การเมืองของกำลังไฟฟ้าสำรองสู่การเป็นร้านขายแบตเตอรี่แห่งเอเชียของไทย และค่าความไม่พร้อมก็ต้องจ่าย

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร   เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนองานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกงภายใต้ชื่อ "วงจรแห่งพลังงาน: ความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมจากห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ถึงเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของลาว" (Circuits of power: Environmental injustice from Bangkok’s shopping malls to Laos’ hydropower dams') ที่ชี้ให้เห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของกรุงเทพฯ ที่มีห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่จำนวนมากที่มีการบริโภคไฟฟ้าอย่างมหาศาล และการใช้ไฟฟ้าของผู้คนในเมืองที่ก็อาจจะไม่ได้สนใจเลยว่าไฟฟ้าเหล่านี้มาจากไหน และสร้างผลกระทบอะไรให้ใครบ้างรายงานชิ้นนี้ชี้ว่าความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าของเมืองไทยนั้นส่วนหนึ่งได้มาจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หนึ่งในแหล่งที่มาหลักก็คือ เขื่อนไฟฟ้าในลาวที่มีนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนไทยเข้าไปสร้างเขื่อน แน่ละ เพราะไม่มีใครเห็นว่าตัวเลขไฟฟ้าบนหน้าปัดมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้าน หรือแม้กระทั่งบิลค่าไฟฟ้ารายเดือนได้ชี้แจงให้เห็นว่าไฟฟ้าที่ได้มาจากไหน และตัวมันเองก็คงบอกไม่ได้ เมื่อเข้าไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ดูแลเรื่องไฟฟ้าแล้ว งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮ่องกงดังกล่าวช่วยให้เราตระหนักได้ว่าไฟฟ้าที่เราใช้นั้นสร้างผลกระทบอะไรต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนอื่นได้บ้าง เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ นอกจากต้นทุนชีวิตของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และชีวิตผู้คนแล้ว ใกล้ตัวสุดก็คงเป็นค่าไฟนี่แหละที่อาจทำให้เราคนไทยผู้ใช้ไฟเข้าใจมากขึ้น และถ้าเราไม่ได้อ่านแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าหรือ PDP กันอย่างจริงจังก็จะไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วประเทศไทยไม่จำเป็นต้องนำเข้าไฟฟ้าหรือสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มแต่อย่างใด นั่นก็เพราะไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองล้นเกินอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก   กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินและราคาที่ต้องจ่าย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 โปรเจกเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Project SEVANA … Continue reading การเมืองของกำลังไฟฟ้าสำรองสู่การเป็นร้านขายแบตเตอรี่แห่งเอเชียของไทย และค่าความไม่พร้อมก็ต้องจ่าย

Deep in Blue (Mekong) : ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน และโขงคราม กับความ “ขึด” ของเขื่อนที่กระทำต่อแม่น้ำโขง

ธีรชัย ศาลเจริญกิจถาวร ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บนหน้าสื่อสังคมออนไลน์ได้ปรากฏภาพของแม่น้ำโขงสีครามจากหลายพื้นที่ในจังหวัดริมโขง ไล่ลงมานับตั้งแต่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยจนถึงอุบลราชธานี ผู้คนในโลกเสมือนต่างพากันแสดงความตกตะลึงและชื่นชมความสวยงามนี้ และอยากจะลองไปเที่ยวชมความงามที่หาได้ยากจากที่ไม่ปรากฏในสถานการณ์ปกติ โดยปกติแล้วน้ำโขงจะเป็นสีขุ่นหรือสีปูน แม้ว่าในช่วงฤดูแล้งผิวน้ำจะมีลักษณะที่ใสลงมาบ้าง แต่ก็ไม่มากจนเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์โขงครามทั่วท้องน้ำอย่างที่เห็น ราวกับเป็นกระจกใสเช่นนี้ในทุกพื้นที่ หากจะเปรียบเทียบให้ชัดเจนเราจะเห็นความขุ่นของแม่น้ำโขงได้เมื่อไปยืนชมแม่น้ำโขงในจุดที่แม่น้ำโขงได้พบเจอกับแม่น้ำมูน หรือบริเวณที่เรียกว่า “แม่น้ำสองสี” แต่ขณะนี้น้ำโขงได้ใสเทียบเท่าและอาจจะมากกว่าแม่น้ำมูนไปแล้ว หรือหากมองไปในแม่น้ำโขงบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำจะมีสีขุ่นชัดเจน เมื่อเทียบกับพื้นที่กลางน้ำ วลีที่ใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวและบ่งบอกธรรมชาติของสองสายน้ำที่ว่า “โขงสีปูน มูนสีคราม” จึงไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ใต้ความสวยพิฆาตของแม่น้ำโขงในขณะนี้ ลึกลงไปในรายละเอียดเราจะพบว่าจริง ๆ แล้วแม่น้ำโขงกำลังหิวโหย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “hungry water effect” เกิดจากการที่น้ำไม่มีตะกอนให้กิน หรือไม่มีตะกอนพัดมากับน้ำเลย ทั้งนี้เนื่องจากว่าตะกอนที่ปกติพัดมากับการไหลของสายน้ำถูกกักไว้อย่างผิดธรรมชาติ โดยเขื่อนกั้นลำน้ำโขงสายหลัก ตะกอนปริมาณมหาศาลจมลงจากผิวน้ำลงสู่ใต้น้ำ เกิดภาวการณ์ตกตะกอน น้ำที่เล็ดลอดออกมาจากการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนที่ก่อนหน้านี้ถูกกักไว้จึงกลายเป็นสีครามอย่างที่เห็น เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการที่ติดตามความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ได้ร่วมกันจัดงานเสวนา “น้ำท่วมหน้าแล้ง น้ำแห้งหน้าฝน สู่โขงสีคราม: ปัญหา ผลกระทบ และความรับผิดชอบ” ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน (สะพานหัวช้าง) … Continue reading Deep in Blue (Mekong) : ท่วมหน้าแล้ง แห้งหน้าฝน และโขงคราม กับความ “ขึด” ของเขื่อนที่กระทำต่อแม่น้ำโขง

เอิ้นขวัญคืนโขงวันเขื่อนจ่ายไฟ

เรื่องและภาพโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร   สำหรับชาวอุษาคเณย์และชาวจีน การดำรงอยู่ของขวัญ คือ การดำรงอยู่ของชีวิต หากไม่มีขวัญก็ไม่มีชีวิต ขวัญจึงเป็นแหล่งสถิตพลังแห่งชีวิตของพวกเขา คำกล่าวข้างต้นมาจากข้อเขียนที่สำคัญของ สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีอุษาคเณย์คนสำคัญของเมืองไทยที่มีข้อเสนอว่า ขวัญ เป็นสิ่งจำเพาะของชาวอุษาคเณย์ซึ่งแตกต่างกับจิตวิญญาณในความเข้าใจของตะวันตกหรือแม้กระทั่งพุทธศาสนา สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ชี้ให้เห็นลักษณะของขวัญว่า จริง ๆ แล้ว ขวัญไร้รูปร่าง มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่อยู่อย่างกระจัดกระจายและสถิตอยู่ตามร่างกายของคนและสัตว์ หรือแม้กระทั่งสิ่งของ สถานที่ต่าง ๆ โดยขวัญดำรงอยู่ในสังคมอุษาคเณย์มาเป็นเวลากว่า 3,000 ปี เป็นอย่างน้อยจนถึงปัจจุบัน โดยเราสามารถพบร่องรอยของขวัญได้จากพิธีกรรมที่สำคัญตามงานมงคลและแม้กระทั่งงานอวมงคลต่าง ๆ เราจะพบเห็นพิธีบายศรีสู่ขวัญ ในงานเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ และในงานที่สร้างขวัญและกำลังใจใครสักคนหรือกลุ่มคน ก่อนที่จะไปเผชิญกับสิ่งที่ไม่ขาดฝัน หรือหลังจากที่พวกเขาประสบหรือเผชิญกับเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ นานา พิธีกรรมเอิ้นขวัญคืนโขงที่ชาวบ้านริมโขงกว่า 7 จังหวัด นับร้อยชีวิต ร่วมกันจัดขึ้นบนเรือขนส่งข้ามโขง บนแม่น้ำโขง บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคกไผ่ อำเภอปากชม จังหวัดเลย  เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 … Continue reading เอิ้นขวัญคืนโขงวันเขื่อนจ่ายไฟ

ข้อเท็จจริง 8 ประการจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่แม่น้ำโขง กรณีเขื่อนไซยะบุรี ที่มีการเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ 29 ตุลาคม2562

ข้อเท็จจริง 8 ประการจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่แม่น้ำโขง กรณีเขื่อนไซยะบุรี ที่มีการเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ 29 ตุลาคม2562 โดย เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดแม่น้ำโขง 7 พฤศจิกายน 2562 สืบเนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลผ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่เขื่อนไซยะบุรี เริ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อขายอย่างเป็นทางการให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ซึ่งทำงานติดตามกรณีผลกระทบจากการพัฒนาบนแม่น้ำโขงมาตลอด ขอมีข้อชี้แจง ดังนี้ 1.ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: “โรงไฟฟ้าต้นแบบ “ฝายทดน้ำขนาดใหญ่” Run of river มีการอธิบายว่าโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ผลิตไฟฟ้าโดยอาศัยการยกระดับน้ำ บริหารจัดการน้ำแบบ in flow = out flow  ยกระดับเท่าตลิ่งในช่วงฤดูน้ำหลาก ยกระดับเพียง 1 ครั้งตลอดอายุของโรงไฟฟ้า ไม่มีอ่างเก็บน้ำ ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: แม้จะเรียกตัวเองว่า “ฝายทดน้ำ” แต่โครงสร้างของเขื่อนไซยะบุรีเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ พาดผ่านกลางลำน้ำโขง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คือ … Continue reading ข้อเท็จจริง 8 ประการจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่แม่น้ำโขง กรณีเขื่อนไซยะบุรี ที่มีการเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ 29 ตุลาคม2562

ประชาชน 7 จังหวัดริมโขงชี้ เขื่อนแม่น้ำโขงส่งผลต่อความสุขคนโขงที่ไม่อาจหวนคืน พร้อมเสนอวิธีการปรับตัวจากปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน

ในเวทีเสวนา "เขื่อนไซยะบุรี กับการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศและวิถีชุมชนลุ่มน้ำโขงที่ไม่หวนคืน" เวลา 13.00 - 15.30 น. ณ ศาลาประชาคมอำเภอปากชม จังหวัดเลย ตัวแทนจากชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด ได้นำเสนอถึงความเปลี่ยนแปลงและความทรงจำต่อแม่น้ำโขงในช่วงชีวิตของพวกเขาที่ผ่านมา พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นับแต่มีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักในจีน ตั้งแต่ปี 2539 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีหลัง ที่แม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนทั้งในแง่ระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน การประกอบอาชีพ และความรู้ความเข้าใจต่อแม่น้ำโขงงที่เปลี่ยนไปและการไม่สามารถคาดการณ์ตามความรู้เดิมหรือภูมิปัญญาของพวกเขาได้อีกต่อไป นำมาสู่การนำเสนอทางออกที่จำเป็น หรืออาจเรียกว่าเป็นการปรับตัวของพวกเขาต่อแม่น้ำโขงที่เปลี่ยนแปลงจากเขื่อน   ความสุขของคนโขงที่ไม่อาจหวนคืน   กุศล พุทธทองศรี ตัวแทนชุมชนริมโขงจังหวัดเลย บอกเล่าถึงความสุขและความทรงจำในวัยเยาว์ของเขาต่อแม่น้ำโขงว่า เมื่อก่อนทรัพยากรในแม่น้ำโขงอุดมสมบูรณ์มาก เมื่อเทียบกับปัจจุบัน กล่าวว่า เมื่อก่อนมีปลาเลิม ซึ่งเป็นปลากินเนื้อขนาดใหญ่ในกลุ่มปลาบึกเป็นจำนวนมาก มากจนขนาดนี้ที่ว่าสามารถปลุกคนหลับให้ตื่นได้ และจะมีเสียงเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว อีกทั้งในดินแม่น้ำโขงอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านสามารถปลูกพืชริมโขงได้โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้าและปุ๋ย เพียงแต่รดน้ำอย่างเดียวเท่านั้น พืชผักเจริญงอกงาม ได้ผลผลิตดี และพบจักจั่น และไส้เดือนน้ำโขงที่มีขนาดยาวมาก หมออาจกล่าวต่อไปว่าชาวบ้านเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงตั้งแต่ช่วงปี 2540 โดยสังเกตจากระดับน้ำที่ขึ้นลงผิดปกติ คาดเดายากขึ้น … Continue reading ประชาชน 7 จังหวัดริมโขงชี้ เขื่อนแม่น้ำโขงส่งผลต่อความสุขคนโขงที่ไม่อาจหวนคืน พร้อมเสนอวิธีการปรับตัวจากปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน

ภาคประชาสังคม นักวิชาการแม่น้ำโขงลั่นเขื่อนไซยะส่งผลกระทบ สร้างต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ก่อนเขื่อนจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าสู่ประเทศไทยหนึ่งวัน ชี้มีปัญหาธรรมาภิบาลรุนแรง

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562  เวลา 9.30 น. ณ ศาลาประชาคมปากชม อำเภอปากชม จังหวัดเลย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขงและประชาชน 7 จังหวัดภาคอีสาน คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) และภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นปัญหาแม่น้ำโขงหลากหลายองค์กร และภาคส่วนราชการโดยกรมประมงในส่วนของ 7 จังหวัดแม่น้ำโขง ร่วมกันจัดเวทีเสวนา "เขื่อนไซยะบุรี กับคำถามต่อความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลของกลไกระดับประเทศและระหว่างประเทศ" โดยมีภาคประชาสังคมและนักวิชาการร่วมแลกเปลี่ยนและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานโครงการ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งเห็นได้ชัดนับแต่เขื่อนไซยะบุรีเริ่มทดลองกัดเก็บน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ก่อนที่จะมีการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นับตั้งแต่มีนาคม 2562 พร้อมทั้งร่วมกันเสนอทางออกต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากเขื่อนไซยะบุรี ตลอดจนการสร้างความตระหนักและฟื้นฟูอาชีพประมงแม่น้ำโขงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ โดยภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน กฤษฎา บุญชัย จากสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ผู้ดำเนินรายการของเวทีเสวนาในครั้งนี้เริ่มด้วยประเด็นการเกิดขึ้นของเขื่อนในแม่น้ำโขงทั้งไทยและจีน ไม่ว่าจะเป็นระบบนิเวศของแม่น้ำ และวิถีชีวิตของชุมชนริมโขง เขื่อนไซยะบุรีเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าจะสร้างผลกระทบรุนแรง ประเด็นสำคัญคือเขื่อนนี้มีธรรมาภิบาลในการจัดการหรือไม่ ประเด็นที่สอง คือ เรื่องความโปร่งใสเกี่ยวกับข้อมูลโครงการที่ผู้ได้รับผลกระทบได้รับ และประเด็นที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ ความรับผิดชอบต่อโครงการและผลกระทบโครงการ ประเด็นประสิทธิภาพการผลิตและความมั่นคงทางพลังงาน มนตรี จันทวงศ์ … Continue reading ภาคประชาสังคม นักวิชาการแม่น้ำโขงลั่นเขื่อนไซยะส่งผลกระทบ สร้างต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ก่อนเขื่อนจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าสู่ประเทศไทยหนึ่งวัน ชี้มีปัญหาธรรมาภิบาลรุนแรง

9 ปีของประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี

ชวนอ่านรายงานการศึกษาล่าสุดของ The Mekong Butterfly "ต้นทุนที่ถูกซ่อนภายใต้ข้อจำกัดด้านธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขง: 9 ปีของประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี" (The hidden cost of hydropower dams in the Mekong river basin: 9 years of repeated history of lack of Governance and Accountability) รายงานฉบับนี้มีความมุ่งหวังที่จะวิเคราะห์ให้เห็นถึง ต้นทุนจากโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ถูกซ่อน และเป็นภาระต่อชุมชน สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ตั้งแต่การสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงตอนล่างแห่งแรก คือเขื่อนไซยะบุรี เมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา และติดตามมาด้วยแผนการสร้างอื่นตัวอื่น ๆ อีก 3 แห่ง คือ โครงการเขื่อนดอนสะโฮง, เขื่อนปากแบ่ง และเขื่อนปากลาย โดยเขื่อนไซยะบุรีจะมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าอย่างเป็นทางการให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ความเสียหายจากเขื่อนไซยะบุรีที่เกิดขึ้นกับชุมชน สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศแม่น้ำโขง … Continue reading 9 ปีของประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง ยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครอง กรณีเขื่อนไซยะบุรี

วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 ณ ศาลปกครองสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า นางสาวเฉลิมศรี ประเสิรฐศรี ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี และนายชาญณรงค์ วงศ์ลา ผู้ฟ้องคดี ตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยขอให้ดำเนินการระงับ หรือชะลอการรับซื้อไฟฟ้าอันเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนโครงการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี ที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามทำสัญญาซื้อไฟฟ้า กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ นส.เฉลิมศรี ทนายความ กล่าวว่าคดีนี้ เกิดจากวิกฤติน้ำโขงเหือดแห้งกระทันหันในช่วงเดือนนี้ โดยเฉพาะในเขตพรมแดนไทยลาว ท้ายน้ำจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี ทำให้ประชาชนไทยที่อาศัยในชุมชนริมโขง ในจ.เลย หนองคาย และจังหวัดภาคอีสานอื่นๆ ที่ติดลำน้ำโขงได้รับผลกระทบ โดยในคำฟ้องระบุว่า เมื่อโครงการเขื่อนไซยะบุรีสร้างเสร็จแล้วจะปล่อยน้ำไหลผ่านในแต่ละวันเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลเข้า โดยไม่มีการกักเก็บน้ำไว้ ดังนั้นน้ำในลุ่มน้ำโขงจะเป็นปติตลอดทั้งปี แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม พบว่าืระดับน้ำท้ายน้ำจากเขื่อนลดลงอย่างกระทันทัน และส่งผลกระทบต่อ ปลา สัตว์น้ำ ระบบนิเวศ พืช และระบบประปาที่สูบน้ำโดยตรงจากแม่น้ำโขง พบว่าเมื่อมีประกาศว่ามีการดำเนินการทดลองผลิตไฟฟ้า ก็เกิดเหตุการณ์ปลาแห้งตายตามแก่ง แพสูน้ำประปาค้างริมตลิ่ง … Continue reading เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง ยื่นคำร้องคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครอง กรณีเขื่อนไซยะบุรี

ดูน้ำโขงกันทีละหยด ไหลเข้า-ไหลออก ที่เขื่อนไซยะบุรี

จากเอกสารของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ ที่เผยแพร่ให้สื่อมวลชนในการไปดูเขื่อนไซยะบุรี ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2562มีจำนวน 8 หน้า นับเป็นเอกสารที่แปลก ตรงที่ไม่มีการระบุชื่อเรื่องเอกสาร แต่เมื่ออ่านแล้วก็เข้าใจได้ว่า บริษัทฯต้องการบอกว่า เขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบน้ำไหลเข้าเท่ากับน้ำไหลออก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสถานการณ์น้ำโขงแห้งในภาคอีสานของไทย สาเหตุมาจาก เขื่อนจีนปล่อยน้ำมาน้อยประกอบกับปริมาณฝนที่ตกน้อยในรอบ 100 ปี พร้อมด้วยชุดข้อมูลอ้างอิงเรื่องน้ำโขง, น้ำฝน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในเอกสารทั้ง 8 หน้า ไม่ได้มีข้อมูลตัวเลขอัตราการไหลของน้ำโขง ที่ระบุให้เห็นอย่างปราศจากข้อสงสัยว่า น้ำโขงไหลเข้าเท่ากับน้ำโขงไหลออกและมีข้อมูลหลายประการในเอกสารนี้ที่มีมุมมองในด้านที่แตกต่างออกไป ดังที่จะได้กล่าวถึงต่อไปนี้ น้ำโขงมาจากไหน? เอกสารฉบับนี้ ยอมรับโดยดุษฎีว่ามองจากจุดยืนบนสันเขื่อนไซยะบุรีว่า น้ำโขงไม่ได้มาจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังยอมรับด้วยว่า “น้ำโขงที่มาจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนในจีนที่ส่งผลกระทบมากที่สุด” ในจุดยืนเดียวกันกับคนที่แก่งคุดคู้ อ.เชียงคาน จ.เลย หรือที่หาดจอมมณี อ.เมือง จ.หนองคาย ก็ย่อมมองว่า “น้ำโขงที่มาจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนในจีนและเขื่อนไซยะบุรีที่ส่งผลกระทบมากที่สุด” ได้เช่นกัน เพราะเป็นเขื่อนที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด  สาระสำคัญคือ บริษัทฯได้ยอมรับว่า “เขื่อน” เป็นปัจจัยสำคัญของการระบายน้ำมากหรือน้อย ซึ่งเขื่อนไซยะบุรีก็ไม่ได้มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด Natural … Continue reading ดูน้ำโขงกันทีละหยด ไหลเข้า-ไหลออก ที่เขื่อนไซยะบุรี

เสียงของหมาป่าจากต้นน้ำหลานชางเจียง

เรื่องและกราฟิกโดย มนตรี จันทวงศ์ เสียงของหมาป่าจากต้นน้ำหลานชางเจียง[1] ข่าวคำแถลงของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ว่าด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวกับจีนในปัญหาน้ำแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม[2] ประกอบกับข่าวการแจ้งเตือนของ MRC เกี่ยวกับการลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง ในวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา[3]  ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการวางจังหวะให้คำแถลงของสถานฑูตจีนในไทย  ให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง โดยอ้างผลประโยชน์ที่คนลุ่มน้ำโขงตอนล่างจะได้รับ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี โดยเฉพาะการอ้างว่า “ฝ่ายจีนสร้างเขื่อนแบบขั้นบันไดตามแม่น้ำล้านช้าง เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ สถานีกำเนิดไฟฟ้าแบบขั้นบันไดนั้นปล่อยน้ำในหน้าแล้ง กักเก็บน้ำในหน้าฝน ซึ่งจะเป็นการ “ปรับลดน้ำท่วม เพิ่มน้ำหน้าแล้ง” ต่อแม่น้ำโขง หลังการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำที่ไหลออกนอกประเทศของแม่น้ำล้านช้างได้เพิ่ม 70% ในหน้าแล้ง และลดลง 30% ในหน้าฝนเมื่อเทียบกับสภาพแบบธรรมชาติเดิม ซึ่งได้ลดค่าเสียหายทางเศรษฐกิจของมวลประชาชนสองฟากฝั่งอันเกิดจากระดับน้ำแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงผิดปกติ” และอ้างถึง “เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนในภูมิภาค เพื่อความร่วมมืออันดีในอนุภูมิภาคฯ” รวมทั้งถ้อยแถลงที่ผ่าน MRC ยังระบุว่า การลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง จะไม่สร้างผลกระทบที่สำคัญต่อลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ผู้เขียนใคร่ขอแสดงทัศนะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ต่อคำแถลงของทางการจีนทั้งที่ผ่านสถานฑูตและMRC  ซึ่งเป็นการแถลงเข้าข้างตนเองเพียงฝ่ายเดียว ไม่ต่างกับนิทานหมาป่ากับลูกแกะ ด้วยเหตุผลดังนี้ ประการที่หนึ่ง จีนได้สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงเขื่อนแรกคือเขื่อนม่านวาน มาตั้งแต่ปี 2536 … Continue reading เสียงของหมาป่าจากต้นน้ำหลานชางเจียง