ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

 

เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ที่ตลาดนัดจตุจักร ห้างสรรพสินค้าอย่าง JJ Plaza และห้างสรรพสินค้าอื่น ๆ ตลอดจนกิจกรรมที่อาจส่งผลให้เกิดการรวมตัวขนาดใหญ่ของผู้คนถูกประกาศปิดและเลื่อนออกไปหลังจากที่มาตรการกึ่งปิดเมืองถูกนำมาใช้กับกรุงเทพฯ เป็นที่แรกในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม และการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของคณะรัฐมนตรี  ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ชะงักงันเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ แม้ร้านค้า ร้านอาหารยังคงเปิดได้ตามปกติในหลายจุด แต่บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบเหงา

ทันทีที่มาตรการดังกล่าวมีผล แรงงาน ลูกจ้างรายวัน ก็อยู่ในสถานะว่างงานชั่วคราวทันที แรงงานชาวเมียนมา โดยเฉพาะชาวทวายที่ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าและตลาดนัดจตุจักร และพื้นที่ใกล้เคียง ที่อยู่ในภาคการค้าและบริการก็ยิ่งได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

จากการประเมินขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration: IOM) วิกฤตโควิด 19 ทำให้แรงงานข้ามชาติราว 150,000-200,000 คน จากประเทศกัมพูชา  ลาว เมียนมา และเวียดนาม ตกงานทันที แรงงานชาวทวายก็ดูจะเป็นหนึ่งในจำนวนที่จะต้องเผชิญสภาวะดังกล่าว

มาตรการกึ่งปิดเมือง เพื่อตัดวงจรการพบปะสัญจรของผู้คนเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อยังยั้งการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ อันก่อให้เกิดโรคโควิด 19 ซึ่งมีการแพร่ระบาดอย่างหนักและส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นมาตรการที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก ที่เรียกกันเป็นสโลแกนว่า “สุขภาพนำเสรีภาพ” โดยสุขภาพทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนถูกให้ความสำคัญรองลงมา แม้จะมีมาตรการเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการจำกัดการเดินทางและการงดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท ที่ไม่อาจ work from home ได้ แต่มาตรการชดเชยเยียวยาส่วนใหญ่จะให้ประโยชน์แก่แรงงานในระบบ และนอกระบบบางส่วนจากโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” ที่ให้เงินเยียวยาแก่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม (ซึ่งไม่ทั่วถึงและไม่ถ้วนหน้า และก็ดูเหมือนว่าจะทิ้งคนอีกหลายกลุ่ม) แต่ไม่ใช่สำหรับแรงงานข้ามชาตินอกระบบอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถลงทะเบียนในกองทุนประกันสังคม มาตรการช่วยเหลือทั้งหมดยังคงมุ่งเน้นไปที่การดูแรงงานสัญชาติไทยเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร แต่ภาครัฐไม่ควรหลงลืมแรงงานข้ามชาติที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาคส่วนต่าง ๆ พวกเขาควรได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับแรงงานชาวไทยอย่างเท่าเทียม

แม้ดูเหมือนว่ามาตรการกึ่งปิดเมืองจะส่งผลค่อนข้างดีต่อการลดการแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งก็เห็นได้จากจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดลงอย่างมาก (แม้ว่าแท้จริงแล้ว ภาครัฐจะไม่ได้ระดมตรวจเต็มกำลัง เหมือนอีกหลาย ๆ ประเทศ) แต่กลับส่งผลตรงกันข้ามในทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด  จากรายงานข่าวหลายแห่งพบว่าตัวเลขของคนที่ฆ่าตัวตายอันเหตุปัจจัยจากมาตรการกึ่งปิดเมือง ปิดล็อกกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่าง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิดนั้นมีมากเทียบเท่ากับอัตราการตายจากโควิด 19  ตัวเลขทั้งสองส่วนนี้เมื่อเอามาเทียบกันแล้ว อัตราการติดเชื้อที่ลดลงอาจไม่ได้สะท้อนความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

“ที่ผ่านมายังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจวัดไข้หรือตรวจเชื้อโควิดกับคนในชุมชนแต่อย่างใด แต่ก็ได้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรคในชุมชนไปครั้งหนึ่ง” ปิ๊บ หนุ่มทวาย กล่าวถึงปฏิบัติการปราบปรามโควิดของรัฐในชุมชนวัดไผ่ตัน ซึ่งเป็นชุมชนที่เขาและเพื่อน ๆ ชาวทวายส่วนใหญ่อาศัยอยู่

ปิ๊ป หรือ ในชื่อภาษาเมียนมาว่า มิน ลัต (Min Latt) หนุ่มทวายวัย 34  ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างร้านอาหารอยู่ย่านเกษตร – นวมินทร์ ด้วยผ่านร้อนผ่านหนาว เผชิญโชคในประเทศเพื่อนบ้านมากว่า 17 ปี จึงทำให้เขาสื่อสารภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วในทุกทักษะ

ปิ๊บ บอกกับเราว่า เขายังคงทำงานตามปกติ เนื่องจากเป็นงานร้านอาหาร จึงยังพอเปิดให้บริการลูกค้าได้ แต่รายได้ของร้านก็ลดลงเป็นอย่างมาก และค่าเช่าที่แต่ละเดือนก็แพงหูฉี่ นายจ้างจำเป็นต้องลดเงินเดือนเขา จากเดือนละ 15,000 บาท เหลือเพียง 3,000 บาท เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย พยุงให้กิจการดำเนินต่อไปได้

“ยังโชคดีที่แฟนผมยังมีรายได้ตามปกติ เลยยังพอช่วยเหลือกันได้บ้าง” ด้วยความที่เพิ่งเปลี่ยนงานใหม่ ปิ๊บเองก็ยังไม่ได้เข้าระบบประกันสังคมแต่อย่างใด เนื่องจากรอนายจ้างดำเนินการและอนุมัติให้

อันที่จริงแล้ว หากว่ากันตามระบบการดูแลแรงงานข้ามชาติของไทยดูเหมือนว่าจะค่อนข้างดี เพราะหากแรงงานคนนั้น ๆ เข้าระบบประกันสังคม เมื่อตกงานก็จะได้เงินชดเชยเยียวยา และกรมจัดหางานก็จะหาอาชีพมาทดแทนให้ใหม่ แต่ในทางปฏิบัติมักไม่ใช่เช่นนั้น

มีแรงงานข้ามชาติเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าระบบประกันสังคม เนื่องจากติดปัญหาหลายประการ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการที่นายจ้างจำนวนมากไม่ต้องการจ่ายเงินสมทบ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการประกอบกิจการและเพิ่มภาระให้กับตนเอง

“เดือนหน้าผมคิดว่าคงจะต้องกลับมาทำงานที่ อ.ต.ก. เหมือนเดิมครับ เพราะกิจการร้านอาหารที่ทำงานอยู่ดูจะไปไม่ได้ เนื่องจากแบกรับผลกระทบและต้นทุนที่สูงไม่ไหว” หนุ่มทวายวัยกลางคนกล่าว

บ้านเลขที่ 105 ของชุมชนวัดไผ่ตัน ที่บริเวณโดยรอบเป็นตึกแถวห้องเช่าและอาคารบ้านเรือนไม้ตังอยู่แออัดได้ถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์กระจายสิ่งของบริจาคประเภทถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง เจลแอลกฮอลล์ ของใช้จำเป็นสำหรับหนึ่งครอบครัว ที่ทางมูลนิธิเสมสิกขาลัย และ The Mekong Butterfly รับมาจากมูลนิธิเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย และเงินที่ได้จากการบริจาคของพี่น้องชาวไทยและชาวเมียนมาที่อยู่ในไทย สิ่งของบริจาคและเงินช่วยเหลือในส่วนนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการเรียกร้องของแรงงานชาวทวายที่ได้รับลกระทบแต่อย่างใด แต่เริ่มจากการให้ความช่วยเหลือของภาคประชาสังคมที่เห็นถึงปัญหาที่แรงงานข้ามชาติประสบ และอาจเป็นคนกลุ่มท้าย ๆ ที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ ที่ขนาดประชาชนในชาติก็ยังไม่อาจหวังพึ่งอะไรได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกลุ่มคนที่แทบจะไร้เสียงในสังคมไทย

อตก1

อตก5

ชาวทวายที่ชุมชนวัดไผ่ตัน มีประมาณ 200 กว่าคน และทุกคนได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดล็อกกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของผู้คนที่แตกต่างกันไป บางรายยังมีงานทำอยู่บ้าง แต่รายได้ลดลงมากกว่าครึ่งหรืออาจจะไม่ถึงหนึ่งในสี่ของรายได้ประจำ บางรายอยู่ในสถานะตกงานชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ และนายจ้างเรียกตัวกลับไป แต่บางรายก็โชคร้ายที่ถูกเลิกจ้างกะทันหันทันที โดยไม่มีการชดเชยใด ๆ จากนายจ้าง ทำให้หนทางข้างหน้าดูมืดมนอย่างยิ่ง

การกระจายสิ่งของบริจาคเป็นไปอย่างน่าประทับใจ ชาวทวายในชุมชนแบ่งหน้าที่การทำงานเพื่อแจกจ่ายสิ่งของอย่างเป็นระบบและทั่วถึง มีการจัดแบ่งสิ่งของอย่างเท่าเทียมตามความจำเป็นของแต่ละคน แต่ละครอบครัว พวกเขาสื่อสารกันผ่านโทรศัพท์ โซเชียลมีเดีย เพื่อแบ่งปันข่าวสารและชี้แจงเกี่ยวกับการกระจายสิ่งของบริจาค หลังจากที่มีการทำทะเบียนข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบกันเองของคนในชุมชนอย่างค่อนข้างละเอียด

เราได้รับการยืนยันจากคนในชุมชนว่านับตั้งแต่มีรายงานการติดเชื้อโคโรน่าไวรัสในประเทศไทย ขณะนี้ภายในชุมชนแรงงานข้ามชาติชาวทวายยังไม่มีผู้ติดเชื้อ ทุกคนต่างดูแลตัวเอง สวมใส่หน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอลล์ล้างมือเวลาออกไปใช้ชีวิตข้างนอกบ้าน แต่สิ่งที่อาจทำได้ยากคือการรักษาระยะห่างทางสังคม โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว และพื้นที่ที่อยู่อาศัยที่มีขนาดไม่กว้างขวางนัก และไม่มีห้องหับซอยย่อยภายในบ้านที่สามารถแยกการใช้ชีวิตของใครของมันได้

จากการเก็บข้อมูลของตัวแทนชุมชนพบว่า มีราว 100 คนที่ไม่มีรายได้ และไม่มีงานทำในขณะนี้ ซึ่งก็มากกว่าครึ่งของคนทวายในชุมชน และพบว่ามีราว 12 ครอบครัว ที่ทั้งสามีและภรรยาอยู่ในสถานะตกงานชั่วคราว บางครอบครัวต้องเลี้ยงหลายปาก มีเด็กเล็กให้ดูแล

อตก3

แดง หนุ่มชาวทวายวัย 36 กะรัต ซึ่งประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างขายของร้านขายเทียนและน้ำหอมในตลาดนัดจตุจักร และถูกพักงานชั่วคร่าวเนื่องด้วยตลาดผิดจากวิกฤตโควิด 19 กล่าวว่า

“จริง ๆ ก็อยากกลับไปเหมือนกัน แต่ด่านปิด ออกไปไม่ทัน แต่กลับไปตอนนี้ก็อาจจะไปสร้างความลำบากให้กับคนที่ทวาย แถมช่วงนี้ทวายเองก็เผชิญกับภัยแล้ง ก็ไม่อยากกลับไปเป็นภาระของครอบครัว ก็ได้แต่หวังให้อะไรๆ ดีขึ้น กลับไปทำมาหากินได้หมือนเดิม”

“ค่าเช่าห้องที่นี่ ตกเดือนละประมาณ 2,500 – 3,000 บาท รวมค่าน้ำค่าไฟแล้วจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 500 บาท ตอนนี้แค่ค่าเช่าก็แทบจะไม่พอ ต้องควักเงินเก็บออกมาใช้ พอได้ประทังชีวิตไปก่อน” เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

อตก7

ด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ทำให้เจ้าของห้องเช่าบางรายให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เช่าชาวเมียนมา เช่น ลดค่าเช่าห้องลงกว่าครึ่ง ไม่คิดค่าน้ำค่าไฟ สามารถเลื่อนจ่ายค่าเช่าได้จนกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ หรือบางรายถึงขนาดยกเว้นค่าเช่าเดือนเมษายนไปเลย ความช่วยเหลือเหล่านี้ทำให้แรงงานชาวทวายบางรายลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนลงไปบ้างในช่วงนี้ ซึ่งก็ช่วยได้มาก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีรายได้ในช่วงนี้เลยทั้งครอบครัว

พวกเขาเข้าใจถึงความลำบากที่แรงงานข้ามชาติด้วยกันเผชิญเป็นอย่างดี ชาวทวายในชุมชนวัดไผ่ตันจึงนำสิ่งของบริจาคบางส่วนแบ่งปันไปให้กับชุมชนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงที่มีคนส่วนใหญ่เป็นชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงมีทั้งหมดประมาณ 100 คน รายชื่อที่สำรวจล่าสุด มี 54 ราย ที่ไม่มีงาน ไร้รายได้ สิ่งของเหล่านี้จึงมีค่ามากสำหรับพวกเขในเวลาแบบนี้ และในยามวิกฤต เราได้เห็นการให้ควมช่วยเหลือและการจัดการเก็บข้อมูลของชุมชนแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้เพื่อให้การช่วยเหลือตอบสนองได้ตรงจุดที่สุด   

มิใช่เพียงแรงงานชาวทวายในชุมชนวัดไผ่ตันที่อยู่ด้านหลังตลาดขององค์การเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เท่านั้น ดูเหมือนว่าชาวทวายในที่อื่น ๆ ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะชาวทวายที่ประกอบอาชีพอยู่ในภาคการท่องเที่ยวและบริการใน แถบจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่ภูเก็ตและพังงา ขณะนี้พวกเขาเองไม่มีรายได้เลย เนื่องจากมีการปิดหาด และจำกัดการเดินทางระหว่างตำบล อีกทั้งภูเก็ตเองมีสัดส่วนของฐานทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยวและบริการเป็นหลัก ทั้งนายจ้างและแรงงานจึงลำบากกันถ้วนหน้า และไม่รู้ว่าสถานการณ์จะกลับมาดีขึ้นเมื่อใด

พวกเขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าทางภาครัฐไม่มีแผนการเปิดเมือง หรือ road map การผ่อนคลายการปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน และเปลี่ยนกลับไปกลับมาเช่นนี้ ก็อาจจะต้องหาทางกลับไปถิ่นเกิด เมืองนอน ก่อน แล้วค่อยมาเริ่มกันใหม่ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมาตรการปิดพรมแดนยังคงไม่มีการผ่อนคลาย โดยล่าสุดทางศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 หรือ ศบค.ได้อนุมัติและออกประกาศว่าประเทศไทยจะอยู่ภายใต้การบังคับใช้ พรก ฉุกเฉิน ไปอีกหนึ่งเดือน ตั้งแต่สิ้นเดือนเมษายนจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม นั่นทำให้ สถานการณ์ดูแย่ลงไปอีก

แม้ว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาจะมีการอนุญาตให้กิจการบางประเภทสามารถดำเนินการได้บ้าง เช่น ตลาด ร้านจำน่ายอาหาร กิจการค้าปลีก – ส่ง   ร้านตัดผม ร้านตัดขนสัตว์ เป็นต้น แต่ก็ใช่ว่าตลาดนัดจตุจักรจะเปิดดำเนินการได้ทันที นั่นเนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่มีการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก และอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้  นั่นอาจทำให้ตลาดนัดจตุจักรไม่สามารถเปิดบริการได้ในเร็ววัน ยิ่งไปกว่านั้นทางภาครัฐก็ออกมาเตือนกึ่งข่มขู่ประชาชนว่าหากใช้มาตรการคลายล็อกแล้วแต่ตัวเลขการติดเชื้อกลับมาเพิ่มยิ่งขึ้น ก็อาจจะพิจารณากลับมาใช้มาตรการที่คุมเข้มยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นอาจทำให้ไวรัสถูกฆ่า แต่สิ่งที่ตามมาคือประชาชนอย่างเรา ๆ และโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติที่ตกอยู่ในสถานะรองของประเทศนี้ยิ่งชอกช้ำหนักจากผลข้างเคียงของมาตรการที่อ้างว่าจะกำจัดเชื้อโรคได้ แต่ไม่อาจกำจัดความยากจนข้นแค้นทางเศรษฐกิจที่ตามมาจากมาตรการดังกล่าวลงไปได้ และอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s