ่งในคดีลักษณะนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งนั้นจะมีอายุความ 3 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้น โดยคดีนี้ยังอยู่ในช่วงอายุความที่สามารถฟ้องร้องได้ ซึ่งนี่เป็นข้อจำกัดตามรัฐบัญญัติข้อจำกัดอายุความ (Limitation Act) ตามมาตรา 22 และ 23  ทางทนายยังเสริมอีกว่า แม้จะมีการฟ้องร้องคดีภายหลังจากหมดอายุความก็อาจอ้างได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหมืองนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่ผลกระทบยังคงสืบเนื่องมาโดยตลอด จนทุกวันนี้ก็ยังสร้างผลกระทบต่อเนื่อง (ongoing harm)

การฟ้องร้องคดีในครั้งนี้ทางทีมทนายอ้างเพียงกฎหมายภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งคือ กฎหมายละเมิด (Tort Law) และใช้กฎหมายเหมืองแร่ (Mining Law) เป็นส่วนประกอบของคดีไม่มีการอ้างกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด สืบเนื่องจากประเด็นที่ใช้สู้ ทางทนายซอว์กล่าวว่าเหตุที่ใช้ประเด็นบ่อกักเก็บหางแร่รั่วไหล ก็เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าทางบริษัทรับรู้ถึงการสร้างบ่อกักเก็บแร่ว่าจะมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำและพันธุ์พืช และปิดกั้นทางเดินน้ำของชุมชนอยู่ก่อนแล้ว

“เอกสารรายงานเหมืองเฮงดา เมื่อปี 2556 ที่ทางบริษัทรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดว่าทางวิศวกรของบริษัทฯ เป็นผู้ลงนามรับรองการทำบ่อกักเก็บแร่ที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ อย่างไรก็ตาม การสร้างบ่อกักเก็บแร่ที่ปิดกั้นทางน้ำต้องได้รับอนุญาตจากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อน โดยในกรณีนี้ทางบริษัท ไม่มีใบอนุญาตจากทางกรมเหมืองแร่ โดยกรมเหมืองแร่ไม่เคยได้รับการขออนุญาตจากทางบริษัทผู้ดำเนินการเหมืองเฮงดาแต่อย่างใด ในระหว่างการต่อสู้คดี ทางทนายของบริษัทพยายามปฏิเสธว่าบริษัทไม่ได้ทำบ่อกักเก็บแร่รั่วไหลและปิดกั้นทางน้ำ แต่ทางเรามีหลักฐานชัดเจนจากที่ชาวบ้านได้รวบรวมหลักฐานไว้” ทนายผู้ชำนาญการกล่าว

 

คำพิพากษาที่เป็นไปตามความคาดหวัง

อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้น คดีนี้สิ้นสุดในระดับศาลชั้นต้นแล้วเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 โดยที่ศาลตัดสินให้ทางบริษัท เมียนมา พงษ์พิพัทธ์ จ่ายค่าชดเชยความเสียหายเต็มจำนวนตามที่ชาวบ้านและทีมทนายเสนอให้จำเลยชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับต้นไม้ 882 ต้น ในจำนวนเงิน 114,800,000 จั๊ต ซึ่งถือว่าได้รับ 100% ตามที่เรียกร้องและยื่นฟ้องไป ทางทนายกล่าวว่าส่วนสำคัญที่ทำให้ชนะคดีในชั้นนี้คือการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของบริษัทและการเก็บข้อมูลความเสียหายมีความละเอียดรอบคอบ แน่นหนาและชัดเจนมาก

 

การอุทธรณ์ และการต่อสู้ทางคดีหลังจากนี้

ในส่วนของการยื่นอุทธรณ์นั้น ในขณะนี้ต้องรอให้ฝ่ายจำเลยเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้ทางฝ่ายจำเลย คือ บริษัท MPC สามารถอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ โดยมีระยะเวลาอุทธรณ์ 60 วัน โดยทางทีมทนายฝ่ายโจทก์คาดว่าทางบริษัทจะต้องอุทธรณ์แน่นอน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการยืนยันการอุทธรณ์แต่อย่างใด

เหตุที่ทางทนายโจทก์และองค์กรเพื่อนแม้ เชื่อว่าบริษัทจะอุทธรณ์แน่นอน เนื่องจากว่าในขณะที่มีการต่อสู้คดีนั้น ทางฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยใช้สิทธิในการต่อสู้และยกหลักฐานอ้างกันอย่างเต็มที่ คดีนี้จึงใช้เวลาในช่วงของการไต่สวนทั้งสิ้นกว่า 5 ปี ซึ่งโดยปกติแล้วคดีแพ่งมักจะใช้เวลาเพียง 2 ปี ก็มีคำตัดสินออกมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าในคดีนี้ทางฝ่ายโจทก์ไม่ได้ฟ้องหน่วยงานรัฐด้วย ซึ่งในที่นี้คือกรมกิจการเหมืองแร่ลำดับที่ 2 (No.2 Mining Enterprise) ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 35% ในบริษัทที่ดำเนินการ  สาเหตุเพราะภายในสัญญาข้อตกลงระบุว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจร่วม หรือ Joint venture แต่อย่างใด หน่วยงานรัฐเพียงแต่เป็นผู้ถือหุ้นและรับผลประโยชน์เท่านั้น ดังนั้น ฝ่ายโจทก์จึงไม่สามารถฟ้องได้ ในส่วนนี้เองหน่วยงานรัฐจึงลอยตัวอยู่เหนือความขัดแย้งและความเสียหายที่เกิดกับบริษัท และยากที่ชาวบ้านจะเอาผิดภาคส่วนราชการได้

นอกจากนี้ทนายซอว์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระยะเวลาการอุทธรณ์และลำดับขั้นการพิจารณาคดีความในทางการศาลของเมียนมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยสามารถอธิบายเป็นลำดับขั้นได้ดังนี้

 

ในการยื่นอุทธรณ์ แบ่งตามชั้นศาลเป็น “3+1” คือ 3 ชั้นศาล และ 1 ชั้นอุทธรณ์พิเศษ

(1) ศาลชั้นต้น (Township court, District Court)

(2) ศาลอุทธรณ์ (Regional Court) มีระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ 60 วัน โดยศาลจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 1-2 เดือน

(3) ศาลฎีกา (Supreme Court) มีระยะเวลาในการยื่นฎีกา 90 วัน โดยมีผู้พิพากษา 1 คน เป็นผู้พิจารณา

(3+) ศาลฏีกา ในชั้นอุทธรณ์พิเศษ (Special Appeal) ในส่วนนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่ศาลฎีกาไม่รับพิจารณา โดยมีระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์พิเศษ90 วัน ซึ่งจะมีองค์คณะผู้พิพากษา 11 คน เป็นผู้พิจารณา

 

ในส่วนของการพิจารณาคดี ก็มีลักษณะการแบ่งแบบเดียวกับการยื่นอุทธรณ์

(1) ศาลชั้นต้น

(2) ศาลอุทธรณ์ (Regional Court) ใช้เวลาพิจารณาคดี 1-2 เดือน

(3) ศาลฎีกา (Supreme Court) ใช้เวลาพิจารณาคดี 4 เดือน – 1 ปี

(3+) ศาลฎีกา ในชั้นอุทธรณ์พิเศษ (Special Appeal) ใช้เวลาพิจารณาคดี 1 – 2 ปี

 

ข้อจำกัดของการฟ้องคดี ความยุ่งยากในการเอาผิดต่อองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

เมื่อหันมาพิจารณาการฟ้องร้องคดีนี้แล้ว จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างจากคดีที่ชาวบ้านเมียวพิวฟ้องต่อบริษัท ที่เรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัทและให้มีการฟื้นฟูแหล่งน้ำ ทนายผู้มากประสบการณ์กล่าวว่า แม้ว่าการดำเนินกิจการของบริษัทได้สร้างผลกระทบต่อแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติที่ทุกคนใช้ร่วมกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ชาวบ้านไม่อาจฟ้องให้บริษัทฟื้นฟูแหล่งน้ำและสภาพแวดล้อมโดยรวมได้ ผู้ที่สามารถฟ้องได้ในประเด็นนี้คือคือรัฐเท่านั้น ดังนั้นหากจะให้ทางบริษัทฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น ทางหน่วยงานรัฐต้องเป็นผู้ฟ้องเอง หากชาวบ้านคนอื่น ๆ จะฟ้องทางบริษัท อาจจะยากเพราะมีข้อจำกัดเรื่องอายุความ และหลักฐานบางส่วนหายไปแล้ว ข้อต่อสู้จึงอ่อนมาก และนี่เองจึงเป็นความแตกต่างในเชิงการเลือกประเด็นฟ้องร้องต่อศาล ที่อาจส่งผลให้ศาลเห็นว่า

 

การบังคับคดี

ในแง่ของการบังคับคดีนั้น ทางทนายกล่าวว่า อ้างอิงตามกฤษฎีกาการบังคับคดี 7 ขั้นตอน (7 Procedures of Execution Decree) ถ้าคดีถึงที่สุดแล้ว ทนายต้องยื่นคำร้องให้ศาลสั่งให้บริษัทจ่ายค่าชดเชยความเสียหายภายใน 3 ปี และตามคำสั่งลูกหนี้กฤษฎีกา (Decree Debtor) กำหนดว่าจะต้องจ่ายค่าเสียหายภายใน 2 ปี โดยสามารถจ่ายครั้งเดียวหรือแบ่งชำระเป็นงวด ๆ ได้ แล้วแต่ข้อตกลงที่ทำกับศาล

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีเหมืองแร่ดีบุกเฮงดาได้ที่

บริษัทเหมืองแร่ไทยในทวาย แพ้คดีต่อชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบในกรณีเหมืองเฮงดา

https://themekongbutterfly.com/2020/01/11/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a7/

เหมืองแร่ดีบุกเฮงดา: เหมืองดีบุกขนาดใหญ่ใต้เงาการลงทุนของนักธุรกิจไทย

https://themekongbutterfly.com/2017/09/22/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s