สัมภาษณ์โดย วิชัย จันทวาโร

เรียบเรียงและภาพถ่ายโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

สัมภาษณ์เมื่อพฤษภาคม 2563

 

ข้ามคลองบางซื่อจากหลังตลาดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยเรือลากไฟเบอร์ลำน้อยบรรจุคนได้ราว 5 – 6 คน ต่อครั้ง ด้วยค่าโดยสารราคาคนละ 3 บาท ปรากฏที่ตั้งของชุมชนวัดไผ่ตัน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นชุมชนที่ประชากรหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันทั้งชาวไทย พม่า มอญ และกะเหรี่ยง แต่แรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่ในชุมชนนี้มากที่สุดดูท่าจะเป็นแรงงานชาวทวาย ที่พากันมาตั้งถิ่นฐานชั่วคราวอยู่ที่นี่กว่า 200 คน หลายคนใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตของพวกเขาอยู่ที่นี่

ปิ๊บ5
“คลองบางซื่อ” ขวางกั้นตลอด อตก กับชุมชนวัดไผ่ตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของแรงงานข้ามชาติชาวทวายและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ พวกเขาใช้เรือไฟเบอร์โดยสารข้ามไปมาระหว่างสองฝั่ง

ครั้งนี้ทีมงานเสมสิกขาลัยและ The Mekong Butterfly นัดแนะกันมาเยี่ยมเยียนมิตรสหายแรงงานข้ามชาติชาวทวายจากประเทศเมียนมา ถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบและความเป็นอยู่ของพวกเขา รวมถึงหนทางข้างหน้าว่าจะเอาอย่างไรกันต่อกับสถานการณ์แบบนี้

เรามีโอกาสได้พูดคุยกับปิ๊บ หรือ มิน ลัต (Min Latt) หนุ่มชาวทวายวัย 33 ปี อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เราได้ประสานงานกับเขาในการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของชุมชนที่นี่เพื่อคอยจัดการเรื่องของบริจาคทั้งของสด ของแห้ง และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นที่จะเข้ามาสนับสนุนและเยียวยาพี่น้องในชุมชนวัดไผ่ตัน ทั้งชาวทวาย ชาวไทย ชาวพม่า ชาวมอญ และชาวกะเหรี่ยง ที่หลายครอบครัวประสบปัญหาการหยุดจ้างงานชั่วคราว หลายรายถูกเลิกจ้างในทันที  ส่งผลให้พวกเขาขาดรายได้ในการใช้ชีวิตและต่อยอดอนาคตของพวกเขาเมื่อกลับไปบ้านเกิด หลังจากที่มาตรการป้องกันโรคโควิด – 19 ประกาศใช้ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม

ครัวกลางของชุมชนถูกจัดตั้งขึ้นหลังจากบรรดาของสดต่าง ๆ ที่ได้รับบริจาคหลั่งไหลเข้ามา แม่ค้าชาวทวายและคนในชุมชนแวะเวียนกันมาช่วยปรุงอาหาร แจกจ่ายให้คนในชุมชนอย่างทั่วถึง โดยไม่เลือกเชื้อชาติ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระและลดผลกระทบจากการขาดรายได้ในช่วงนี้ได้อีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย อาหารมื้อสำคัญในรอบนี้ คือ โมเล็ตโตะ ขนมจีนทวาย อันเลื่องชื่อ ที่ไม่ว่าใครได้ลองก็ต้องขอต่ออีกหลายชาม

ปิ๊บ6
แม่ครัวกำลังปรุง “โมเล็ตโตะ” ขนมจีนทวาย แจกจ่ายคนในชุมชน

ท่ามกลางซากปรักหักพังของตึกรามบ้านช่องที่อยู่ติดวัดไผ่ตัน เรานั่งคุยกับปิ๊บถึงตัวตนของเขาในหลายมิติ ทั้งชีวิต ครอบครัว ความคิด และความฝัน รวมไปถึงประวัติศาสตร์ชุมชนคนทวายในชุมชนวัดไผ่ตันซึ่งเติบโตมาพร้อม ๆ กับการขยายตัวของตลาด อ.ต.ก. ที่คนทวายเป็นลูกจ้างอยู่ที่ตลาดแห่งนี้เป็นจำนวนมาก พวกเขาเป็นหนึ่งในผู้สร้างประวัติศาสตร์ของตลาดริมถนนกำแพงเพชรแห่งนี้

ปิ๊บ2
พื้นที่ซากปรักหักพังติดวัดไผ่ตัน

 

 

ตอนเข้ามาทำงานที่เมืองไทยครั้งแรก ทำงานอะไร 

ปิ๊บ: ตอนแรกเข้ามาเมืองไทยทำงานแถวอ้อมใหญ่ ประมาณปีกว่า ๆ ทำงานโรงงานย้อมผ้า ย้อมสี แล้วก็ย้ายเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ พอปี 2009 (2546) ก็กลับไปทวาย

 

ช่วงที่กลับไปทวายกลับไปทำอะไรบ้าง กลับไปกี่ปี นานแค่ไหน

ปิ๊บ: กลับไปเรียนมหาวิทยาลัย 3 ปี จบปริญญาตรี เรียนเอกคณิตศาสตร์ เพราะชอบวิชานี้ครับ เรียนจบแล้วก็กลับมาที่ไทยต่อเลยครับ

 

ทำไมถึงชอบล่ะ แล้วคิดว่ามันจะเอาไปใช้งานในอนาคตได้อย่างไร

ปิ๊บ: จริง ๆ แล้ว สิ่งที่เราเรียนมันเชื่อมโยงกับคะแนนสอบตอนมอปลาย ถ้าคะแนนสูง ๆ เช่น 90 คะแนนขึ้นไป ถึงจะสามารถเรียนหมอได้ แล้วถ้าเราไม่ชอบวิชาที่เรียนก็สามารถย้ายได้ แต่ต้องย้ายลงเท่านั้น ย้ายขึ้นไม่ได้ พอสอบเสร็จก็ย้ายกลับไปกรุงเทพเลย ตอนแรกคิดที่จะทำงานที่ทวาย แต่แบกรับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายไม่ไหว น้องสาวสองคนก็กำลังเรียนอยู่ เลยคิดว่ามาทำงานที่เมืองไทยแล้วส่งเงินกลับไปดีกว่า เพราะค่าจ้างดีกว่า และที่ทวายเงินเดือนก็น้อย ไม่พอค่าใช้จ่ายแน่นอน

จากนั้นผมก็ย้ายกลับมาอยู่ที่อ้อมใหญ่ประมาณ 6 เดือน แล้วก็ย้ายกลับมาทำงาน อตก โดยมีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำมา ก็เลยสนใจ เลยย้ายมาอยู่ที่นี่ ซึ่งเพื่อนคนนั้นกลับไปอยู่บ้านที่ทวาย 4 – 5 ปี แล้ว กลับมาอยู่ที่นี่รวม ๆ ก็ 11 ปีแล้วครับ

 

ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่

ปิ๊บ: ปัจจุบันทำงานร้านอาหารครับ แต่ก่อนมาทำงานร้านอาหารก็ทำร้านกระเป๋าก่อน ขายพวกกระเป๋าเป้ อยู่ไปประมาณ 8 เดือน แต่เกิดมีปัญหาขึ้นก็เลยลาออกไป แล้วก็ไปทำอีกที่หนึ่ง เป็นร้านขายธูปเทียน งานหนักมาก และผมไม่สบายหลายวัน  ร่างกายรับไม่ไหว เขาเลยให้ออกไปเลย  จากนั้นก็ได้ย้ายมาอยู่ที่ตลาด อตก  ทำได้ประมาณหนึ่งปี ก็ย้ายไปทำที่จตุจักร พลาซ่า มีเพื่อนอยู่ที่นั่น เป็นร้านขายพวกโคมไฟจากไม้ไผ่ จากหวาย ทำได้ประมาณสองปี พอดีร้ายขายพวกปูนปั้น พวกกระถางกำลังขาดคนงาน เลยขอให้ไปผมไปช่วย ก็เลยย้ายไปร้านนั้น ซึ่งก็ยังอยู่แถวจตุจักร พลาซ่า ทำได้ประมาณสองปี ร้านก็ปิดตัวลง เนื่องจากขายไม่ค่อยได้ ขาดทุน จากนั้นย้ายทำงานอยู่ร้านเฟอร์นิเจอร์ ประมาณสองปี แต่มีอาการปวดหลังก็เลยย้ายออกไป จากนั้นก็มาอยู่ร้านอาหารตลาด อตก ประมาณ 6-7 ปี ก็ได้ดูแลหลายอย่างในร้าน นายจ้างสั่งอะไรมา ผมก็ต้องไปทำ ไปส่งของก็ไปส่ง ให้ไปซื้อของผมก็ไปซื้อ ปัจจุบันก็ดูแลหลายอย่างในร้าน ว่าง ๆ ก็ดูแลลูกค้า บางทีในครัวขาดคนหรือขาดเหลืออะไรก็จะเข้าไปช่วย เสิร์ฟอาหารด้วย ขับรถซื้อของ ซื้อวัตถุดิบ ขับมอไซค์ ถ้าของเยอะก็เอารถกระบะไปซื้อ

 

เหมือนผู้จัดการเลยเนอะ

ปิ๊บ: หลายอย่างเลยครับ ทำทุกอย่างเลย

 

เงินเดือนตอนนี้เท่าไหร่

ปิ๊บ: 17,500 บาทครับ แต่พอช่วงต้นปีลดเหลือ 15,000 เพราะขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอมีโควิด เงินเดือนเหลือแค่ 3,000 บาท แต่ทุกวันนี้ไม่มีเงินเดือนเลยครับ

 

ก่อนทำงานต้องเรียนรู้ทักษะอะไรบ้าง แล้วหลังทำงานเราคิดว่าเราได้ทักษะอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเราบ้างไหม

ปิ๊บ: ตอนเข้ามาอยู่กรุงเทพแรก ๆ ผมพูดไทยไม่ได้เลย ผมก็เลยใช้วิธีดูหนังบ้าง พยายามฝึกตัวเอง แต่ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ได้จากการทำงานมากกว่า เช่น คำศัพท์ต่าง ๆ ตอนเราไปทำงานร้านกระเป๋าเราก็จะรู้จักคำศัพท์เกี่ยวกับกระเป๋า ตอนไปทำงานร้านโคมไฟ เราก็จะได้คำศัพท์เกี่ยวกับพวกโคมไฟ พอเปลี่ยนที่ทำงานก็ได้ทำให้เรารู้จักศัพท์มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็มีไปเรียนภาษาไทยต่างหากด้วย ตั้งใจไปเรียนเลย เพราะถ้าเราคิดว่าจะอยู่ตรงนี้นาน ก็ต้องเรียนรู้ภาษาไทย

โมเล็ตโตะ
“โมเล็ตโตะ” ขนมจีนทวาย ที่หากินได้เฉพาะที่ทวายและชุมชนที่คนทวายตั้งอยู่เท่านั้น

 

ค่าเรียนภาษาเป็นอย่างไรบ้าง

ปิ๊บ: ค่าเรียนถูกมากเลเวล 1 เรียนครั้งละร้อยกว่าบาท สอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เรียนทุกวันจันทร์ ครั้งละ 2 ชั่วโมง เรียนเลเวลละประมาณ 3 เดือน เรียนจนถึงเลเวล 5 รวม ๆ แล้วก็เรียนประมาณปีครึ่งครับ

 

เคยวางแผนจะกลับบ้านไหม แล้วคิดว่าทักษะอะไรที่เราได้จากที่นี่ จะเอาไปใช้ประโยชน์ที่นั่นได้บ้าง

ปิ๊บ: มีแผนจะกลับบ้านครับ แล้วก็คิดอยู่ว่าจะทำอะไรดี จากที่ทำมาหลายอย่างคิดว่าร้านกาแฟผมทำได้ เลยคิดว่าถ้ากลับไปทำงานที่ทวาย อยากจะเริ่มจากร้านกาแฟก่อน แล้วค่อยขยายไป

 

ตอนนี้พักอาศัยหรืออยู่อย่างไร

ปิ๊บ: ผมเช่าห้องอยู่กับแฟนมาสองปีแล้วครับ แฟนเป็นคนทวายเหมือนกัน 26 เมษายน ที่ผ่านมาคือวันครบรอบสองปีวันแต่งงาน เราเจอกันที่ร้านกาแฟนี่แหละครับ หลายปีแล้ว ประมาณปี 2013 (2556) เจอกันที่ตลาด อ.ต.ก. เป็นแฟนกันมา 5 ปี แล้วก็แต่งงานที่ไทยครับ แฟนอายุน้อยกว่าประมาณ 4 ปี ตอนผมเรียนจบมหาวิทยาลัย แฟนเพิ่งจบ ม.6 ตอนแรกแฟนทำงานที่อื่น ไม่เคยเจอกัน

 

ค่าห้องเท่าไหร่

ปิ๊บ: ค่าเช่าห้องเดือนละ 3,000 บาท ห้องไม่กว้างมาก ห้องน้ำรวม แถวนี้คนอาศัยอยู่เยอะและหนาแน่น ห้องค่อนข้างหายาก แต่ก่อนที่จะมาอยู่กับแฟนก็แชร์กับเพื่อน อยู่กันสองคน ค่าห้องประมาณ 2,000 กว่า รวมค่าน้ำ ค่าไฟด้วยแล้ว

 

พอรัฐบาลใช้มาตรการป้องกันโควิด เราได้รับผลกระทบอะไรบ้าง

ปิ๊บ: อย่างแรกเลย ผมไม่ได้เงินเดือน เรื่องสำคัญคือค่าห้อง แล้วก็จ่ายค่าห้องลำบากหน่อย พอไม่มีเงินติดตัวหาซื้ออะไรกินก็ยากมาก…ค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณเกือบหมื่น รวมกันสองคน พวกค่าอาหารก็แพง มื้อหนึ่งอย่างน้อย 60 บาทต่อคน สองคนก็ประมาณ 120 บาท สองมื้อก็สองร้อยกว่าบาทแล้ว คิดเป็นต่อเดือนก็ประมาณ 7,000 ค่าน้ำ ค่าไฟอีก รวมแล้วก็ประมาณหมื่นบาท หากรวมพวกของใช้อื่น ๆ เช่น แชมพู ยาสีฟัน ด้วยก็จะบวกเพิ่มไปอีกครับ

 

ตอนนี้มีเงินเก็บประมาณเท่าไหร่

ปิ๊บ: สองคนรวมแล้วมีเงินเก็บประมาณหมื่นกว่าบาท เฉลี่ยคนละประมาณ 6,000 – 7,000 บาท

 

จัดการอย่างไรกับเงินก้อนนี้

ปิ๊บ: ส่งเงินไปที่บ้านที่ทวายประมาณอย่างน้อยเดือนละ 5,000 – 6,000 บาท

 

ถ้าอย่างนั้นที่บ้านก็ได้รับผลกระทบด้วยใช่ไหมช่วงโควิด เพราะเราไม่มีรายได้

ปิ๊บ: ก็ต้องหาให้ได้ครับ ก็ใช้วิธียืมเงินเพื่อน ๆ ส่งไปให้ครอบครัวครับ เพราะถ้าเราไม่ส่งไปที่บ้านก็ไม่มีเงินใช้ แต่ยังดีที่น้องสาวรับราชการอยู่ที่นั่นก็ยังพอมีรายได้อยู่บ้าง แต่แม่แฟนไม่มีรายได้อะไร ก็ต้องส่งเงินจากที่นี่ไป แต่ก็มีบางเดือนที่ไม่ได้ส่ง เพราะทางเราอาจจำเป็นต้องใช้

 

พอได้ค่าแรงลดลง เรารู้สึกอย่างไรบ้าง และได้ต่อรองอะไรกับเขาไหม

ปิ๊บ ตอนนายจ้างบอกว่าจะให้เงินเดือนแค่ 3,000 บาท ผมก็เสียใจ เศร้าใจอยู่เหมือนกัน เพราะจ่ายค่าห้องแทบจะไม่พอเลย แล้วเรายังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องใช้เยอะอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอม เราเองก็ทำงานกับเค้านานแล้วครับ มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ที่สำคัญทางร้านเองก็ขายไม่ได้ ผมก็เลยเห็นใจเขาด้วย

 

มีการต่อรองอื่น ๆ ไหม

ปิ๊บ: ผมไม่ได้คุยเลยครับ คุยก็คุยได้ แต่ไม่อยากคุย เพราะผมคิดว่าให้เขารู้เองดีกว่า ถ้าเห็นใจแล้วค่อยให้เอง ผมชอบแบบนี้มากกว่า ถ้าไม่ให้ก็ไม่เอา

 

ตอนนี้นายจ้างมีแผนอะไรไหม

ปิ๊บ: เขาบอกว่าจะเปิดร้านใหม่ แล้วให้ผมดูแลที่นั่น แต่เรื่องเงินเดือนยังไม่ได้คุย คงต้องคุยให้เข้าใจ ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่ชอบเท่าไหร่ แล้ว เพราะผมก็ต้องใข้หนี้ มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

 

ถ้าเกิดว่ายังไม่มีงานช่วงนี้ เราคิดว่าจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน แบบพออยู่ได้ ประมาณสักกี่เดือน

ปิ๊บ: เต็มที่ก็ประมาณ 3 – 4 เดือน ถ้าเลยไปไกลกว่านี้ก็จะลำบากมากขึ้น

 

ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ไหม

ปิ๊บ: ตอนนี้ไม่มีครับ เพราะผมก็ต้องผ่อนรถกระบะเหมือนกัน ติดอยู่ประมาณเป็นแสน ซึ่งตอนนี้รถคืนทางเขาไปก่อน เพราะจ่ายไม่ไหว เพราะได้เงินเดือนมาก็จ่ายหนี้ จ่ายค่าบ้าน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว และส่งให้ที่บ้านตลอด ก็เลยแทบไม่มีเงินเก็บ แต่ก็ยังดีที่แฟนมีงานอยู่ ไม่ตกงาน ก็พอช่วยเหลือกันได้

 

ได้วางแผนไหมว่าภายในหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้าว่าจะเอาไงต่อ

ปิ๊บ: ตอนนี้ก็หนักใจเหมือนกัน คิดอะไรไม่ออก เพราะไปทำงานที่อื่นก็เหมือนๆกัน ร้านค้าอื่น ๆ ก็ขายไม่ได้ ถ้าจ้างเราไปทำงาน เขาก็มีรายจ่ายเพิ่มอีก เพราะฉะนั้นช่วงนี้ก็คงยังไม่มีใครรับเรา แต่คิดว่าสิ้นปีนี้จะกลับบ้าน ไปทำงานที่บ้าน

 

เป็นเพราะโควิดหรือเปล่า

ปิ๊บ: ไม่ใช่ครับ ผมคิดไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว

 

แล้วช่วงนี้มีคิดขึ้นมาไหมว่าจะกลับบ้าน

ปิ๊บ: ยังไม่คิดว่าจะกลับช่วงนี้ครับ เพราะต้องสู้ไปก่อน ก็จะทำตามแผนเดิมว่าสิ้นปีนี้จะกลับบ้าน กลับไปทำอะไรสักอย่าง พร้อมก็คงเริ่มเลย ถ้าไม่พร้อมก็คงอยู่ที่นี่อีกสักปี แต่ยังไงก็คงกลับไปดูก่อนว่างานที่คิดไว้จะเริ่มได้เลยไหม ถ้าโอเคก็คงเริ่มเลย

 

แล้วใช้เงินลงทุนจากไหน

ปิ๊บ: ใช้เงินค่าแชร์ที่ส่งไปที่บ้านครับ เก็บไว้เป็นเงินเก็บเงินฉุกเฉิน

 

แล้วแฟนจะกลับด้วยไหม

ปิ๊บ: น่าจะยังครับ ผมจะขอไปสำรวจที่ทวายและลองทำไปก่อน ถ้าดีแล้วก็คงจะกลับตามมา เปิดร้าน ดูแลร้านกาแฟด้วยกัน ถ้ากลับไปที่บ้านพร้อมกัน แล้วมันไม่ค่อยดี ก็จะขาดรายได้ทางนี้ไปเลย ซึ่งเป็นรายได้หลักในตอนนี้

 

แล้วถ้าไม่สำเร็จ จะกลับมาที่เมืองไทยอีกไหม

ปิ๊บ: ถ้าร้านกาแฟไม่สำเร็จ ก็คงทำอย่างอื่นที่โน่นต่อ เพราะตั้งใจจะกลับแล้วครับ

 

ชุมชนวัดไผ่ตัน กลายมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร กลายมาเป็นชุมชนคนทวายที่ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร

ปิ๊บ: ช่วงแรกประมาณ 15 – 16 ปีที่แล้ว มีคนทวายมาอยู่แค่ 2 – 3 คน ตอนนั้นตลาด อตก ไม่ใช่ตลาดใหญ่แบบนี้ เหมือนตลาดสดทั่วไป พอมีการขยายตลาด มีคนมาขายของที่ตลาดมากขึ้น ก็เลยมีความต้องการแรงงานมากครับ พอคนทวายที่อยู่ที่นี่เห็นว่าเริ่มมีความต้องการคนงาน เขาก็บอกต่อ ๆ ชวน ๆ กันมา ภายใน 4 -5  ปี หลังจากที่มีการขยายตลาด ก็มีคนทวายมาอยู่เยอะขึ้น ประมาณร้อยกว่าคน ตอนนี้ก็มีราว ๆ 200 คนแล้ว

 

เคยชวนเพื่อน ๆ มาทำงานที่นี่ไหม

ปิ๊บ: เคยครับ ประมาณ 2-3 คน แต่จริง ๆ แล้วมีคนที่อยู่ทางใต้ของเมืองทวาย อยู่ถัดลงไปใต้ไปชื่อเมืองตะเย ชอง มาอยู่แถบนี้ด้วยเหมือนกัน เขาก็ชวนคนแถวบ้านเขามาทำงานที่นี่เหมือนกัน

 

เริ่มต้นหางานที่นี่ยังไง นึกภาพไม่ออกเลย

ปิ๊บ: ตอนแม่ผมอายุได้ 8 ขวบ ก็มาอยู่เมืองไทยแล้วครับ มาหางานที่เมืองไทย ตอนนั้นจนมาก แทบจะไม่มีกิน แม่ก็เลยตัดสินใจมาอยู่ที่กาญจนบุรี ตอนนี้แม่อายุ 54 ปี ก็หลายปีอยู่ครับ…จริง ๆ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว คนทวายมาอยู่ที่เมืองไทยเยอะมาก ไม่ใช่ที่กรุงเทพนะครับ แต่ไปอยู่แถวกาญจนบุรี แถวระนอง ไปอยู่ตามเมืองใกล้ชายแดนก่อน แล้วค่อยขยับเข้ามาเรื่อย ๆ

 

ชุมชนคนทวายที่นี่อยู่กันอย่างไรบ้าง

ปิ๊บ: ชุมชนวัดไผ่ตันมีคนทวายอยู่ประมาณ 200 คนครับ อยู่แบบคนบ้านเดียวกัน อยู่กันแบบพี่น้อง มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ไปช่วยเขา เวลามีงานบุญเลี้ยงพระ ก็เอาแรงไปช่วยกันครับ  เวลามีพระจากทวาย จากย่างกุ้งมาที่วัดไผ่ตัน ก็ช่วย ๆ จัดงานกันครับ…เมื่อก่อนเวลามีงานอะไร ก็ยังไม่ได้ใช้ที่วัด ทำที่ห้องเช่า  ห้องที่มีพื้นที่กว้าง ๆ ห้องไหนกว้างเราก็จะไปจัดงาน สวดมนต์กันที่นั่น แต่พอมีคนเยอะขึ้นก็ต้องขยายพื้นที่จัดงาน ย้ายไปใช้บริเวณท่าเรือบ้าง ตลาด อตก บ้าง แต่ตอนหลังทางตลาดไม่อนุญาต ก็เลยให้คนไทยที่อยู่ตรงท่าเรือช่วยขอใช้พื้นที่ศาลาของวัดไผ่ตัน  ท่านเจ้าอาวาสก็ใจดีมากครับ อนุญาตให้พวกเราใช้ แล้วก็ใช้วิธีบริจาคให้ทางวัดไปครับ เป็นค่าบำรุงวัด บำรุงสถานที่

คนไทยที่อยู่ตรงท่าเรือก็ใจดีมากครับ คอยช่วยเหลือเราตลอด เวลามีคนมาตรวจบัตร ตรวจพาสปอร์ตพวกเรา เขาก็จะคอยบอก คอยถามตลอดว่ามีบัตรไหม เขาก็จะคอยคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ว่าพวกเราถูกกฎหมายนะ มีบัตรถูกต้อง เจ้าหน้าที่ก็จะไม่ค่อยมายุ่งเท่าไหร่

 

ช่วยเล่าเรื่องกองทุนบุญของชุมชนให้ฟังหน่อย

ปิ๊บ: กองทุนนี้เริ่มจากงานบุญครับ เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ มีค่าทำบุญ ค่าศาลา เลี้ยงอาหาร  ก็เลยใช้วิธีตั้งกองทุน ลงขันกันขึ้นมา บริจาคเข้าส่วนกลาง เวลามีงานชุมชน หรืองานบุญจะได้เอาเงินส่วนนี้ไปใช้ แต่ก่อนไม่มีกองทุน ใช้เวลาทำบุญแยกประเภทไป เช่น คนนี้ทำเรื่องอาหาร คนนี้ทำเรื่องค่าศาลา ค่าน้ำ พอทำไปเรื่อย ๆ เงินทำบุญแต่ละคนก็น้อยลง เงินที่มีก็น้อยลง ก็เลยใช้วิธีตั้งกองทุนขึ้นมาจัดการ ดูแลร่วมกัน แบ่งหน้าที่กัน  เวลามีพระมาจากที่ทวาย มาที่วัดไผ่ตันจะได้นำเงินในกองทุนไปใช้ได้เลย โดยกองทุนใช้วิธีเก็บเงินประมาณเดือนละร้อยบาทต่อคน หรือครั้งละร้อยบาท ซึ่งในกองทุนนี้เราไม่ได้บังคับว่าทุกคนต้องเข้า แต่จะมีประมาณ 50 คน ที่อยู่ในกองทุน เงินในส่วนนี้ไม่ได้เอาไปใช้แค่เรื่องทำบุญ แต่เอาไปใช้เวลาสมาชิกกองทุนมีเรื่องเดือดร้อนที่ต้องใช้จ่ายเงินแบบฉุกเฉินด้วย เช่น ค่าจัดงานศพทั้งคนที่นี่และญาติที่ทวายด้วย เวลาป่วยไข้มีคนเข้าโรงพยาบาล เราก็นำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือเขา

 

มีเงินสะสมเยอะไหม ในกองทุนตอนนี้

ปิ๊บ: ประมาณ 5,000 กว่าบาท…แต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาเราไม่เก็บ เพราะทุกคนเดือดร้อนเหมือนกันหมด เลยต้องงดไปก่อนครับ

 

นอกจากเราแล้ว มีใครคิดอยากจะกลับบ้านที่ทวายบ้างไหม ถ้าหมดโควิดแล้วด่านเปิดจะกลับไหม

ปิ๊บ: หลายคนก็อยากกลับครับ แต่กลับไปช่วงนี้ หรือแม้แต่ตอนด่านเปิดแล้ว กลับไปก็คงต้องถูกทางเจ้าหน้าที่ฝั่งนั้นกักตัวประมาณเกือบหนึ่งเดือน ก็คงไม่ต่างอะไรจากการไม่ได้กลับบ้าน แถมกลับไปบ้านก็ไม่มีเงินใช้ และอาจจะลำบากคนที่นั่นด้วย พอเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับอยู่ที่นี่ กลับไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่ตอนนี้ร้านค้าหลายแห่งก็กลับมาเปิดแล้ว หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอนุญาตให้เปิดตลาดจตุจักรได้

 

ถ้าเกิดกลับไป มีผลเรื่องเอกสารด้วยหรือไม่

ปิ๊บ: มีผลส่วนหนึ่งครับ คือ ตอนนี้เรื่องเอกสาร เรื่องพาสปอร์ตยังไม่ทำ จริง ๆ ทำไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ต่อวีซ่าใบอนุญาตทำงานไม่ทัน (work permit) เพราะว่าติดเรื่องโควิดพอดี เพราะถ้าเรากลับไปที่บ้าน ก็ต้องโดนกักตัวอีก ก็กลับมาไม่ได้ เพราะต้องกลับมาต่อพาสปอร์ต ไม่เช่นนั้นพาสปอร์ตก็เสียเปล่าไปเลย ใช้ไม่ได้ แต่เชื่อว่าภายในเดือนหรือสองเดือนนี้ สถานการณ์น่าจะกลับมาเป็นปกติ เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อน้อยลงเรื่อย ๆ คิดว่าก็คงจะดีขึ้น และกลับมาเหมือนเดิมได้ คนที่ป่วยอยู่ก็หายดีขึ้นเรื่อย ๆ ร้านค้าก็กลับมาทยอยเปิดแล้ว

 

แต่ถ้าโควิดหายแล้วเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น มันน่าจะยาวนานกว่าไหม เรากังวลเรื่องการหาเงินไหม

ปิ๊บ: เรื่องงานก็คงหาไปเรื่อย ๆ รับจ๊อบเล็กๆไปก่อน ถ้าได้สักที่หนึ่งก็คงดี ก็คงไปทำงานที่นั่น ระหว่างนี้ก็คงต้องพยายามหาไปก่อน

 

แสดงว่าที่เมืองไทยยังหางานได้ง่ายอยู่

ปิ๊บ: คนที่กลับบ้านไปก็มีเยอะเหมือนกัน ก็แสดงว่างานยังคงมีอยู่

 

แสดงว่าเราก็ไม่ยึดติดกับนายจ้างเดิม ถ้ามีงานก็พร้อมที่จะไปหานายจ้างใหม่ใช่ไหม

ปิ๊บ: ใช่ครับ ถ้านายจ้างเดิมไม่โอเค ผมก็พร้อมไปหาที่ใหม่ แต่จริง ๆ ผมก็เห็นใจเขาครับ ขายของไม่ดีเลย เขาให้ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ผมก็ยอม แต่ถ้าเริ่มใหม่แล้วลดค่าจ้างกว่าที่ผมได้ ผมก็อาจจะออกไปหาที่ใหม่ครับ

 

คิดว่าหลังจากมีโควิด เราจะต้องปรับการใช้ชีวิตของเราใหม่ไหม

ปิ๊บ: ตอนนี้ผมก็ใช้เงินที่หามาได้ไปก่อนครับ ไม่ได้เก็บเงินอะไร หลังจากโควิดก็คงต้องเก็บเงินไว้กับตัวเองมากขึ้น เผื่อไว้เกิดอะไรขึ้นจะได้เอาส่วนนั้นมาใช้ได้ ทัน เพราะปกติส่งเงินกลับบ้านเกือบทั้งหมด

 

คิดว่าหลังจากนี้จะสำรองเงินเก็บไว้กับตัวประมาณสักกี่เดือน

ปิ๊บ: ตรงนี้ยังไม่ได้คิดครับ เพราะว่าตอนนี้แฟนทำงานได้ปกติ ได้เงินเดือนปกติ ก็เลยยังพอช่วยเหลือกันได้ แต่สำหรับครอบครัวอื่นถือว่าลำบากมากครับ บางครอบครัวตกงานทั้งคู่ สามี ภรรยาเลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s