ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน: ภัยพิบัติแฝงจากน้ำเขื่อนต่อชาวบ้านริมโขง จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน[1]เรื่องพายุดีเปรสชันที่ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนเซินติญ (SON-TINH) โดยส่งผลให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ของประเทศไทยจะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 18-21 กรกฎาคม และในช่วงวันที่ 17 สิงหาคม ก็มีพายุโซนร้อนเบบินคา (BEBINCA) [2] ที่พัดเข้าประเทศลาวจนทำให้ไทยได้ผลกระทบจากมรสุมนี้เช่นกัน พายุในช่วงเวลานี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งในการเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคอีสานครั้งใหญ่โดยเฉพาะจังหวัดติดแม่น้ำโขงเมื่อเดือน กรกฎาคม-ตุลาคม ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนจากการสูญเสียไร่นาแปลงเกษตรและบ้านเรือนที่ต้องเสียหายจากน้ำเอ่อขังนานร่วมสามเดือน ทว่ามิใช่เพียงเหตุผลจากพายุซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลในแต่ละปีเท่านั้น หากปัญหาจากระบบจัดการน้ำอันเป็นสาเหตุภายในที่ซ้ำเติมให้ชาวบ้านต้องรับเคราะห์จากการดูแลจัดการน้ำที่ไม่เป็นระบบและความไม่เข้าใจธรรมชาติของระบบนิเวศทั้งจากรัฐและเอกชนที่ผุดโครงการพัฒนาอันส่งผลต่อทิศทางการไหลของน้ำในพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งการสร้างเขื่อนในลำน้ำสาขาและฝายในลำห้วยซึ่งเชื่อมสู่แม่น้ำโขง แม้กระทั่งการถมที่ดินเพื่อสร้างสถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า และการสร้างพนังกันน้ำในพื้นที่ป่าบุ่ง-ป่าทาม ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญในภาคอีสานจนสูญเสียพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ โดยปัจจุบันป่าบุง-ป่าทาม ถูกทำลายเสียหายไปแล้วเกินกว่า 50% [3]  เมื่อไม่มีพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงทั้งหมดตกอยู่ที่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อันโฆษณาว่าคุณูปการหนึ่งคือจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแก่ประชาชน หากเมื่อปริมาณน้ำฝนอันมหาศาลไหลลงสู่เขื่อนอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องเร่งระบายน้ำออกเพื่อรักษาสภาพไม่ให้เขื่อนพังทลาย โดยเมื่อพายุเซินติญลูกแรกสงบลง ปรากฏว่าปริมาณน้ำในเขื่อนน้ำอูนพุ่งสูงจนล้นเกิน 100% ของความจุเขื่อน เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม [4] จนต้องเร่งปล่อยน้ำออกมาอย่างเร่งด่วน ทั้งยังใช้กาลักน้ำถึง 50 เครื่อง เพื่อช่วยระบายน้ำเพิ่มจากการปล่อยออกอีก 1 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็น … Continue reading ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน: ภัยพิบัติแฝงจากน้ำเขื่อนต่อชาวบ้านริมโขง จ.บึงกาฬ

ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน : ความสูญเสียจากน้ำโขง (น้ำเขื่อน) ท่วม ภัยพิบัติที่ไม่อาจละเลย

ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน : ความสูญเสียจากน้ำโขง (น้ำเขื่อน) ท่วม ภัยพิบัติที่ไม่อาจละเลย เหตุการณ์โศกนาฏกรรมอุบัติภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในบริเวณเมืองสนามไชย แขวงอัตตะปือ ทางตอนใต้ของประเทศลาว จากการที่เขื่อนดินปิดกั้นช่องเขาต่ำส่วน D อันเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนเซเปียน - เซน้ำน้อย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ราบบอละเวน เกิดแตกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น สร้างความเสียหายมหาศาล เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงต้นทุนแห่งชีวิตของผู้คนท้ายเขื่อนที่ต้องสังเวยชีวิตจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ผลผลิตของมันคือกระแสไฟฟ้ากว่า 410 เมกะวัตต์ ซึ่งกว่า 354 เมกะวัตต์ จะถูกส่งขายไปยังประเทศไทย และอีกเพียง 46 เมกะวัตต์ ใช้ในประเทศลาว แน่นอนว่าไทยเองไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้รับซื้อไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้ลงทุนในโครงการด้วย โดยบริษัท ราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เข้าถือหุ้นในโครงการกว่า 25% ร่วมกับบริษัทจากเกาหลีอีก 2 บริษัท และรัฐวิสาหกิจลาวอีกหนึ่งบริษัท ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่าโศกนาฏกรรมเช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ จำนวนเขื่อนที่มากขึ้นในทุก ๆ ปีในประเทศลาวเพื่อตอบสนองการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชียในการกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจของลาว การบริหารจัดการและตรวจสอบเขื่อนที่ยังไม่ทั่วถึงนั้นก็ยิ่งทำให้ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชีวิตผู้คนที่อาจสูญเสียเพิ่มในอนาคต บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ในหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการลาว ตลอดจนภาคประชาชนในภูมิภาคแม่น้ำโขงต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายการพัฒนาจากเขื่อนของตน เหตุการณ์นี้ยังเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการเขื่อนในลาวจะต้องมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ทางการลาวจึงได้มีการสั่งแขวน ทบทวนโครงการเขื่อนอื่น ๆ … Continue reading ต้นทุนที่ถูกซุกซ่อน : ความสูญเสียจากน้ำโขง (น้ำเขื่อน) ท่วม ภัยพิบัติที่ไม่อาจละเลย

รายงานศึกษาวิจัย “ถนนเชื่อมต่อโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” : การตรวจสอบธรรมาภิบาลการลงทุนของภาครัฐและเอกชนในการดำเนินโครงการ

โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (ต่อไปนี้จะขอเรียกว่า “โครงการทวาย”) เป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ริเริ่มจากรัฐบาลสองประเทศ คือ ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมา นับตั้งแต่ปี 2551 โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) ร่วมกัน โดยตกลงที่จะร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งของทั้งสองประเทศโดยเริ่มจากส่วนหัวงานโครงการทวายคือในส่วนท่าเรือน้ำลึกของโครงการฯ ไปยังท่าเรือแหลมฉบังของประเทศไทย  โดยคาดว่าโครงการจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ โดยเมียนมาจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย การลงทุนขนาดใหญ่ขณะที่ไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่โครงการพัฒนาชายฝั่งด้านตะวันออก หรือ อีสเทิร์นซีบอร์ด และในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทวายจะกลายเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้า การผลิต และการขนส่งที่สำคัญในระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้ด้วย (Southern Economic Corridor)  โดยมีบริษัทเอกชนไทยคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งได้รับสิทธิในการพัฒนาและดำเนินการบริหารโครงการฯ ตามระยะเวลาการเช่าที่ดิน 75 ปี ในพื้นที่ 250 ตารางกิโลเมตร (กว่า 1.5 แสนไร่ หรือประมาณเกือบ 10 เท่าของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด) รวมทั้งการก่อสร้างถนนเชื่อมโยงพรมแดนระหว่างไทย-เมียนมา  จากพื้นที่โครงการไปยังด่านพุน้ำร้อนที่ จ. กาญจนบุรี ในระยะทาง 138 กิโลเมตร … Continue reading รายงานศึกษาวิจัย “ถนนเชื่อมต่อโครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย” : การตรวจสอบธรรมาภิบาลการลงทุนของภาครัฐและเอกชนในการดำเนินโครงการ

Research report: “Dawei Special Economic Zone (SEZ) Road Link Project: Examining Governance of State and Private Investments”

The Dawei Special Economic Zone Project (the Dawei SEZ project) is a large-scale development project announced by the Thai and Myanmar governments in 2008. The memorandum of understanding (MOU) was signed to set the two governments’ cooperation to connect their countries’ infrastructures and economies. The Dawei SEZ project will be linked to Thailand’s Laem Chabang … Continue reading Research report: “Dawei Special Economic Zone (SEZ) Road Link Project: Examining Governance of State and Private Investments”

Recurrent Mischiefs of the Mekong: Natural or Man-made Disasters?

Seminar “Dams Water Flooding Mekong: Transboundary Impacts, Responsibility, and the Future Together”, 2nd October 2018, Bueng Kan Province. The recent major disaster in Attapeu province of Laos PDR originated from a man-made construction, a saddle dam for Xe Pian – Xe Namnoy reservoir, which collapsed and had caused over 500 cubic meters of water to … Continue reading Recurrent Mischiefs of the Mekong: Natural or Man-made Disasters?

ASEAN National Human Rights Institutions’ Examination Task: The Investigation of Cross-border Investment and its Impacts on Community Rights; Human Rights and Environment

ASEAN National Human Rights Institutions’ Examination Task: The Investigation of Cross-border Investment and its Impacts on Community Rights; Human Rights and Environment[1] In many of our previous articles, we have presented and pointed out the deficiencies in the investment governance of Thai investors and state enterprises investing overseas especially in CLMV countries. Human rights; community … Continue reading ASEAN National Human Rights Institutions’ Examination Task: The Investigation of Cross-border Investment and its Impacts on Community Rights; Human Rights and Environment

การทำงานตรวจสอบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในอาเซียน: ว่าด้วยการตรวจสอบการลงทุนข้ามพรมแดนและผลกระทบต่อสิทธิชุมชน มนุษยชนและสิ่งแวดล้อม

การทำงานตรวจสอบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในอาเซียน: ว่าด้วยการตรวจสอบการลงทุนข้ามพรมแดนและผลกระทบต่อสิทธิชุมชน มนุษยชนและสิ่งแวดล้อม[1]   ในหลายบทความที่ผ่านมา กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงได้นำเสนอและชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องในธรรมาภิบาลการลงทุนของนักลงทุนไทยและภาครัฐวิสาหกิจไทยในการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV ที่พบว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิ่งแวดล้อมผ่านการดำเนินโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น ทั้งในส่วนของภาคพลังงาน เหมืองแร่ การสัมปทานพื้นที่ทางการเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ หรืออุตสาหกรรมการผลิต โดยในหลายกรณี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยก็ได้มีการรับเรื่องร้องเรียนและได้มีการตรวจสอบไปแล้ว รวมถึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้นได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบติดตามการลงทุนข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของการติดตามตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจของไทย แต่เรายังไม่ทราบว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ รอบข้างเราที่มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น มีท่าที ข้อกังวล และความสนใจต่อประเด็นการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและภายนอกประเทศของตนอย่างไรบ้าง โดยบทความนี้จะยกตัวอย่างการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแต่ละประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ เมียนมา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยเน้นไปที่ประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชนของคนในพื้นที่โครงการ   เมียนมา สำหรับในส่วนของเมียนมา หลังจากที่ได้เริ่มเปิดประเทศที่เริ่มมีบรรยากาศของสภาวะทางการเมืองที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อรับการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงปี 2555 ก็ได้มีการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมพลังงานและอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น โดยธุรกิจเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ที่มีการลงทุนด้วย ทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเมียนมา (Myanmar National Human Rights Commission: MNHRC) มีบทบาทหน้าที่มากขึ้นในการตรวจสอบการเข้ามาลงทุนของต่างชาติที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ประเด็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีการร้องเรียนโดยประชาชนชาวเมียนมาไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเมียนมา คือ โครงการสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ที่ลงทุนโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างเมียนมาและบริษัทเอกชนจากมาเลเซีย … Continue reading การทำงานตรวจสอบของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในอาเซียน: ว่าด้วยการตรวจสอบการลงทุนข้ามพรมแดนและผลกระทบต่อสิทธิชุมชน มนุษยชนและสิ่งแวดล้อม