ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนองานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกงภายใต้ชื่อ “วงจรแห่งพลังงาน: ความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมจากห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ถึงเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของลาว” (Circuits of power: Environmental injustice from Bangkok’s shopping malls to Laos’ hydropower dams’) ที่ชี้ให้เห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของกรุงเทพฯ ที่มีห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่จำนวนมากที่มีการบริโภคไฟฟ้าอย่างมหาศาล และการใช้ไฟฟ้าของผู้คนในเมืองที่ก็อาจจะไม่ได้สนใจเลยว่าไฟฟ้าเหล่านี้มาจากไหน และสร้างผลกระทบอะไรให้ใครบ้างรายงานชิ้นนี้ชี้ว่าความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าของเมืองไทยนั้นส่วนหนึ่งได้มาจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หนึ่งในแหล่งที่มาหลักก็คือ เขื่อนไฟฟ้าในลาวที่มีนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนไทยเข้าไปสร้างเขื่อน

แน่ละ เพราะไม่มีใครเห็นว่าตัวเลขไฟฟ้าบนหน้าปัดมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้าน หรือแม้กระทั่งบิลค่าไฟฟ้ารายเดือนได้ชี้แจงให้เห็นว่าไฟฟ้าที่ได้มาจากไหน และตัวมันเองก็คงบอกไม่ได้ เมื่อเข้าไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ดูแลเรื่องไฟฟ้าแล้ว งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกงดังกล่าวช่วยให้เราตระหนักได้ว่าไฟฟ้าที่เราใช้นั้นสร้างผลกระทบอะไรต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนอื่นได้บ้าง เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ

นอกจากต้นทุนชีวิตของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และชีวิตผู้คนแล้ว ใกล้ตัวสุดก็คงเป็นค่าไฟนี่แหละที่อาจทำให้เราคนไทยผู้ใช้ไฟเข้าใจมากขึ้น

และถ้าเราไม่ได้อ่านแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าหรือ PDP กันอย่างจริงจังก็จะไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วประเทศไทยไม่จำเป็นต้องนำเข้าไฟฟ้าหรือสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มแต่อย่างใด นั่นก็เพราะไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองล้นเกินอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก

 

กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินและราคาที่ต้องจ่าย

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 โปรเจกเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Project SEVANA South East ASIA) และเครือข่ายประชาชนจับตาการลงทุนในเขื่อนลาว (Laos Dam Investment Monitor: LDIM) ได้จัดวงพูดคุยในหัวข้อ “เขื่อนลาว ไฟฟ้าไทยและบทบาทในภูมิภาคของ กฟผ. บรรยายโดยวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานและนิเวศวิทยาในภูมิภาคแม่น้ำโขง (Mekong Energy and Ecology Network: MEE Net)

วิฑูรย์อธิบายว่าจริง ๆ แล้วแม้จะมีความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่มีความจำเป็นที่ทางภาครัฐวิสาหกิจไทยอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มหรือรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มแต่อย่างใด หากพิจารณาจากรายงานของกระทรวงพลังงานก็จะพบว่าในปัจจุบันระบบพลังงานไฟฟ้าของไทยนั้นมีกำลังไฟฟ้าสำรองอยู่มาก ผู้อำนวยการ MEE Net ชี้ชัดว่า ณ เดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 30,342 เมกะวัตต์ ซึ่งน้อยกว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของปี 2562 ซึ่งมีความต้องการกว่า 32,273 เมกะวัตต์ และเมื่อเทียบกับการกำลังผลิตไฟฟ้าในระบบ ณ เดือนเมษายน 2563 จำนวน 50,306 เมกะวัตต์ แล้ว จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าคงเหลือหรือกำลังไฟฟ้าสำรองอยู่ที่ 19,964 เมกะวัตต์ หรือราว 65.79% ซึ่งไทยไม่เคยมีกำลังไฟฟ้าสำรองสูงขนาดนี้มาก่อน แต่ถึงกระนั้นประเทศไทยก็มีไฟฟ้าอยู่ในระบบล้นเกินไปกว่า 40% มาได้สักพักแล้ว ซึ่งโดยหลักการกำกับพลังงานกำหนดให้มีกำลังไฟฟ้าสำรองในระบบได้ไม่เกิน 15% เท่านั้น

สาเหตุที่กำลังไฟฟ้าสำรองเหลือเพิ่มขึ้นจาก 40% ไปเป็นกว่า 60% ในขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 และการออกมาตรการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคอย่างเข้มงวดที่ทำให้ผู้คนต้อง work from home ทำงานที่บ้านกัน อีกทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ต่าง ๆ การใช้ไฟในภาคเกษตรกรรมที่ลดลง พื้นที่อุตสาหกรรมหลายแห่งก็ต้องปิดทำการชั่วคราว แม้ว่าจะมีสัดส่วนการใช้ไฟของภาคครัวเรือนมากขึ้นก็ตามและในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไฟฟ้าที่อยู่นอกเหนือระบบของการไฟฟ้าก็มีสัดส่วนที่สูงขึ้นด้วย โดยไฟฟ้าที่อยู่นอกเหนือระบบดังกล่าวนี้ เป็นไฟฟ้าที่เกิดจากการที่มีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Independent Power Supply: IPS) มากขึ้น โดยในปี 2560 มี IPS อยู่ประมาณ 3% ปี 2562 มี IPS ประมาณ 10% และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2564 จะมีไฟฟ้าในส่วน IPS เพิ่มขึ้นเป็น 12% ซึ่ง IPS เหล่านี้คือกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง โรงพยาบาลบางแห่ง ตลอดจนโรงแรมบางแห่งที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ไม่ซื้อไฟฟ้าจากส่วนกลาง ไม่ต้องผ่านสายส่งของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง (กฟผ., กฟภ. และกฟน.) คุมการใช้ไฟได้เอง และเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า และหากส่งไฟฟ้าเหลือใช้ขายให้กับการไฟฟ้าก็อาจได้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มนัก โดยส่วนใหญ่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือการใช้โซลาร์เซลล์ เป็นต้น

ไฟฟ้า2
ขอบคุณภาพต้นทางจากกระทรวงพลังงาน

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า  (Power Development Plan: PDP) ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและความผันผวนของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงโรคระบาดที่เกิดขึ้นด้วย โดยวิฑูรย์ย้ำให้เห็นอีกว่าการวางแผน PDP มีการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าและพลังการผลิตไฟฟ้าแบบเกินจริงมาโดยตลอด ซึ่งมีลักษณะเป็นกราฟแบบทะยานขึ้น (exponential graph) นับตั้งแต่ปี 2540 หรือตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเป็นต้นมา โดยระหว่างช่วงสองทศวรรษนี้ ไทยและโลกเผชิญกับวิกฤตต่าง ๆ หรือ Disruption มากมายที่เกิดขึ้นอีกหลายระลอก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ โดยในช่วงแต่ละวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจลดต่ำลง ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สอดคล้องกับการเติบโตของภาวะทางเศรษฐกิจก็ลดต่ำลงไปด้วยในวิกฤตแต่ละครั้ง กอปรกับการผลิตไฟฟ้าใช้เองของภาคเอกชนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นดังที่กล่าวไป

ไฟฟ้า1
ขอบคุณภาพต้นทางจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

ผู้ผลิตไฟฟ้าของหน่วยงานภาครัฐยังคงตอบคำถามเดิม คือ ความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าและการได้มาซึ่งไฟฟ้าด้วยวิธีการเดิม ๆ ทั้งที่โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แผน PDP จึงควรปรับตามสภาพการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และควรคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย” วิฑูรย์กล่าว

การคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้าที่ล้นเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องต่อความเป็นจริงและวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้น หากมองผิวเผินคงดีที่ไทยจะมีกำลังไฟฟ้าสำรองล้นเหลือไว้ใช้ แต่หากมองว่าต้นทุนแฝงที่กว่าเราจะได้ไฟฟ้ามาใช้นั้นมาจากการดั้นด้นผลักดันโครงการต่าง ๆ ที่เคยเป็นประเด็นคัดค้านจากภาคประชาสังคมและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการผลิตไฟฟ้าที่ภาครัฐและภาครัฐวิสาหกิจผลักดันนั้นล้วนแล้วแต่สวนกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ขณะนี้หลายประเทศดำเนินการปลดโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว เพราะในแผน PDP 2018 เองก็ยังคงมีการนำเข้าและผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ จะเห็นได้จากความพยายามในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ และการรับซื้อถ่านหินจากอินโดนีเซียของภาครัฐวิสาหกิจไทยหรือเอกชนไทยเองมาป้อนในระบบ แม้จะมีการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่วิฑูรย์ให้ข้อสังเกตว่าไฟฟ้าจากเขื่อนกลับถูกรวมอยู่ในนี้ด้วย ซึ่งก็น่าเศร้าใจไม่ใช่น้อย เพราะโครงการเขื่อนเองที่ภาครัฐบอกว่าเป็นพลังงานหมุนเวียนนั้น สร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผู้คนที่อยู่ในพื้นที่โครงการและผู้คนท้ายน้ำอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของเขื่อนในลาวและเขื่อนแม่น้ำโขงต่าง ๆ

 

ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อนและความรับผิดชอบที่ (ยัง) ไม่ปรากฏ

รายงานการศึกษาของกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงชื่อ “ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อนภายใต้ข้อจำกัดด้านธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขง: 9 ปีของประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี” ชี้ให้เห็นว่าการผลักดันโครงการเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ อย่างมาก โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ได้ถูกคำนวณหรือแม้กระทั่งถูกระบุเข้าไปในการศึกษาความเป็นไปได้และการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการเขื่อนต่าง ๆ เช่น ต้นทุนทางระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และต้นทุนผลกระทบต่อผู้คนที่อยู่ทั้งในและนอกเหนือพื้นที่โครงการทั้งที่ผลกระทบจากโครงการนั้นแผ่ขยายไปไกลกว่าพื้นที่โครงการอย่างมาก เช่น โครงการเขื่อนไซยะบุรีที่ไม่ได้เพียงส่งผลให้ต่อชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่เขื่อน ณ ปัจจุบันต้องถูกโยกย้าย และส่งผลต่อระบบนิเวศในแม่น้ำโขงในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบน้ำ การไหลและการขึ้นลงของระดับน้ำโขง และระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ท้ายน้ำในประเทศลุ่มน้ำโขงอย่าง ไทย กัมพูชา และเวียดนามด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบข้ามพรมแดน อันอยู่นอกเหนือเขตพื้นที่การสำรวจและการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของโครงการ ทำให้พื้นที่ส่วนนี้ไม่ได้รับการคิดคำนวณหรือพิจารณาเข้าไปเป็นผลกระทบที่ผู้พัฒนาโครงการจะต้องรับผิดชอบ  นอกจากนั้นแล้วรายงานยังเผยให้เห็นว่าบรรดาผู้พัฒนาโครงการได้ซ่อนต้นทุนต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ด้วยกลวิธีต่าง ๆ เช่น การสร้างวาทกรรมเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (อย่างที่เกิดในเขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนแม่น้ำโขงอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา) การไม่เปิดเผยการศึกษาความเป็นไปได้และการศึกษาผลกระทบ การที่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของโครงการและไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และที่สำคัญคือกระบวนการอนุมัติของรัฐบาลอาศัยกลไกระหว่างประเทศสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการเขื่อน ตัวอย่างเช่น ความล้มเหลวของกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC)

ในกรณีของโครงการเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย ในลาวก็เป็นหนึ่งในโครงการที่ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกส่งเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของไทยด้วยเช่นกัน โดยมีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ได้เกิดเหตุการณ์ที่เขื่อนปิดกั้นช่องเขาต่ำของเขื่อนดังกล่าวทรุดตัวและพังทลายลง ส่งผลให้ประชาชนลาวในแขวงอัตตะปือในพื้นที่ลุ่มน้ำเซเปียนกว่า 6,631 คน ได้รับผลกระทบจากการที่มวลน้ำกว่า 5,000 ลูกบาศก์ไหลบ่าเข้าท่วมพวกเขา มีผู้เสียชีวิตที่เป็นตัวเลขจากทางการลาวประมาณ 70 คน และหายสาบสูญอีกเป็นจำนวนมาก นอกจากชาวบ้านในแขวงอัตตะปือ น้ำเขื่อนยังได้ไหลเข้าไปยังแม่น้ำเซกองซึ่งเป็นน้ำที่เชื่อมต่อไปยังประเทศกัมพูชา ส่งผลให้ชาวบ้านกัมพูชาที่อยู่ในบริเวณพรมแดนติดกับลาวตอนใต้ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ปัจจุบันชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการเยียวยาและค่าชดเชยจากบริษัทผู้พัฒนาโครงการและจากธนาคารไทยผู้ปล่อยกู้ให้กับบริษัทผู้พัฒนาโครงการอย่างเต็มที่และเป็นธรรมแม้เหตุการณ์จะผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว

received_1003057976707793
ภาพหน้าปกรายงานที่จัดทำโดยกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง

 

สู่การผันตัวเป็น “ร้านขายแบตเตอรี่แห่งเอเชีย” ของการไฟฟ้าไทย

ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานและนิเวศวิทยาในภูมิภาคแม่น้ำโขง กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเทศไทยโดยการขับเคลื่อนของ กฟผ. มีแผนที่จะวางตำแหน่งของตัวเองให้เป็นศูนย์กลางหรือฮับของอาเซียนในการเป็นผู้ส่งขายหรือพ่อค้าคนกลางขายไฟฟ้าให้กับประเทศอื่น ๆ คือหากลาวเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย ไทยก็คือร้านขายแบตเตอรี่แห่งเอเชียนั่นเอง โดยไทยจะลงทุนในการสร้างสายส่งกระแสไฟฟ้าเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ ตามแนวทางการสร้างระบบเชื่อมโยงสายส่งกระแสไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid ที่ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เป็นผู้ริเริ่มแผนนี้ ซึ่งในอนาคตไฟฟ้าที่ส่งขายนั้นถูกคาดหมายไว้ว่ามาจากระบบกำลังการผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าไทยเองที่มีปริมาณกำลังไฟฟ้าสำรองเหลือล้นในระบบดังที่กล่าวไป

ก้าวสำคัญของการไฟฟ้าไทยในการเป็นฮับด้านการจ่ายไฟฟ้านั้นดูได้จากการที่ไทย – มาเลเซีย และลาว มีการผลักดันโครงการร่วมกันผ่านกรอบความร่วมมือพหุภาคีด้านไฟฟ้าในโครงการซื้อขายไฟฟ้า สปป. ลาว – ไทย – มาเลเซีย (LTM on Power Integration Project) โดยการส่งพลังงานไฟฟ้าจากลาวไปยังมาเลเซีย โดยผ่านสายส่งกระแสไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งได้มีการนำร่องไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2561 ซึ่งแน่นอนว่าไทยได้ประโยชน์จากการคิดค่าผ่านสายส่ง (Whiling Charge) แม้โครงการนี้ ไทยจะเป็นเพียงตัวกลางส่งกระแสไฟฟ้าระหว่างลาวและมาเลเซีย แต่ในอนาคตไทยจะเป็นผู้ขายไฟฟ้าจากกำลังไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินในระบบซึ่งมาจาการการเป็นผู้ซื้อ (ไฟฟ้า) รายเดียว (single buyer) จากผู้ผลิตไฟฟ้าหรือบริษัทเอกชนด้วย โดยไฟฟ้าที่ได้ก็มาจากโรงไฟฟ้าที่การไฟฟ้าไทยโดย กฟผ. ผลิตไฟฟ้าได้เองส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือมาจากการซื้อไฟฟ้าจากบริษัทเอกชนและการนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งการขายไฟฟ้าเหล่านี้ของเอกชน (หรือแม้กระทั่งบริษัทลูกของ กฟผ.) ต่อกฟผ. นั้นต้องมีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) โดยเป็นสัญญาแบบผูกมัดโดย กฟผ. เป็นผู้รับประกันการซื้อไฟฟ้า

 

ค่าความไม่พร้อมก็ต้องจ่าย

มาถึงตรงนี้คงสงสัยว่าเงินที่ กฟผ. จะเอามาจ่ายนั้นมาจากไหน แน่นอนว่านั่นคือเงินค่าไฟจากประชาชนไทยผู้ใช้ไฟที่ต้องจ่ายให้กับ กฟผ. การรับประกันการซื้อไฟฟ้านี้จึงเป็นการประกันผลกำไรให้กับบริษัทเอกชน บริษัทที่การไฟฟ้าไทยหรือแม้แต่ กฟผ. เองเข้าไปเป็นบริษัทร่วมทุนในโครงการเขื่อนหรือโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ผ่านบริษัทลูก (เช่น โครงการเขื่อนไซยะบุรี บมจ.ผลิตไฟฟ้า(EGCO) ถือหุ้นในบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์จำนวน 12.5%, โครงการเขื่อนน้ำเงี๊ยบ กฟผ. ถือหุ้นผ่านบริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(EGATi) ซึ่งถือหุ้นในบริษัท ไฟฟ้าน้ำเงี๊ยบ 1 จำกัด จำนวน 30%, โครงการเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย กฟผ. ถือหุ้นผ่าน บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง(RATCH) ถือหุ้นในบริษัท ไฟฟ้า เซเปียน-เซน้ำน้อย จำกัด ในจำนวน 25%)  และเป็นการรับประกันการใช้หนี้จากเงินกู้ที่บริษัทเหล่านั้นกู้มาจากธนาคารต่าง ๆ เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าต่าง ๆ อย่างเขื่อนด้วย ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย และเขื่อนแม่น้ำโขงอื่น ๆ โดยสัญญาผูกมัดลักษณะนี้เป็นสัญญาที่เรียกว่า “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” หรือ “Take or Pay” หมายความว่าต่อให้ประชาชนจะไม่ใช้ไฟฟ้านั้น ๆ หรือการเดินเครื่องการผลิตไม่เต็มกำลัง หรือแม้กระทั่งเขื่อนอาจเกิดการชำรุดหรือพังทลายจนบริษัทผู้พัฒนาโครงการไม่สามารถจ่ายไฟให้กับ กฟผ. ได้ กฟผ. (ซึ่งแท้จริงแล้ว คือ ประชาชนอย่างเรา ๆ) ก็ต้องจ่ายเงินค่าไฟอยู่ดี โดยในบิลค่าไฟคงไม่ได้บอกตรง ๆ แต่จะปรากฏในรูปของค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ FT หรือ Fuel Adjustment Charge (แต่ก่อนเรียกว่า Float Time) ซึ่งเป็นค่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งก็คือต้นทุนค่าเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าและค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนและจากประเทศเพื่อนบ้าน

ตัวเลขค่า FT ที่ปรากฏบนบิลค่าไฟของเราอาจไม่มากนัก เพียงไม่กี่สตางค์ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อมองรายครัวเรือน แต่หากมองในระดับประเทศนี่เป็นตัวเลขมหาศาล แต่นั่นอาจเทียบไม่ได้กับมูลค่าและคุณค่าความเสียหายต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และชีวิตผู้คนที่ได้รับผลกระทบอีกมากมายมหาศาลทั้งที่เกิดขึ้นไปแล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตผ่านโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงที่กำลังจะตามมาอีกหลายระลอก และค่าไฟที่ต้องเพิ่มขึ้นและสูญเสียไปเพื่อรับประกันผลกำไรให้กับผู้ผลิตไฟฟ้า ที่แม้เราจะไม่ได้ใช้ไฟในส่วนนั้น (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด) เราก็ต้องจ่ายอยู่ดี

 

….

เอกสารและข้อมูลอ้างอิง

วิจัยชี้ “ชีวิตติดห้างของชาวกรุง กำลังทำร้ายคนลาว” https://www.voicetv.co.th/read/vVnf1K_rE?fbclid=IwAR1sLJ-RzAAKXlc8I_16TkaLCWhsgKHrdAsuUpTzLJZd-GuRGXzqCY6kJ5U

Circuits of power: Environmental injustice from Bangkok’s shopping malls to Laos’ hydropower dams https://onlinelibrary.wiley.com/doi/epdf/10.1111/apv.12242

ASEAN Power Grid ชูศักยภาพไทย เสริมพลังอาเซียน https://www.thebangkokinsight.com/72294/

แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 http://www.eppo.go.th/images/POLICY/PDF/PDP2018.pdf

ไฟฟ้าไซยะบุรี: ไร้ความเสี่ยง ด้วยสัญญา “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” (Take or Pay)

ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อนภายใต้ข้อจำกัดด้านธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขง: 9 ปีของประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี https://themekongbutterfly.files.wordpress.com/2019/10/hidden-cost-_final_22-oct-2019-1.pdf

สองปีหลังเขื่อนแตก ชาวบ้านยังไร้ที่อยู่ ยูเอ็นจี้ผู้ลงทุน เขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อยเร่งรับผิดชอบ https://greennews.agency/?p=20995

ค่า FT คืออะไร https://www.mea.or.th/content/detail/2985/2987/472

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s