ดูน้ำโขงกันทีละหยด ไหลเข้า-ไหลออก ที่เขื่อนไซยะบุรี

จากเอกสารของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ ที่เผยแพร่ให้สื่อมวลชนในการไปดูเขื่อนไซยะบุรี ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2562มีจำนวน 8 หน้า นับเป็นเอกสารที่แปลก ตรงที่ไม่มีการระบุชื่อเรื่องเอกสาร แต่เมื่ออ่านแล้วก็เข้าใจได้ว่า บริษัทฯต้องการบอกว่า เขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าแบบน้ำไหลเข้าเท่ากับน้ำไหลออก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสถานการณ์น้ำโขงแห้งในภาคอีสานของไทย สาเหตุมาจาก เขื่อนจีนปล่อยน้ำมาน้อยประกอบกับปริมาณฝนที่ตกน้อยในรอบ 100 ปี พร้อมด้วยชุดข้อมูลอ้างอิงเรื่องน้ำโขง, น้ำฝน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลในเอกสารทั้ง 8 หน้า ไม่ได้มีข้อมูลตัวเลขอัตราการไหลของน้ำโขง ที่ระบุให้เห็นอย่างปราศจากข้อสงสัยว่า น้ำโขงไหลเข้าเท่ากับน้ำโขงไหลออกและมีข้อมูลหลายประการในเอกสารนี้ที่มีมุมมองในด้านที่แตกต่างออกไป ดังที่จะได้กล่าวถึงต่อไปนี้ น้ำโขงมาจากไหน? เอกสารฉบับนี้ ยอมรับโดยดุษฎีว่ามองจากจุดยืนบนสันเขื่อนไซยะบุรีว่า น้ำโขงไม่ได้มาจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังยอมรับด้วยว่า “น้ำโขงที่มาจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนในจีนที่ส่งผลกระทบมากที่สุด” ในจุดยืนเดียวกันกับคนที่แก่งคุดคู้ อ.เชียงคาน จ.เลย หรือที่หาดจอมมณี อ.เมือง จ.หนองคาย ก็ย่อมมองว่า “น้ำโขงที่มาจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนในจีนและเขื่อนไซยะบุรีที่ส่งผลกระทบมากที่สุด” ได้เช่นกัน เพราะเป็นเขื่อนที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด  สาระสำคัญคือ บริษัทฯได้ยอมรับว่า “เขื่อน” เป็นปัจจัยสำคัญของการระบายน้ำมากหรือน้อย ซึ่งเขื่อนไซยะบุรีก็ไม่ได้มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด Natural … Continue reading ดูน้ำโขงกันทีละหยด ไหลเข้า-ไหลออก ที่เขื่อนไซยะบุรี

เสียงของหมาป่าจากต้นน้ำหลานชางเจียง

เรื่องและกราฟิกโดย มนตรี จันทวงศ์ เสียงของหมาป่าจากต้นน้ำหลานชางเจียง[1] ข่าวคำแถลงของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ว่าด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวกับจีนในปัญหาน้ำแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม[2] ประกอบกับข่าวการแจ้งเตือนของ MRC เกี่ยวกับการลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง ในวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา[3]  ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการวางจังหวะให้คำแถลงของสถานฑูตจีนในไทย  ให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง โดยอ้างผลประโยชน์ที่คนลุ่มน้ำโขงตอนล่างจะได้รับ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี โดยเฉพาะการอ้างว่า “ฝ่ายจีนสร้างเขื่อนแบบขั้นบันไดตามแม่น้ำล้านช้าง เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ สถานีกำเนิดไฟฟ้าแบบขั้นบันไดนั้นปล่อยน้ำในหน้าแล้ง กักเก็บน้ำในหน้าฝน ซึ่งจะเป็นการ “ปรับลดน้ำท่วม เพิ่มน้ำหน้าแล้ง” ต่อแม่น้ำโขง หลังการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำที่ไหลออกนอกประเทศของแม่น้ำล้านช้างได้เพิ่ม 70% ในหน้าแล้ง และลดลง 30% ในหน้าฝนเมื่อเทียบกับสภาพแบบธรรมชาติเดิม ซึ่งได้ลดค่าเสียหายทางเศรษฐกิจของมวลประชาชนสองฟากฝั่งอันเกิดจากระดับน้ำแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงผิดปกติ” และอ้างถึง “เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนในภูมิภาค เพื่อความร่วมมืออันดีในอนุภูมิภาคฯ” รวมทั้งถ้อยแถลงที่ผ่าน MRC ยังระบุว่า การลดการระบายน้ำของเขื่อนจินฮง จะไม่สร้างผลกระทบที่สำคัญต่อลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ผู้เขียนใคร่ขอแสดงทัศนะไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ต่อคำแถลงของทางการจีนทั้งที่ผ่านสถานฑูตและMRC  ซึ่งเป็นการแถลงเข้าข้างตนเองเพียงฝ่ายเดียว ไม่ต่างกับนิทานหมาป่ากับลูกแกะ ด้วยเหตุผลดังนี้ ประการที่หนึ่ง จีนได้สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงเขื่อนแรกคือเขื่อนม่านวาน มาตั้งแต่ปี 2536 … Continue reading เสียงของหมาป่าจากต้นน้ำหลานชางเจียง

Heart-to-Heart Talk with 6 People of the Mekong

The Mekong Butterfly had a heart-to-heart talk with 6 people of the Mekong — they are from 6 different communities in Thailand located on the Mekong riverbank. Despite informal atmosphere, topics of the discussion were very earnest around problems they have been facing from irregular changes of the Mekong river over the past decade — … Continue reading Heart-to-Heart Talk with 6 People of the Mekong

ผักแซ่บริมโขง: ตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

วิถีชีวิตการการหาอยู่หากินของคนริมโขงนอกจากจะหาปลากันตลอดปีแล้ว ยังมีผักหลายชนิดที่หาเก็บได้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงน้ำลงที่พืชผักจะโผล่พ้นน้ำให้เราได้เก็บเกี่ยว วันนี้ที่บ้านต้าย ต.นากั้ง อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ ชาวบ้านจึงได้ของแซ่บหน้าแล้งเป็นผัก 2 ชนิด คือผักคราด และผักขี้ขมหรือผักดางขม 🌿ผักคราดนี้มีรสออกเผ็ดชาลิ้น เหมาะกินสดแกล้มส้มตำ แจ่ว ซุปหน่อไม้ หรือจะนำไปทำแกงหน่อไม้ แกงปลาก็ได้ 🌿ผักขี้ขม หรือดางขม มีรสออกขมตามชื่อ เหมาะนำมาแกงปลาเพื่อดับกลิ่นคาว เป็นผักแซ่บนิยมกินกันทั่วไปตลอดพื้นที่แนวแม่น้ำโขง ตัวอย่างผักที่เก็บได้วันนี้จะนำมาแกงคู่กับปลาที่หาได้ในแม่น้ำโขงเช่นกัน เรียกว่าลงโขงครั้งเดียวก็ได้วัตถุดิบอย่างดีไปทำอาหารกินในครอบครัวได้หลายมื้อ ยิ่งช่วงเวลาที่ไม่นานสำหรับการโผล่พ้นน้ำในหน้าแล้งให้ได้เก็บกินนั้น จึงนับว่าผักตามฤดูเหล่านี้หายาก เป็นของดีของเด็ด เมื่อถึงฤดูน้ำหลากผักก็จะออกดอกแพร่เมล็ดพันธุ์ให้ไหลไปตามสายน้ำเพื่อรอโอกาสงอกและเติบโตใหม่ในฤดูแล้งหน้า . หากช่วงน้ำลดไม่นานพอหรือน้ำหลากขึ้นลงไม่เป็นฤดูตลอดปี ผักหลายชนิดที่อาศัยปัจจัยของระดับน้ำและวงจรเติบโตตามช่วงเวลาเช่นนี้จะไม่อาจขยายพันธุ์ได้อีกต่อไป ตลอดมาและในอนาคตการปล่อยและกักน้ำจากเขื่อนได้เป็นตัวแปรทำให้ผักพื้นบ้าน รวมทั้งพืชพันธุ์ท้องถิ่น พืชน้ำที่สำคัญต่อระบบนิเวศและการหากินของปลา ไปจนถึงพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่มีวงจรชีวิตพึ่งพิงฤดูกาลเช่นกันนั้นลดจำนวนลงเรื่อยๆ การลงโขงหนึ่งครั้งได้แกงกินไปหลายมื้อของชาวบ้านอาจไม่มีอยู่จริงอีกหากการพัฒนา เช่นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่เกิดขึ้นตลอดสายน้ำโขงและน้ำสาขายังคงรุกรานแหล่งอาหารหลักของคนทั้งลุ่มน้ำเช่นนี้

จับเข่าคุย 6 ลูกแม่น้ำโขง

The Mekong Butterfly จับเข่าคุยสบาย ๆ ในเรื่องซีเรียส ด้วย 3 คำถามสำคัญ (ปัญหา สาเหตุของปัญหา และวิธีการตั้งรับปรับตัวในสถานการณ์ปัจจุบัน) กับ 6 ลูกน้ำโขง จาก 6 พื้นที่ริมโขง ซึ่งเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงผันผวนของแม่น้ำโขงมาตลอดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งภัยพิบัติอุทกภัย ระดับน้ำโขงขึ้นลงผิดปกติ อันมีต้นตอจากสิ่งที่เห็นตรงกันว่า เขื่อน บนแม่น้ำโขงสายหลักและลำน้ำสาขาคือคำตอบของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พร้อมเผยให้เห็น “ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน (hidden cost)” จากการทำงานของเขื่อนบนแม่น้ำโขง ที่ “คนข้างบน” ควบคุมได้แต่ “คนข้างล่าง” ไม่อาจควบคุม ส่งผลให้องค์ความรู้ที่มีอยู่ของลูกน้ำโขงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากที่ศึกษาจากธรรมชาติของแม่น้ำโขง กลับกลายมาเป็นศึกษาจากการทำงานของเขื่อนเพื่อเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อันนำไปสู่การตั้งรับ/ปรับตัวในแง่มุมต่าง ๆ สอน จำปาดอก  บ้านสำโรง หมู่ 5 อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ปัญหา/ความผิดปกติของแม่น้ำโขงในขณะนี้ “สิ่งที่ผิดปกติในตอนนี้คือ น้ำโขงขึ้นลงผิดปกติ ช่วงนี้หน้าแล้ง แต่น้ำขึ้น ทำให้เกษตรริมโขงได้รับผลกระทบ พืชที่ได้รับผลกระทบก็พวกมันแกว ถั่วลิสง ถั่วดิน ข้าวโพด คนมีมากก็ปลูกมาก … Continue reading จับเข่าคุย 6 ลูกแม่น้ำโขง

ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน: ภัยพิบัติแฝงจากน้ำเขื่อนต่อชาวบ้านริมโขง จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน[1]เรื่องพายุดีเปรสชันที่ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนเซินติญ (SON-TINH) โดยส่งผลให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ของประเทศไทยจะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 18-21 กรกฎาคม และในช่วงวันที่ 17 สิงหาคม ก็มีพายุโซนร้อนเบบินคา (BEBINCA) [2] ที่พัดเข้าประเทศลาวจนทำให้ไทยได้ผลกระทบจากมรสุมนี้เช่นกัน พายุในช่วงเวลานี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งในการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคอีสานครั้งใหญ่โดยเฉพาะจังหวัดติดแม่น้ำโขงเมื่อเดือน กรกฎาคม-ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนจากการสูญเสียไร่นาแปลงเกษตรและบ้านเรือนที่ต้องเสียหายจากน้ำเอ่อขังนานร่วมสามเดือน ทว่ามิใช่เพียงเหตุผลจากพายุซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลในแต่ละปีเท่านั้น หากปัญหาจากระบบจัดการน้ำอันเป็นสาเหตุภายในที่ซ้ำเติมให้ชาวบ้านต้องรับเคราะห์จากการดูแลจัดการน้ำที่ไม่เป็นระบบและความไม่เข้าใจธรรมชาติของระบบนิเวศทั้งจากรัฐและเอกชนที่ผุดโครงการพัฒนาอันส่งผลต่อทิศทางการไหลของน้ำในพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งการสร้างเขื่อนในลำน้ำสาขาและฝายในลำห้วยซึ่งเชื่อมสู่แม่น้ำโขง แม้กระทั่งการถมที่ดินเพื่อสร้างสถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า และการสร้างพนังกันน้ำในพื้นที่ป่าบุ่ง-ป่าทาม ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญในภาคอีสานจนสูญเสียพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ โดยปัจจุบันป่าบุง-ป่าทาม ถูกทำลายเสียหายไปแล้วเกินกว่า 50% [3]  เมื่อไม่มีพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงทั้งหมดตกอยู่ที่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อันโฆษณาว่าคุณูปการหนึ่งคือจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแก่ประชาชน หากเมื่อปริมาณน้ำฝนอันมหาศาลไหลลงสู่เขื่อนอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องเร่งระบายน้ำออกเพื่อรักษาสภาพไม่ให้เขื่อนพังทลาย โดยเมื่อพายุเซินติญลูกแรกสงบลง ปรากฏว่าปริมาณน้ำในเขื่อนน้ำอูนพุ่งสูงจนล้นเกิน 100% ของความจุเขื่อน เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม [4] จนต้องเร่งปล่อยน้ำออกมาอย่างเร่งด่วน ทั้งยังใช้กาลักน้ำถึง 50 เครื่อง เพื่อช่วยระบายน้ำเพิ่มจากการปล่อยออกอีก 1 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็น … Continue reading ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน: ภัยพิบัติแฝงจากน้ำเขื่อนต่อชาวบ้านริมโขง จ.บึงกาฬ