บันทึกจากสนาม เหมืองบานชอง: มังกรหลับใหลที่ถูกปลุกโดยบริษัททำเหมืองข้ามพรมแดน

"ถ่านหินที่ถูกขุดขึ้นมาจากพื้นดินในจำนวนมหาศาล ไม่ต่างอะไรจากมังกรที่ถูกปลุกขึ้นมาจากการหลับใหลใต้พิภพพร้อมที่จะเข่นฆ่า ประหัตประหาร แผดเผา ทำลายผู้คนให้มอดไหม้ หากแต่ถ่านหินนั้นไม่ได้คร่าชีวิตผู้คนด้วยการพ่นไฟออกมา แต่มันเลือดเย็นกว่านั้น ถ่านหินกลืนกินมนุษย์ สัตว์ป่า ต้นไม้ใบหญ้า และแม่น้ำลำธาร"  กว่า 7 ปีที่หมู่บ้านกุนชองยี หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงคริสต์ ต้องเผชิญกับภัยคุกคามในหมู่บ้านที่ไม่ใช่ภัยจากการสู้รบที่พวกเขาเผชิญระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังกะเหรี่ยง อันเกิดจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์หลายทศวรรษ อันเปรียบเสมือนปีศาจตนหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านที่นี่ต้องล้มตายจากการสู้รบ หรือแม้กระทั่งระหกระเหินออกจากถิ่นเกิดเมืองนอนไปอาศัยอยู่ ณ ที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือ เข้ามาประสบพบเจอกับชะตากรรมในต่างแดนอย่างประเทศไทย หากแต่เป็นเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่กว่า 504.8 เอเคอร์ หรือประมาณ 1262 ไร่ พื้นที่เหมืองถ่านหินบานชอง ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่บ้านกุนชองยี พื้นที่ตรงนี้เคยเป็นพื้นที่ทำกินของชุมชนมาก่อน ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทีมงาน The Mekong Butterfly ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะนักเดินทางที่กำลังติดตามการดำเนินการของเหมืองบานชอง เหมืองถ่านหินที่ดำเนินการโดยบริษัทคนไทยในพื้นที่ชาวกะเหรี่ยง ภายใต้อิทธิพลทางอำนาจของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง เพื่อติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลังจากที่เหมืองดังกล่าวเริ่มดำเนินการไปได้กว่า 7 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา เมื่อมีการลงนามในสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัท อีส สตาร์ จำกัด และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU โดยทาง … Continue reading บันทึกจากสนาม เหมืองบานชอง: มังกรหลับใหลที่ถูกปลุกโดยบริษัททำเหมืองข้ามพรมแดน

สรุปสถานการณ์และความเคลื่อนไหว จากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาครัฐในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี

จากสถานการณ์การที่ทุนไทยขยายการลงทุนไปสู่ประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างและเมียนมาซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และยังคงดำเนินการรุดหน้าต่อไปโดยไม่มีกลไกใดมากำกับดูแล ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนที่ขาดความรับผิดชอบ ทั้งในกัมพูชา, ลาว และเมียนมา อันก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น ผลกระทบต่อวิถีชีวิต การแย่งยึดที่ดิน และการใช้กำลังเพื่อไล่รื้อหมู่บ้านหรือชุมชน ชุมชนที่ได้รับผลกระทบได้เรียกร้องถึงกรณีการถูกละเมิดตามสิทธิเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขและเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางต่างๆ มาโดยตลอด โดยช่องทางหนึ่งคือการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุยชนแห่งชาติได้รับข้อร้องเรียนและทำการตรวจสอบการลงทุนข้ามแดนของไทยกรณีการลงทุนนอกเขตอำนาจอธิปไตยและความรับผิดชอบของรัฐไทย โดยจากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงได้ออกเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อให้ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) จากข้อเสนอแนะนี้ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีมีมติออกมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 และ พ.ศ. 2560 ที่รับรองให้เกิดมาตรฐานในการปฏิบัติตามหลักการของ UNGPs  และระบุให้มีการจัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยให้เคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนโดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (การปฏิบัติตามกรอบการคุ้มครอง เคารพ เยียวยา) ดังกล่าวมาเป็นกรอบในการดำเนินการของการลงทุนในต่างประเทศประกอบกับเมื่อครั้งการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นประธานในการลงนามปฏิญญาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคธุรกิจ และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้คำมั่นว่า รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐจะรักษาพันธสัญญาในการทำหน้าที่เพื่อให้ความเคารพ และคุ้มครองบุคคลและชุมชนจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังมีการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights (NAPs)) ซึ่งหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการจัดทำแผนนี้ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์ … Continue reading สรุปสถานการณ์และความเคลื่อนไหว จากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาครัฐในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี